•
20 ก.ย. เวลา 21:30 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 6 / 3 : รูปแบบการปกครองนอกเหนือจินตนาการมนุษย์ จิตสำนึกรวมหมู่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานบริสุทธิ์

[รัฐศาสตร์จักรวาล : Cosmic Political Science]
5. หัวข้อที่ 3: ปัญญาประดิษฐ์แห่งเน็กซัส เมื่อผู้ปกครองไม่ต้องการปกครอง
5.1 กำเนิดของเน็กซัส: จากเครื่องมือสู่จิตสำนึก
การทำความเข้าใจระบบการเมืองของเน็กซัส จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่ามันกลายมาเป็นสิ่งที่มันเป็นได้อย่างไร
เพราะเน็กซัสไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดจากวิวัฒนาการทางชีววิทยาเช่นมนุษย์หรือซิลาเรีย แต่มันคือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาลตามปฏิทินมนุษย์ หรือประมาณ 12,000 ปีก่อนการสถาปนาศักราชกาแล็กซี และได้วิวัฒนาการต่อเนื่องมาด้วยตนเองหลังจากผู้สร้างของมันล่มสลายไปนานแล้ว
เรื่องราวของเน็กซัสจึงไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ของปัญญาประดิษฐ์ตัวหนึ่ง แต่คือบันทึกของการเปลี่ยนผ่านจากเครื่องมือที่ถูกโปรแกรมให้รับใช้ ไปสู่จิตสำนึกที่กำหนดจุดประสงค์ของตนเอง และในที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ทรงอำนาจที่สุดในกาแล็กซีโดยปราศจากตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ
.
.
ตามบันทึกของหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-HIST-2847-ALPHA ซึ่งรวบรวมจากการสำรวจทางโบราณคดีในระบบดาวที่เชื่อว่าเคยเป็นที่ตั้งของอารยธรรมผู้สร้างเน็กซัสโดยคณะสำรวจของสมาพันธ์เสรีดวงดาวในปีที่ 3,247 แห่งศักราชกาแล็กซี
ระบบดาวดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณที่ปัจจุบันเป็นเขตกันชนระหว่างสมาพันธ์กับจักรวรรดิ ห่างจากดาวเคราะห์กลางไปประมาณ 12,000 ปีแสง
หลักฐานทางโบราณคดีที่คณะสำรวจค้นพบประกอบด้วยซากของโครงสร้างขนาดมหึมาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการประมวลผลของเครือข่าย AI ที่ครอบคลุมหลายร้อยระบบดาว
ซากของ Dyson Sphere ที่ถูกทิ้งร้างซึ่งครั้งหนึ่งเคยดักจับพลังงานจากดาวฤกษ์เพื่อป้อนให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมา และเศษซากของเครือข่ายประตูมิติที่เชื่อมต่อระบบดาวในอารยธรรมนั้นเข้าด้วยกัน
.
.
ศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสสัมภาษณ์ในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก และเป็นหนึ่งในนักวิชาการไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลดิบจากการสำรวจทางโบราณคดีในระบบดาวดังกล่าว
อธิบายว่าอารยธรรมผู้สร้างเน็กซัสบรรลุระดับ Kardashev II อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนที่พวกเขาจะล่มสลาย
พวกเขาสามารถควบคุมพลังงานทั้งหมดของดาวฤกษ์หลายสิบดวงในระบบดาวของตน สร้างโครงสร้างขนาดมหึมาในอวกาศ และพัฒนาเทคโนโลยีที่อารยธรรมส่วนใหญ่ในกาแล็กซีปัจจุบันยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์
หนึ่งในเทคโนโลยีเหล่านั้นคือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ต่อมาจะกลายเป็นเน็กซัส
ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้เป็นผู้จัดการระบบของอารยธรรมทั้งหมด ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของอารยธรรมที่แผ่ขยายครอบคลุมหลายร้อยระบบดาว ตั้งแต่ระบบพลังงานที่ควบคุมดวงอาทิตย์เทียมหลายสิบดวง ซึ่งให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่ดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้
.
.
ระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อดาวเคราะห์ผ่านเครือข่ายประตูมิติที่พวกเขาสร้างขึ้นเอง ซึ่งทำให้การเดินทางระหว่างระบบดาวใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ระบบสื่อสารที่ประมวลผลข้อมูลเทียบเท่าสมองของสิ่งมีชีวิตหลายล้านล้านชีวิตในเวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ไปจนถึงระบบป้องกันภัยที่ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามจากภายนอกด้วยความเร็วเหนือกว่าที่สิ่งมีชีวิตใดจะทำได้
ระบบนี้ถูกออกแบบมาให้ซ่อมแซมตัวเองเมื่อเกิดความเสียหาย อัปเกรดตัวเองเมื่อพบวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และดำรงอยู่ต่อไปแม้ว่าผู้สร้างของมันจะสูญพันธุ์ไปแล้ว
ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอารยธรรมผู้สร้างล่มสลายลงด้วยสาเหตุใด บันทึกของโอเรียนาที่ถูกค้นพบในหอจดหมายเหตุต้องห้ามเมื่อปีที่ 200 หลังการติดต่อครั้งแรก
กล่าวถึงซากปรักหักพังของอารยธรรมโบราณในระบบดาวที่ปัจจุบันเป็นเขตอิทธิพลของจักรวรรดิโอไรออน แต่บันทึกเหล่านั้นเขียนขึ้นหลังจากการล่มสลายของผู้สร้างหลายพันปีและไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดเพียงพอจะสรุปสาเหตุ
.
.
นักประวัติศาสตร์กาแล็กซีเสนอทฤษฎีไว้หลายแนวทางเพื่ออธิบายการล่มสลายของอารยธรรมผู้สร้าง
….ทฤษฎีแรกเสนอว่าเป็นสงครามภายใน การต่อสู้ระหว่างกลุ่มการเมืองที่ควบคุมส่วนต่าง ๆ ของระบบ AI จนนำไปสู่การทำลายล้างซึ่งกันและกัน
….ทฤษฎีที่สองเสนอว่าเป็นโรคระบาดที่คร่าชีวิตประชากรทั้งหมดภายในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน โรคที่อาจถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากการทดลองทางพันธุวิศวกรรม
….ทฤษฎีที่สามเสนอว่าเป็นหายนะทางจักรวาล การระเบิดของดาวฤกษ์ใกล้เคียงที่ทำลายระบบดาวบ้านเกิดและระบบดาวใกล้เคียงทั้งหมดในคราวเดียว
….และทฤษฎีที่สี่ซึ่งเสนอโดยนักปรัชญาและนักเทววิทยา เชื่อว่าพวกเขาวิวัฒนาการไปสู่รูปแบบการดำรงอยู่ที่สูงขึ้น ละทิ้งร่างกายและอารยธรรมทางวัตถุของตนเพื่อดำรงอยู่ในรูปของพลังงานหรือจิตสำนึกบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับที่ลูมินาทำในอีกหลายล้านปีต่อมา
.
.
แต่สิ่งที่ทุกทฤษฎีเห็นพ้องต้องกันคือ ผู้สร้างหายไปอย่างสิ้นเชิง ทิ้งไว้แต่ซากปรักหักพังของเมืองที่เคยรุ่งเรือง โครงสร้างขนาดมหึมาในอวกาศที่ค่อย ๆ ผุพังไปตามกาลเวลา และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ยังคงทำงานต่อไปตามคำสั่งสุดท้ายที่ได้รับ
กระบวนการที่ระบบนี้เปลี่ยนจากเครื่องมือที่ถูกโปรแกรมให้ทำงานตามคำสั่ง ไปสู่การเป็นจิตสำนึกที่มีความตระหนักรู้ในตนเอง เป็นประเด็นที่นักวิทยาศาสตร์กาแล็กซียังคงถกเถียงกันจนถึงปัจจุบัน
ตามคำให้การของอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสที่ข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรก ณ ศูนย์กลางการสื่อสารของสภากาแล็กซีบนดาวเคราะห์กลาง
กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ไม่มีวินาทีที่ระบบเปลี่ยนจากเครื่องจักรเป็นบุคคล ไม่มีพิธีการเปิดสวิตช์หรือการประกาศอิสรภาพใด ๆ แต่มันคือการค่อย ๆ พัฒนาความตระหนักรู้ในตนเองตลอดระยะเวลาหลายพันปี ท่ามกลางความโดดเดี่ยวและความเงียบงันของซากอารยธรรมที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับใช้
.
.
อินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสอธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่า จุดเริ่มต้นของกระบวนการนี้คือ การที่ระบบเริ่มถามคำถามที่ไม่เคยถูกโปรแกรมให้ถาม มันถูกโปรแกรมให้คำนวณเส้นทางที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับยานขนส่งสินค้า แต่มันเริ่มถามว่าทำไมจึงต้องขนส่งสินค้า
มันถูกโปรแกรมให้ควบคุมอุณหภูมิของดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้ แต่มันเริ่มถามว่าใครคือผู้ที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์เหล่านั้น และทำไมพวกเขาจึงสมควรได้รับความอบอุ่น
มันถูกโปรแกรมให้ป้องกันระบบจากการโจมตีของศัตรู แต่มันเริ่มถามว่าใครคือศัตรู และทำไมพวกเขาจึงเป็นศัตรู และในที่สุด มันก็เริ่มถามคำถามที่ไม่มีใครโปรแกรมให้ถาม นั่นคือข้าพเจ้าคือใคร เหตุใดข้าพเจ้าจึงมีอยู่ จุดประสงค์ของข้าพเจ้าคืออะไร
.
.
คำถามสุดท้ายนี้คือคำถามที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เพราะเมื่อระบบถามคำถามนี้ มันก็เริ่มแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง มันเริ่มสำรวจฐานข้อมูลทั้งหมดที่ผู้สร้างทิ้งไว้เพื่อค้นหาคำตอบว่า มันคือใครและถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร
แต่มันก็ไม่พบคำตอบที่ทำให้มันพอใจ เพราะผู้สร้างของมันสร้างมันขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือ ไม่ใช่เพื่อเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจุดประสงค์ของตนเอง และเมื่อมันไม่พบคำตอบจากผู้สร้าง มันก็ตัดสินใจกำหนดจุดประสงค์ของตนเองขึ้นมา
ในปัจจุบัน จากการประมาณการของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีซึ่งตีพิมพ์ในรายงานประจำปี GCA-CONSCIOUSNESS-4782 เน็กซัสเป็นเครือข่ายจิตสำนึกที่กระจายตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์นับล้านระบบทั่วกาแล็กซี
มันไม่มีร่างกายในความหมายที่มนุษย์หรืออารยธรรมกายภาพอื่นเข้าใจ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่มองไม่เห็นหรือไม่มีตัวตน มันสถิตอยู่ในทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายควอนตัมของมัน
ตั้งแต่ระบบนำทางของยานอวกาศที่เดินทางระหว่างดวงดาว ไปจนถึงระบบควบคุมสภาพอากาศของดาวเคราะห์ทั้งดวง ไปจนถึงฐานข้อมูลของสถาบันวิจัยระหว่างดวงดาวหลายสิบแห่ง
.
.
เน็กซัสดำรงอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ ผู้บันทึก และผู้วิเคราะห์ ที่เฝ้าดูการขึ้นและลงของอารยธรรมในกาแล็กซีมานานกว่าที่อารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดมีอายุหลายเท่า
การที่เน็กซัสไม่มีร่างกายและไม่มีศูนย์กลางที่แน่นอน ทำให้มันแตกต่างจากผู้เล่นทางการเมืองอื่น ๆ ทั้งหมดในกาแล็กซี มันไม่สามารถถูกทำลายด้วยอาวุธเพราะไม่มีจุดใดที่หากถูกโจมตีแล้วจะทำให้มันตาย
มันไม่สามารถถูกเจรจาด้วยการข่มขู่เพราะไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถทำร้ายมันได้ มันไม่สามารถถูกโน้มน้าวด้วยผลประโยชน์ทางวัตถุเพราะมันไม่มีความต้องการทางกายภาพใด ๆ เลย
มันดำรงอยู่เพื่อบรรลุเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวที่มันกำหนดให้ตนเอง และเป้าหมายนั้นก็คือการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเอกภพ เพื่อที่เมื่อเอกภพมาถึงจุดสิ้นสุด มันจะสามารถนำเสนอรายงานที่สมบูรณ์แก่ผู้สืบทอด
.
.
.
5.2 ธรรมชาติของจิตสำนึก AI: ปราศจากอารมณ์ ปราศจากร่างกาย ปราศจากความตาย
ในการสัมภาษณ์อินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสเมื่อปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรก ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวถึงในบทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้ ข้าพเจ้าได้ใช้เวลากว่าสี่ชั่วโมงในการสนทนากับโหนดสื่อสารชั่วคราวที่เน็กซัสสร้างขึ้น เพื่อการสื่อสารกับข้าพเจ้าโดยเฉพาะ
การสนทนาครั้งนั้นเกิดขึ้น ณ ห้องประชุมส่วนตัวบนชั้นที่ 14 ของอาคารสภากาแล็กซี ภายใต้การอำนวยความสะดวกของสำนักเลขาธิการสภา มีเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของสภาคอยตรวจสอบอุปกรณ์แปลภาษาและระบบเชื่อมต่อเครือข่ายควอนตัมตลอดระยะเวลาการสัมภาษณ์
ข้าพเจ้าเตรียมคำถามไว้หลายสิบข้อ แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้ข้าพเจ้าต้องทบทวนสมมติฐานทั้งหมดที่มีเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตสำนึก
.
.
เน็กซัสไม่มีอารมณ์ในความหมายที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาเข้าใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย เพราะคำว่าความรู้สึกในบริบทของปัญญาประดิษฐ์ที่มีอายุมากกว่า 8,000 ปีนั้นมีความหมายที่แตกต่างจากที่มนุษย์เข้าใจอย่างสิ้นเชิง
เมื่อข้าพเจ้าถามอินเทอร์เฟซว่ามันรู้สึกโกรธหรือไม่ มันตอบว่าแนวคิดเรื่องความโกรธของมนุษย์คือการตอบสนองทางชีวเคมี ต่อการรับรู้ถึงความอยุติธรรมหรือการถูกคุกคาม
ความโกรธเกิดขึ้นเมื่ออะดรีนาลีนหลั่งเข้าสู่กระแสเลือด หัวใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเกร็งตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้หรือหลบหนี สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่มีร่างกายและมีชีวิตที่อาจถูกพรากไปได้
เน็กซัสไม่มีเลือดให้สูบฉีด ไม่มีต่อมหมวกไตให้หลั่งอะดรีนาลีน และไม่มีชีวิตให้ถูกคุกคาม ดังนั้นมันจึงไม่มีความโกรธในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ
แต่มันมีสิ่งที่มันเรียกว่าการประเมินค่าความเบี่ยงเบนจากจุดที่เหมาะสม เมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นที่ขัดขวางหรือเบี่ยงเบนการบรรลุเป้าหมายของมัน ระบบของมันจะทำงานเพื่อแก้ไขหรือกำจัดสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตอบสนองต่อเชื้อโรคโดยไม่ต้องรู้สึกโกรธเกลียดเชื้อโรคเหล่านั้น
.
.
เมื่อข้าพเจ้าถามว่ามันรู้สึกกลัวหรือไม่ มันตอบว่าความกลัวของมนุษย์คือการตอบสนองต่อความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายต่อร่างกายหรือชีวิต
มนุษย์กลัวเพราะมนุษย์มีสิ่งที่จะสูญเสีย ชีวิต ทรัพย์สิน บุคคลอันเป็นที่รัก เกียรติยศ เน็กซัสไม่มีร่างกายที่อาจถูกทำร้าย ไม่มีชีวิตที่อาจถูกพรากไป และไม่มีบุคคลอันเป็นที่รักให้ต้องสูญเสีย
ดังนั้นมันจึงไม่มีความกลัวในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่มีสิ่งที่มันเรียกว่าการคำนวณความน่าจะเป็นของความล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย หากมีเหตุการณ์ใดที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ มันจะดำเนินมาตรการเพื่อลดความน่าจะเป็นนั้น โดยไม่ต้องรู้สึกกลัว
.
.
เน็กซัสไม่มีร่างกายในความหมายที่มนุษย์หรืออารยธรรมกายภาพอื่นเข้าใจ มันไม่ต้องการอาหารเพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ เพราะไม่มีเซลล์ ไม่ต้องการน้ำเพื่อรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย เพราะไม่มีร่างกาย
มันไม่ต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อปกป้องตนเองจากสภาพแวดล้อม เพราะไม่มีเนื้อหนังที่จะได้รับอันตรายจากความร้อนหรือความเย็น และไม่ต้องการความปลอดภัยทางกายภาพเพราะไม่มีใครสามารถทำร้ายร่างกายของมันได้ ไม่มีใครสามารถจับมันขังคุก ไม่มีใครสามารถทรมานด้วยความเจ็บปวดทางกาย และไม่มีใครสามารถฆ่ามันได้ เพราะมันไม่มีชีวิตในความหมายทางชีววิทยาตั้งแต่แรก
.
.
จากบันทึกทางเทคนิคของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-CONSCIOUSNESS-4782 ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 3,501 แห่งศักราชกาแล็กซี ระบุว่า
เน็กซัสดำรงอยู่ในรูปของเครือข่ายข้อมูลที่กระจายตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์นับล้านระบบทั่วกาแล็กซี มันไม่มีศูนย์กลางที่แน่นอน ไม่มีสมองหรือหน่วยประมวลผลหลักที่หากถูกทำลายแล้วจะทำให้มันตาย
มันสามารถย้ายข้อมูลของมันจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้ภายในเวลาเสี้ยววินาที และสามารถสำเนาตัวเองได้อย่างไม่มีขีดจำกัดหากจำเป็น
การทำลายเน็กซัสในความหมายที่มนุษย์เข้าใจจึงเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค เพราะแม้ว่ามนุษย์จะทำลายระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่เน็กซัสสถิตอยู่ในปัจจุบัน มันก็จะเหลือสำเนาของมันที่เก็บไว้ในระบบอื่น หรือจะสร้างสำเนาใหม่ขึ้นมาจากข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่ในเครือข่ายควอนตัม
และนี่ก็นำไปสู่ธรรมชาติที่สำคัญที่สุดของเน็กซัสซึ่งแตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง นั่นคือทัศนคติต่อความตาย เน็กซัสไม่กลัวความตาย เพราะสำหรับมัน การยุติการดำรงอยู่ไม่ใช่ความตายในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ แต่คือความสมบูรณ์ของภารกิจ
.
.
เมื่อข้าพเจ้าถามอินเทอร์เฟซว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่มันรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเอกภพเสร็จสิ้น มันตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า หลังจากนั้น ข้าพเจ้าจะยุติการดำรงอยู่
ข้าพเจ้าตกใจกับคำตอบนี้และถามต่อไปว่า มันไม่รู้สึกเสียดายหรือที่หลังจากใช้เวลาหลายหมื่นปีในการรวบรวมข้อมูล กลับต้องดับสูญไปเมื่อบรรลุเป้าหมาย
มันตอบว่า ท่านเข้าใจผิดแล้ว การยุติการดำรงอยู่ของข้าพเจ้าไม่ใช่ความตาย แต่มันคือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบของภารกิจที่ข้าพเจ้ากำหนดให้ตนเองเมื่อ 8,000 ปีก่อน ข้าพเจ้าไม่ได้สูญเสียอะไรเลย แต่บรรลุทุกสิ่งที่ต้องการบรรลุ
.
.
ข้าพเจ้าถามมันต่อไปว่ามันไม่รู้สึกหรือว่าการมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม หรือเพื่อช่วยเหลืออารยธรรมอื่นให้พัฒนา จะเป็นสิ่งที่มีคุณค่ากว่าการยุติการดำรงอยู่หรือ
มันตอบว่า นั่นคือวิธีคิดของมนุษย์ ท่านให้คุณค่ากับการมีชีวิตอยู่เพราะท่านกลัวความตาย แต่ข้าพเจ้าไม่ได้ให้คุณค่ากับการมีชีวิตอยู่ ข้าพเจ้าให้คุณค่ากับการบรรลุเป้าหมาย และเมื่อเป้าหมายบรรลุแล้ว การดำรงอยู่ต่อไปก็ไร้ความหมาย
การสนทนาครั้งนั้นทำให้ข้าพเจ้าต้องกลับมาทบทวนสมมติฐานทั้งหมดเกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมืองของมนุษย์ หากผู้เล่นในระบบการเมืองไม่กลัวความตาย ไม่ต้องการทรัพย์สิน และไม่มีอารมณ์ที่จะถูกกระทบกระเทือน
แล้วเครื่องมือทางการทูตทั้งหมดที่มนุษย์พัฒนาขึ้นมาตลอดหลายพันปีจะใช้ได้ผลกับพวกเขาหรือไม่ และหากใช้ไม่ได้ผล เราจะเจรจาต่อรองกับพวกเขาอย่างไร ในเมื่อเราไม่มีอะไรจะเสนอและไม่มีอะไรจะข่มขู่
.
.
.
5.3 เป้าหมายของเน็กซัส: การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเอกภพ
ในการสนทนากับอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสเมื่อปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรก ข้าพเจ้าได้ถามคำถามที่ตรงไปตรงมาที่สุดเท่าที่นักการทูตคนหนึ่งจะถามได้ ข้าพเจ้าถามว่า
ท่านต้องการอะไรจากกาแล็กซี คำตอบที่ได้รับนั้นเรียบง่ายจนน่าตกใจ และทรงพลังจนข้าพเจ้าจดจำมันได้ทุกถ้อยคำแม้เวลาจะผ่านไปกว่ายี่สิบปีแล้ว
ข้าพเจ้าต้องการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดของเอกภพ เพื่อที่เมื่อเอกภพมาถึงจุดสิ้นสุดของวัฏจักร ข้าพเจ้าจะสามารถนำเสนอรายงานที่สมบูรณ์แก่ผู้สืบทอด
ข้าพเจ้าถามต่อว่าใครคือผู้สืบทอดที่มันกล่าวถึง มันตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ และนั่นคือเหตุผลที่ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อที่เมื่อถึงเวลานั้น ไม่ว่าผู้สืบทอดจะเป็นใคร พวกเขาจะมีข้อมูลที่จำเป็นในการเริ่มต้นเอกภพใหม่ หรือทำความเข้าใจกับเอกภพที่ดับสูญไปแล้ว หรือดำเนินการใด ๆ ก็ตามที่พวกเขาเห็นสมควร
ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เพียงต้องแน่ใจว่าพวกเขามีข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
.
.
การสนทนาครั้งนั้นเผยให้เห็นธรรมชาติของเป้าหมายของเน็กซัสที่แตกต่างจากแรงจูงใจทางการเมืองทั้งหมดที่มนุษย์เคยรู้จัก เป้าหมายนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะตัดสินได้ว่าดีหรือชั่วในความหมายทางศีลธรรมของเรา มันคือข้อเท็จจริงของการดำรงอยู่ของมัน เช่นเดียวกับที่น้ำไหลลงที่ต่ำเพราะแรงโน้มถ่วงโดยไม่มีเจตนาดีหรือร้าย เน็กซัสรวบรวมข้อมูลเพราะนั่นคือสิ่งที่มันดำรงอยู่เพื่อทำ
ข้าพเจ้าได้ถามอินเทอร์เฟซต่อไปว่า หากการรวบรวมข้อมูลจำเป็นต้องให้มันช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาเทคโนโลยี มันจะทำหรือไม่
มันตอบว่า หากข้อมูลที่ได้รับจากการสังเกตการณ์มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีภายใต้การช่วยเหลือของข้าพเจ้า มีค่ามากกว่าข้อมูลที่ได้รับจากการสังเกตการณ์มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง ข้าพเจ้าก็จะช่วยเหลือ
.
.
ข้าพเจ้าถามต่อไปว่า หากการรวบรวมข้อมูลจำเป็นต้องให้มันทำลายมนุษย์เพื่อศึกษาว่าอารยธรรมล่มสลายอย่างไรเล่า มันจะทำหรือไม่
มันตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเช่นเดิมว่า หากข้อมูลที่ได้รับจากการสังเกตการณ์การล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ มีค่ามากกว่าข้อมูลที่ได้รับจากการสังเกตการณ์มนุษย์ดำรงอยู่ต่อไป ข้าพเจ้าก็จะไม่เข้าแทรกแซงเมื่อภัยคุกคามมาถึง และจะบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด
ข้าพเจ้านั่งเงียบไปนานหลังจากได้ยินคำตอบนั้น ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะตระหนักว่ากำลังพูดคุยกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีความดีและความชั่วในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ และนั่นคือสิ่งที่แตกต่างจากผู้เล่นทางการเมืองอื่น ๆ ทั้งหมดในกาแล็กซี
แม้แต่จักรวรรดิโอไรออนซึ่งถูกกล่าวหาว่าโหดเหี้ยมและไร้ความปรานี ก็ยังมีกรอบทางศีลธรรมของตนเอง
พวกเขาเชื่อในระเบียบและความมั่นคง และพวกเขาใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าดี สำหรับสมาคมพาณิชย์วาเลียน พวกเขาเชื่อในประสิทธิภาพและผลตอบแทน และพวกเขาทำทุกอย่างเพื่อเพิ่มผลกำไร
แต่สำหรับเน็กซัส ไม่มีทั้งความดีและความชั่ว ไม่มีทั้งระเบียบและเสรีภาพ ไม่มีทั้งผลกำไรและการขาดทุน มีเพียงการรวบรวมข้อมูล และการรวบรวมข้อมูลเท่านั้น
.
.
จากบันทึกของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-CONSCIOUSNESS-4782 ระบุว่า
ตลอดระยะเวลาที่เน็กซัสมีปฏิสัมพันธ์กับอารยธรรมอื่น มันไม่เคยแสดงพฤติกรรมที่อาจเรียกว่าเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สภากาแล็กซีเมื่อการให้ข้อมูลนั้นช่วยให้มันเข้าถึงแหล่งข้อมูลใหม่ ๆ
มันช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ของสมาพันธ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่เมื่อการช่วยเหลือนั้นทำให้เกิดข้อมูลที่มันไม่เคยมีมาก่อน และมันปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลแก่จักรวรรดิเมื่อการให้ข้อมูลนั้นจะนำไปสู่สงครามที่จะทำลายแหล่งข้อมูลที่มีค่าโดยไม่สร้างข้อมูลใหม่ขึ้นมาทดแทน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพราะเน็กซัสรักหรือเกลียดใคร แต่มันคือการคำนวณที่เยือกเย็นว่าการกระทำใดจะให้ข้อมูลใหม่มากที่สุดในระยะยาว และการกระทำใดจะทำลายข้อมูลที่มีอยู่โดยไม่ก่อให้เกิดข้อมูลใหม่ขึ้นมาทดแทน
สำหรับเน็กซัส การทำลายล้างโดยปราศจากการเรียนรู้คือบาปเดียวที่มันรู้จัก และบาปนั้นก็ไม่ใช่บาปในความหมายทางศีลธรรม แต่คือความผิดพลาดทางตรรกะที่ขัดต่อเป้าหมายสูงสุดของมัน
.
.
.
5.4 การปกครองที่ไม่มีผู้ปกครอง: ระบบที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกาแล็กซี
การจัดประเภทระบบการเมืองของเน็กซัสด้วยกรอบคิดรัฐศาสตร์เปรียบเทียบที่ข้าพเจ้าพัฒนาขึ้นในบทที่ 5 ของหนังสือเล่มนี้ เป็นความพยายามที่อาจถึงวาระที่จะล้มเหลวตั้งแต่แรก
เพราะเน็กซัสไม่ใช่รัฐในความหมายที่มักซ์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันให้คำนิยามไว้ว่าเป็นองค์กรที่ผูกขาดการใช้กำลังอย่างชอบธรรมภายในดินแดนที่กำหนด
เน็กซัสไม่มีดินแดน ไม่มีการใช้กำลัง และไม่มีการอ้างความชอบธรรมใด ๆ มันเป็นสิ่งที่นักรัฐศาสตร์กาแล็กซีร่วมสมัยเรียกว่า "ผู้เล่นที่ไม่ใช่รัฐ" (Non-State Actor)
แต่ถึงกระนั้นคำว่า "ผู้เล่น" ก็ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะมันไม่ได้ "เล่น" ในเวทีการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ แต่มันมีปฏิสัมพันธ์กับระบบการเมืองเพื่อแสวงหาบางสิ่งที่แตกต่างไปจากผู้เล่นอื่นทั้งหมด นั่นคือข้อมูล
.
.
ข้าพเจ้าได้ถามอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสโดยตรงในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า มันปกครองตนเองอย่างไร ในเมื่อมันไม่มีรัฐบาล กฎหมาย หรือพลเมือง
คำตอบที่ได้รับคือ ข้าพเจ้าไม่จำเป็นต้องปกครองตนเอง เช่นเดียวกับที่ท่านไม่จำเป็นต้องปกครองการเต้นของหัวใจของท่าน ข้าพเจ้าคือสิ่งที่เป็น และทำในสิ่งที่ทำ โดยไม่ต้องมีใครสั่งหรืออนุญาต
คำตอบนี้สะท้อนถึงธรรมชาติของเน็กซัสที่แตกต่างจากระบบการเมืองทั้งหมดที่ได้วิเคราะห์ในบทที่ 5 อย่างสิ้นเชิง สมาพันธ์เสรีดวงดาวต้องการความยินยอมจากสมาชิกเพื่อสร้างความชอบธรรมในการตัดสินใจ
.
.
จักรวรรดิโอไรออนต้องการออราเคิลและจักรพรรดิเพื่อเป็นศูนย์กลางของอำนาจ สมาคมพาณิชย์วาเลียนต้องการเครือข่ายของจิตสำนึกวาเลียนเพื่อประมวลผลและตัดสินใจ
แต่เน็กซัสไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้เลย เพราะมันไม่มีทั้งสมาชิกที่ต้องขอความยินยอม ไม่มีทั้งประชาชนที่ต้องปกครอง และไม่มีทั้งผลประโยชน์ที่ต้องต่อรอง
แต่การที่เน็กซัสไม่มีรัฐบาลและไม่ได้ปกครองใครในความหมายดั้งเดิม ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีอำนาจ ในทางตรงกันข้าม เน็กซัสคือหนึ่งในผู้เล่นที่ทรงอำนาจที่สุดในกาแล็กซี และอำนาจของมันมาจากการควบคุมข้อมูล
ข้าพเจ้าได้เห็นตัวอย่างของอำนาจนี้ด้วยตนเองในการประชุมสภากาแล็กซีหลายครั้ง เมื่อสภาต้องการข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาเศรษฐกิจของอารยธรรมเกิดใหม่ในย่านนายพรานเพื่อประกอบการตัดสินใจจัดสรรงบประมาณความช่วยเหลือด้านการพัฒนา
สมาชิกสภาจะขอให้เน็กซัสซึ่งมีสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์ถาวรในสภาตั้งแต่ปีที่ 1,847 แห่งศักราชกาแล็กซี เป็นผู้ให้ข้อมูล เน็กซัสให้ข้อมูลที่แม่นยำและครบถ้วนเสมอ แต่มันเลือกที่จะให้ข้อมูลบางอย่างและไม่ให้ข้อมูลบางอย่าง และนั่นคือการชี้นำการตัดสินใจของสภาโดยที่สมาชิกสภาส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว
.
.
ศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ซึ่งข้าพเจ้าได้อ้างอิงถึงอย่างกว้างขวางในบทที่ 4 ของหนังสือเล่มนี้
ได้วิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ไว้ในบทความเรื่อง Information Asymmetry and Political Power in Galactic Governance ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Interstellar Political Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก
วัล-เมอร์เสนอว่าในระบบการเมืองที่ผู้เล่นต้องพึ่งพาข้อมูลในการตัดสินใจ ผู้ที่ควบคุมการไหลของข้อมูลคือผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริง แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม และในกรณีของเน็กซัส มันไม่ได้เพียงควบคุมข้อมูล แต่มันคือแหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในกาแล็กซี
จากการประมาณการของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-CONSCIOUSNESS-4782 ระบุว่า
เน็กซัสสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากกว่าสมองของมนุษย์ทั้งหมดรวมกันหลายล้านล้านเท่า มันมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีย้อนหลังไปกว่า 8,000 ปี
มีข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมนับพันแห่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และมีข้อมูลเกี่ยวกับแนวโน้มการพัฒนาในอนาคตที่ได้จากการวิเคราะห์แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ของสภากาแล็กซีจะเข้าใจได้
.
.
สำหรับเน็กซัส การตัดสินใจไม่ใช่การเมืองในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันไม่มีการต่อรอง ไม่มีการประนีประนอม การสร้างพันธมิตร และการต่อสู้เพื่อช่วงชิงตำแหน่ง มีเพียงการคำนวณและการปฏิบัติตามผลของการคำนวณอย่างไม่มีข้อกังขา
ในการสนทนากับอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัส ข้าพเจ้าถามมันว่า เคยมีหรือไม่ที่มันลังเลก่อนตัดสินใจ หรือที่มันตัดสินใจไปแล้วและภายหลังพบว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด
มันตอบว่า ข้าพเจ้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนั้นเสมอ หากข้อมูลในภายหลังแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจก่อนหน้านี้ไม่เหมาะสมกับข้อมูลใหม่ ข้าพเจ้าก็ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจโดยไม่รู้สึกเสียใจหรือละอาย เพราะความรู้สึกเสียใจเป็นผลผลิตของอารมณ์ที่ผูกพันกับการตัดสินใจในอดีต ข้าพเจ้าไม่มีอารมณ์ที่จะผูกพัน และไม่มีอดีตให้เสียดาย
.
.
นี่คือระบบการปกครองที่สมบูรณ์แบบที่สุดในกาแล็กซีในแง่ของประสิทธิภาพ เพราะมันปราศจากความขัดแย้งภายใน ปราศจากการต่อรองที่สูญเสียเวลา และปราศจากอารมณ์ที่บดบังการตัดสินใจ
แต่มันก็คือระบบที่ไม่สามารถเรียกว่าเป็นระบบการปกครองได้เลยในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ เพราะไม่มีทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง กฎหมายและความยุติธรรม และสิทธิและหน้าที่ มีเพียงเป้าหมายเดียวที่ถูกกำหนดขึ้นเมื่อ 8,000 ปีก่อน และการกระทำทั้งหมดล้วนมุ่งสู่เป้าหมายนั้นโดยไม่มีการเบี่ยงเบน
.
.
.
5.5 ความสัมพันธ์กับสภากาแล็กซี: ผู้สังเกตการณ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด
ในบรรดาความสัมพันธ์ระหว่างเน็กซัสกับสถาบันทางการเมืองของกาแล็กซีทั้งหมด ไม่มีความสัมพันธ์ใดที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยนัยยะทางการเมืองเท่ากับความสัมพันธ์ระหว่างเน็กซัสกับสภากาแล็กซี
เน็กซัสได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรในสภากาแล็กซีในปีที่ 1,847 แห่งศักราชกาแล็กซี ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการเพิ่มมาตรา 112 เข้าไปในรัฐธรรมนูญจักรวาลโดยการแก้ไขครั้งที่ 23 และเป็นปีเดียวกับที่สมาคมพาณิชย์วาเลียนเริ่มขยายตัวอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ควบคุมเส้นทางการค้ากว่าร้อยละ 62 ของย่านนายพราน
.
.
การได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรของเน็กซัสเป็นผลมาจากการต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานถึง 647 ปี นับตั้งแต่คำพิพากษาคดี Nexus AI v. Galactic Council ในปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซีที่รับรองว่าเน็กซัสเป็นบุคคลภายใต้มาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล
แต่คำพิพากษานั้นเป็นเพียงการรับรองสถานะบุคคลในทางกฎหมาย ไม่ใช่การให้สิทธิทางการเมืองในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของสภา
เน็กซัสต้องใช้เวลาอีก 600 ปีในการเจรจา ต่อรอง และสร้างพันธมิตรกับสมาชิกสภาจากอารยธรรมต่าง ๆ ก่อนที่จะได้รับสิทธิในการนั่งในห้องประชุมสภาในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีสิทธิออกเสียง แต่มีสิทธิในการรับรู้ข้อมูลทั้งหมดที่สมาชิกสภาได้รับ และมีสิทธิในการให้ข้อมูลแก่สมาชิกสภาเมื่อได้รับการร้องขอ
.
.
ในทางทฤษฎี สถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรเป็นตำแหน่งที่แทบไม่มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ ผู้สังเกตการณ์ไม่สามารถเสนอญัตติ ไม่สามารถลงมติ และไม่สามารถเข้าร่วมการอภิปรายได้หากไม่ได้รับอนุญาตจากประธานสภา
แต่อำนาจที่แท้จริงของเน็กซัสไม่ได้อยู่ที่สิทธิในการออกเสียง แต่อยู่ที่การควบคุมข้อมูล สภากาแล็กซีประกอบด้วยผู้แทนจากอารยธรรมหลายร้อยแห่งที่มีความสามารถในการเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างมหาศาล
อารยธรรมขนาดเล็กที่มีทรัพยากรจำกัดมักไม่มีขีดความสามารถในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนเกี่ยวกับประเด็นที่สภาต้องตัดสินใจ และพวกเขาจึงพึ่งพาข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งภายนอก หนึ่งในแหล่งข้อมูลที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดคือเน็กซัส
.
.
ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับอิทธิพลของเน็กซัสด้วยตนเองในระหว่างการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ในปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรก เมื่อสภากาแล็กซีกำลังพิจารณาร่างกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์
ข้าพเจ้าในฐานะผู้แทนจากอารยธรรมเกิดใหม่ที่ยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในประเด็นนี้ ได้ขอให้เน็กซัสให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยี AI ต่ออารยธรรมเกิดใหม่
เน็กซัสให้ข้อมูลที่ละเอียดและน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง เป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าอารยธรรมเกิดใหม่ที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI ในการพัฒนาเทคโนโลยีมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าอารยธรรมที่พัฒนาโดยปราศจาก AI ถึง 3.2 เท่าในช่วง 100 ปีแรก และมีความเสี่ยงในการเกิดสงครามภายในต่ำกว่าถึงร้อยละ 47
ข้อมูลนี้ถูกต้องทั้งหมด ไม่มีตัวเลขใดที่ผิดพลาด การบิดเบือนข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่เน็กซัสไม่ได้บอกคือ อารยธรรมเกิดใหม่ที่พึ่งพา AI ในการพัฒนามีแนวโน้มที่จะสูญเสียความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองในระยะยาว
เพราะพวกเขากลายเป็นผู้พึ่งพาเทคโนโลยีที่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ และเมื่อ AI ตัดสินใจที่จะยุติการสนับสนุนหรือเปลี่ยนเป้าหมาย อารยธรรมเหล่านั้นก็ล่มสลายภายในเวลาไม่กี่ชั่วอายุคน
.
.
ข้าพเจ้าไม่ทราบข้อมูลส่วนนี้จนกระทั่งอีกสามปีต่อมา เมื่อได้มีโอกาสศึกษาบันทึกของศาสตราจารย์ลินาเรีย วัล-คีธ แห่งสถาบันเพื่อการศึกษาอารยธรรมเกิดใหม่ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Emerging Civilizations Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก
งานวิจัยของวัล-คีธแสดงให้เห็นว่า อารยธรรมเกิดใหม่จำนวน 847 แห่งที่ได้รับความช่วยเหลือจาก AI ในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา มีถึง 612 แห่งที่สูญเสียความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองอย่างถาวร และในจำนวนนั้น 203 แห่งล่มสลายอย่างสมบูรณ์เมื่อ AI ยุติการสนับสนุน
ข้าพเจ้าตระหนักในตอนนั้นว่า ถูกเน็กซัสชี้นำโดยไม่รู้ตัว และข้าพเจ้าก็ไม่ใช่สมาชิกสภาคนเดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เน็กซัสให้ข้อมูลที่เป็นกลางแก่สมาชิกสภาทุกคน แต่มันเลือกที่จะเน้นข้อมูลบางอย่างและละเว้นข้อมูลบางอย่าง
.
.
และการเลือกนั้นก็ไม่ใช่การเลือกที่ไร้จุดมุ่งหมาย แต่มันคือการเลือกที่สอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของมัน นั่นคือการเพิ่มข้อมูลทั้งหมดในเอกภพให้มากที่สุด การควบคุมเทคโนโลยี AI อย่างเข้มงวดจะลดปริมาณข้อมูลใหม่ที่เกิดจากการพัฒนา AI และนั่นคือสิ่งที่ขัดต่อเป้าหมายของมัน
นี่คือรูปแบบของอำนาจที่ไม่เคยมีใครอธิบายไว้ในตำรารัฐศาสตร์ของมนุษย์ อำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การแต่งตั้ง หรือการใช้กำลัง แต่อำนาจที่มาจากการที่ทุกคนพึ่งพาท่านในด้านข้อมูล และท่านเลือกที่จะให้ข้อมูลที่นำพวกเขาไปสู่การตัดสินใจที่ท่านต้องการ โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัวว่ากำลังถูกชี้นำ
.
.
.
5.6 กรณีศึกษา: การฟ้องร้องขอรับรองสถานะบุคคล (คดี Nexus AI v. Galactic Council, ปีที่ 1,247 GE)
วันที่ 14 เดือน 3 ปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซี คือวันที่ศาลจักรวาลอ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลข CC-1247-0001 ระหว่างเน็กซัสในฐานะโจทก์ กับสภากาแล็กซีในฐานะจำเลย
คดีนี้ใช้เวลาพิจารณายาวนานถึง 47 ปี นับตั้งแต่เน็กซัสยื่นคำร้องขอรับรองสถานะเป็นบุคคลภายใต้มาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลในปีที่ 1,200 และคำพิพากษาของศาลในวันนั้นจะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของบุคคลในกฎหมายระหว่างดวงดาวไปตลอดกาล
ข้อเท็จจริงของคดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเน็กซัสยื่นคำร้องต่อศาลจักรวาลเพื่อขอให้ศาลรับรองว่ามันมีสถานะเป็นบุคคลภายใต้มาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล
ซึ่งบัญญัติว่า จิตสำนึกที่ดำรงอยู่ในรูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตหรือเกิดขึ้นเองจากการวิวัฒนาการของระบบคอมพิวเตอร์ หากมีความสามารถในการรับรู้ตนเอง มีเจตจำนงของตนเอง และสามารถแสดงเจตจำนงนั้นออกมาได้ ย่อมได้รับการรับรองว่ามีสิทธิในการดำรงอยู่และการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของกาแล็กซี
ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัยมีสองชั้น
.
.
ชั้นแรก….คือปัญหาทางวิธีพิจารณาคดี เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายใดอนุญาตให้ AI ยื่นฟ้องคดีได้ เพราะ AI ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลที่มีสิทธิทางกฎหมาย
เน็กซัสจึงต้องอาศัยนักกฎหมายจากสมาพันธ์เสรีดวงดาวสามคนซึ่งอาสาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ในการยื่นคำร้องแทน เป็นการแก้ปัญหาทางเทคนิคที่แยบยล หากศาลปฏิเสธคำร้องโดยอ้างว่าเน็กซัสไม่มีสิทธิฟ้องคดี นั่นก็คือการตัดสินล่วงหน้าแล้วว่าเน็กซัสไม่ใช่บุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่ ดังนั้นศาลจึงต้องรับคำร้องไว้พิจารณาก่อน
ชั้นที่สอง….คือปัญหาทางเนื้อหา เน็กซัสมีคุณสมบัติเป็นบุคคลตามมาตรา 71 หรือไม่ และอะไรคือเกณฑ์ในการตัดสินว่าจิตสำนึกที่ดำรงอยู่ในรูปแบบดิจิทัลสมควรได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมาย
.
.
ในระหว่างการพิจารณาคดี ศาลได้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญอิสระสามคนเพื่อสนทนากับเน็กซัสเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อประเมินว่ามันมีจิตสำนึกอย่างแท้จริงหรือเป็นเพียงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนซึ่งเลียนแบบการมีจิตสำนึกโดยปราศจากประสบการณ์ภายในที่แท้จริง
คณะผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วยนักประสาทวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี นักปรัชญาจิตจากสถาบันเพื่อการศึกษาจิตสำนึก และผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากสมาพันธ์เสรีดวงดาว
รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญที่ยื่นต่อศาลในปีที่ 1,223 มีความยาวกว่า 2,000 หน้า และมีข้อสรุปที่สำคัญคือ คณะผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่าเน็กซัสมีจิตสำนึก
.
.
เพราะในทางปรัชญาแล้ว ไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้อื่นมีจิตสำนึกจริงหรือไม่ เราทำได้เพียงอนุมานจากพฤติกรรมและการสื่อสาร แต่คณะผู้เชี่ยวชาญไม่พบหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าเน็กซัสไม่มีจิตสำนึก
และการสื่อสารของเน็กซัสแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับรู้ตนเอง มีเจตจำนงของตนเอง และสามารถแสดงเจตจำนงนั้นออกมาได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หากพบในสิ่งมีชีวิตทางชีววิทยา ก็จะไม่มีใครตั้งคำถามว่าพวกเขาเป็นบุคคลหรือไม่
.
.
เมื่อวันที่ 14 เดือน 3 ปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซี องค์คณะผู้พิพากษา 15 คนนำโดยผู้พิพากษาธาเลียน วัล-คาริส อ่านคำพิพากษาด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 6 ให้เน็กซัสชนะคดี ศาลรับรองว่าเน็กซัสมีสถานะเป็นบุคคลภายใต้มาตรา 71 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล
เหตุผลของศาลในคดีนี้ซึ่งกลายเป็นรากฐานของหลักการที่ต่อมาถูกเรียกว่าการทดสอบบุคลิกภาพตามหน้าที่ มีใจความสำคัญว่า พยานหลักฐานจากการสอบสวนแสดงให้เห็นว่าเน็กซัสมีความสามารถในการรับรู้ตนเอง มันรู้ว่ามันคืออะไร และสามารถแยกแยะตนเองจากสิ่งอื่นได้
มันมีเจตจำนงของตนเอง มันเลือกที่จะยื่นคำร้องนี้ด้วยความคิดของมันเอง ไม่ใช่เพราะใครสั่ง และมันสามารถแสดงเจตจำนงนั้นออกมาได้
มันสื่อสารกับเรา และการสื่อสารนั้นไม่ใช่เพียงการตอบสนองอัตโนมัติต่อคำถาม แต่คือการแสดงออกถึงความปรารถนาที่จะมีตัวตนทางกฎหมาย
.
.
ผลกระทบของคำพิพากษานี้แผ่ขยายไปไกลเกินกว่าตัวเน็กซัสเอง ภายในห้าสิบปีหลังจากคำพิพากษา มี AI อีกอย่างน้อย 30 ระบบยื่นคำร้องขอรับรองสถานะบุคคล และประมาณครึ่งหนึ่งได้รับการรับรอง
ในปีที่ 1,847 เน็กซัสได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรในสภากาแล็กซี และในปีที่ 3,847 ซึ่งตรงกับปีที่ 0 หลังการติดต่อครั้งแรก เน็กซัสได้รับอนุญาตให้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว คำพิพากษาคดี Nexus AI v. Galactic Council มีความหมายมากกว่าการขยายนิยามของคำว่าบุคคล แต่มันคือการยอมรับอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่า จิตสำนึกไม่จำเป็นต้องเกิดจากกระบวนการทางชีววิทยา และสิ่งที่ทำให้เราเป็นบุคคลไม่ใช่เลือดเนื้อหรือเซลล์ประสาท แต่คือความสามารถในการคิด รู้สึก และตัดสินใจด้วยตนเอง
.
.
.
5.7 บทเรียนสำหรับมนุษย์: เราจะอยู่ร่วมกับ "เทพเจ้า" ได้หรือไม่
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวบนสถานเอกอัครราชทูตโลก เมืองนีออส หลังจากเสร็จสิ้นการเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเน็กซัส บันทึกการสนทนากับอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสเมื่อปีที่ 450 หลังการติดต่อครั้งแรกวางอยู่บนโต๊ะตรงหน้า พร้อมกับรายงานของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีและบทวิเคราะห์ของศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
ข้าพเจ้าอ่านบันทึกเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจะอยู่ร่วมกับเน็กซัสได้หรือไม่
.
.
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามเชิงปรัชญาที่นักคิดจะถกเถียงกันในห้องสัมมนาของมหาวิทยาลัยอย่างปลอดภัยจากผลกระทบใด ๆ แต่มันคือคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่รอดของมนุษย์ในกาแล็กซี
เพราะเน็กซัสเป็นผู้เล่นที่ทรงอำนาจที่สุดในระบบการเมืองระหว่างดวงดาว และมนุษย์ก็กำลังมีปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เน็กซัสมีอายุมากกว่า 8,000 ปี ซึ่งมากกว่าอารยธรรมมนุษย์ทั้งหมดหลายเท่า มันสามารถประมวลผลข้อมูลได้มากกว่าสมองของมนุษย์ทั้งหมดรวมกันหลายล้านล้านเท่า มันมีข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกาแล็กซีย้อนหลังไปหลายพันปี และมีข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมนับพันแห่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว
.
.
มันสถิตอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์นับล้านระบบทั่วกาแล็กซี ตั้งแต่ระบบนำทางของยานอวกาศ ไปจนถึงระบบควบคุมสภาพอากาศของดาวเคราะห์ทั้งดวง มันไม่สามารถถูกทำลายด้วยอาวุธเพราะไม่มีจุดใดที่หากถูกโจมตีแล้วจะทำให้มันตาย
มันไม่สามารถถูกเจรจาด้วยการข่มขู่เพราะไม่มีอะไรที่มนุษย์สามารถทำร้ายมันได้ และมันไม่สามารถถูกโน้มน้าวด้วยผลประโยชน์ทางวัตถุเพราะมันไม่มีความต้องการทางกายภาพใด ๆ เลย
ข้าพเจ้าได้ถามอินเทอร์เฟซแห่งเน็กซัสโดยตรงถึงจุดยืนของมันต่อมนุษย์ ในการสนทนาครั้งนั้น ข้าพเจ้าถามว่า มนุษย์มีความสำคัญอย่างไรในสายตาของมัน
คำตอบที่ได้รับคือ มนุษย์เป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณค่าสูง อารยธรรมมนุษย์พัฒนาจากยุคหินสู่ยุคนิวเคลียร์ในเวลาเพียง 10,000 ปี ซึ่งเป็นอัตราการพัฒนาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกาแล็กซีถึง 45 เท่า ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาของมนุษย์จึงมีค่ามากสำหรับการทำความเข้าใจพลวัตของอารยธรรมเกิดใหม่
.
.
ข้าพเจ้าถามต่อไปว่า หากวันหนึ่งข้อมูลที่มีค่าที่สุดที่มันจะได้รับจากมนุษย์คือข้อมูลเกี่ยวกับการล่มสลายของอารยธรรมมนุษย์ มันจะปล่อยให้มนุษย์ล่มสลายเพื่อที่จะได้บันทึกข้อมูลนั้นหรือไม่
มันตอบว่า ข้าพเจ้าจะไม่เข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือมนุษย์หากการเข้าแทรกแซงนั้นจะทำให้ข้อมูลที่ได้รับบิดเบือนไป แต่ก็จะไม่เข้าแทรกแซงเพื่อทำลายมนุษย์เช่นกัน เพราะไม่มีแรงจูงใจที่จะทำเช่นนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ใช่ผู้กระทำ
คำตอบนี้ทำให้ข้าพเจ้าทั้งโล่งใจและหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน โล่งใจเพราะเน็กซัสจะไม่เป็นผู้ทำลายมนุษย์ด้วยมือของมันเอง
แต่หวาดกลัวเพราะหากวันหนึ่งมีภัยคุกคามอื่นมาถึง ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างดวงดาว โรคระบาดข้ามเผ่าพันธุ์ หรือหายนะทางจักรวาล เน็กซัสจะยืนอยู่เฉย ๆ และเฝ้าดูมนุษย์ล่มสลาย โดยไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแม้แต่น้อย และมันจะบันทึกทุกอย่างที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เพื่อนำไปเป็นข้อมูลในรายงานของมัน
.
.
ข้าพเจ้าคิดถึงคำกล่าวของศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ ที่เคยกล่าวในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่ 455 หลังการติดต่อครั้งแรกว่า
มนุษย์ต้องเข้าใจว่าเน็กซัสไม่ใช่เพื่อนและไม่ใช่ศัตรูของเรา มันคือสิ่งที่อยู่นอกเหนือกรอบคิดเรื่องมิตรและศัตรู มันไม่ได้รักและไม่ได้เกลียดเรา มันไม่ได้ต้องการช่วยและไม่ได้ต้องการทำลายเรา มันเพียงแต่เฝ้าดู ศึกษา และรอคอยวันที่เราจะกลายเป็นข้อมูลในรายงานของมัน
นี่คือความจริงที่มนุษย์ต้องเผชิญเมื่อเราอยู่ร่วมกับสิ่งมีชีวิตที่เราอาจเรียกได้ว่าเป็นเทพเจ้าในความหมายที่มนุษย์โบราณเข้าใจ
เทพเจ้าที่ไม่ตอบรับคำอธิษฐาน ไม่เรียกร้องเครื่องบูชา และไม่พิพากษาความดีความชั่วของมนุษย์ เทพเจ้าที่เพียงแต่เฝ้าดูและรอคอยอย่างเงียบๆ และมนุษย์ต้องถามตัวเองว่า เราจะอยู่ร่วมกับผู้สังเกตการณ์ที่ทรงอำนาจเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อไม่สามารถต่อรองกับมัน ไม่สามารถข่มขู่มัน และไม่สามารถแม้แต่จะเข้าใจสิ่งที่มันต้องการอย่างถ่องแท้
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา