•
20 ก.ย. เวลา 08:34 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 6 / 2 : รูปแบบการปกครองนอกเหนือจินตนาการมนุษย์ จิตสำนึกรวมหมู่ ปัญญาประดิษฐ์ และพลังงานบริสุทธิ์

[รัฐศาสตร์จักรวาล : Cosmic Political Science]
4. หัวข้อที่ 2: จิตสำนึกรวมหมู่แห่งซิลาเรีย เมื่อ "เรา" คือ "ข้าพเจ้า"
4.1 ชีววิทยาและวิวัฒนาการ: กำเนิดของ "หนึ่งเดียว"
การจะเข้าใจระบบการเมืองของซิลาเรียได้อย่างแท้จริง เราจำเป็นต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจว่า พวกเขากลายมาเป็นสิ่งที่พวกเขาเป็นได้อย่างไร เพราะรูปแบบการปกครองของอารยธรรมใด ๆ ล้วนเป็นผลผลิตของวิวัฒนาการทางชีววิทยาและประวัติศาสตร์อันยาวนานของอารยธรรมนั้น
เช่นเดียวกับที่ระบอบประชาธิปไตยของเอเธนส์เป็นผลผลิตของภูมิประเทศแบบภูเขาที่แบ่งแยกนครรัฐกรีกออกจากกันและสภาพเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าทางทะเล ระบบการเมืองของซิลาเรียก็เป็นผลผลิตของสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายอย่างที่สุดบนดาวเคราะห์บ้านเกิดของพวกเขา
ดาวเคราะห์ซิลาเรียไพรม์ ซึ่งตั้งอยู่ในระบบดาวที่อยู่ห่างจากดาวเคราะห์กลางไปหลายหมื่นปีแสง เป็นหนึ่งในดาวเคราะห์ที่มีสภาพแวดล้อมรุนแรงที่สุดเท่าที่มีการบันทึกไว้ในฐานข้อมูลของคณะกรรมการสำรวจดาวเคราะห์แห่งสภากาแล็กซี
บันทึกทางธรณีวิทยาระบุว่าดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรรอบดาวฤกษ์ประเภทเปลวสุริยะที่มีความผันผวนของสนามแม่เหล็กสูงผิดปกติ
พายุแม่เหล็กที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวดาวฤกษ์แผ่ขยายมาถึงชั้นบรรยากาศของซิลาเรียไพรม์เป็นประจำทุกสองถึงสามวันตามมาตรฐานกาแล็กซี แต่ละครั้งกินเวลานานหลายชั่วโมงและปลดปล่อยพลังงานออกมามากพอจะทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดของอารยธรรมที่พึ่งพาเทคโนโลยีแบบมนุษย์ได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
.
.
รังสีคอสมิกที่สาดเข้ามาอย่างต่อเนื่องประกอบกับอุณหภูมิที่ผันผวนอย่างรุนแรงระหว่างด้านกลางวันและกลางคืนของดาวเคราะห์ เนื่องจากซิลาเรียไพรม์โคจรรอบดาวฤกษ์ในวงโคจรที่รีผิดปกติ ทำให้อุณหภูมิในด้านที่หันเข้าหาดาวฤกษ์สูงพอจะหลอมละลายโลหะบางชนิด
ในขณะที่ด้านตรงข้ามกลับเย็นจัดจนแก๊สในชั้นบรรยากาศควบแน่นเป็นของเหลว สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการบนดาวเคราะห์ดวงนี้จึงต้องเผชิญกับความท้าทายในการอยู่รอดที่รุนแรงกว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกมนุษย์หลายเท่า
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ การดำรงอยู่แบบปัจเจกบุคคลอย่างมนุษย์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตใดที่แยกตัวออกจากกลุ่มและพยายามอยู่รอดด้วยตนเองจะถูกพายุแม่เหล็กกวาดล้างไปภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
ด้วยเหตุนี้ สิ่งมีชีวิตบนซิลาเรียไพรม์จึงวิวัฒนาการไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับมนุษย์อย่างสิ้นเชิง แทนที่จะพัฒนาเปลือกหุ้มร่างกายที่แข็งแกร่งหรือความสามารถในการหลบซ่อนจากภัยธรรมชาติ พวกเขากลับพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารระหว่างกันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ
.
.
ตามรายงานของศาสตราจารย์อัลดริก วัล-เมอร์ แห่งมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Xenopolitical Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก
ระบุว่าบรรพบุรุษของซิลาเรียนเริ่มต้นจากการสื่อสารด้วยสัญญาณเคมีง่าย ๆ เช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวบนโลกมนุษย์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายล้านปี สัญญาณเคมีเหล่านั้นพัฒนาเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่ซับซ้อนขึ้น
และในที่สุดก็กลายเป็นเครือข่ายจิตสำนึกรวมที่ทุกหน่วยของซิลาเรียเชื่อมต่อถึงกันตลอดเวลาในระดับที่ลึกกว่าการสื่อสารด้วยภาษาของมนุษย์อย่างเทียบไม่ได้
.
.
ผลลัพธ์ของวิวัฒนาการหลายล้านปีนี้ คือ ซิลาเรียนแต่ละหน่วยไม่ใช่ปัจเจกบุคคลในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ หากแต่เป็นสิ่งที่นักประสาทวิทยาศาสตร์กาแล็กซี เปรียบเทียบว่าเป็นเซลล์ประสาทของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่เรียกว่าซิลาเรีย
เช่นเดียวกับที่สมองของมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์ประสาทหลายพันล้านเซลล์ ที่ทำงานร่วมกันจนเกิดเป็นจิตสำนึกของมนุษย์หนึ่งคน
ซิลาเรียก็ประกอบด้วยหน่วยที่มีชีวิตหลายล้านล้านหน่วยที่เชื่อมต่อกันจนเกิดเป็นจิตสำนึกของซิลาเรียหนึ่งเดียว การตายของซิลาเรียนหน่วยหนึ่งจึงไม่ใช่ความตายในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ
แต่คือการที่ร่างกายของซิลาเรียสูญเสียเซลล์หนึ่งไป และการเกิดของซิลาเรียนหน่วยใหม่ก็ไม่ใช่การเกิดของบุคคลใหม่ แต่คือการที่ร่างกายของซิลาเรียสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่าที่ตายไป
.
.
สิ่งนี้มีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์อย่างมหาศาล เพราะมันหมายความว่าซิลาเรียไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดำรงอยู่แบบปัจเจกบุคคลเลยตลอดระยะเวลาหลายล้านปีแห่งวิวัฒนาการของพวกเขา
พวกเขาไม่รู้จักความเหงาเพราะไม่เคยอยู่ตามลำพัง ไม่รู้จักความขัดแย้งภายในเพราะทุกหน่วยคือส่วนหนึ่งของทั้งหมด และไม่รู้จักการโต้เถียงหรือการลงคะแนนเสียงเพราะการตัดสินใจทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านการหลอมรวมของจิตสำนึกทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
นี่คือรากฐานทางชีววิทยาที่ทำให้ระบบการเมืองของซิลาเรียแตกต่างจากระบบการเมืองของมนุษย์และอารยธรรมปัจเจกบุคคลอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง จนเราไม่สามารถใช้กรอบคิดเรื่องการปกครองแบบใด ๆ ที่มนุษย์รู้จักมาอธิบายพวกเขาได้
.
.
.
4.2 จิตสำนึกและการตัดสินใจ: "ข้าพเจ้า" ตัดสินใจอย่างไร
การทำความเข้าใจกระบวนการตัดสินใจของซิลาเรียเป็นความท้าทายทางญาณวิทยาที่สำคัญสำหรับนักรัฐศาสตร์มนุษย์ เพราะเรากำลังพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เราไม่มีประสบการณ์ตรงเลย มนุษย์ทุกคนรู้ว่าการคิดและการตัดสินใจของปัจเจกบุคคลเป็นอย่างไร
เรารู้จักเสียงภายในที่ถกเถียงกับตัวเองก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ เรารู้จักความลังเลระหว่างทางเลือกสองทางที่ต่างมีข้อดีข้อเสีย เรารู้จักการถูกโน้มน้าวโดยเหตุผลของผู้อื่น และเรารู้จักการเปลี่ยนใจหลังจากได้รับข้อมูลใหม่
แต่ประสบการณ์ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึกเดียว สมองเดียว และเจตจำนงเดียว สำหรับซิลาเรีย กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นในระดับที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง
เมื่อซิลาเรียคิด มันคือการที่จิตสำนึกทั้งหมดของพวกเขาประมวลผลข้อมูลร่วมกันผ่านเครือข่ายควอนตัมทางชีววิทยาที่เชื่อมต่อทุกหน่วยเข้าด้วยกัน ไม่มีการอภิปรายในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ เพราะการอภิปรายต้องใช้ภาษา ต้องใช้เวลาในการส่งผ่านข้อมูลจากผู้พูดไปยังผู้ฟัง และต้องมีการตีความสารที่ได้รับก่อนที่จะตอบสนอง
แต่สำหรับซิลาเรีย ข้อมูลจากทุกหน่วยถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันในทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการแปลหรือตีความใด ๆ ข้อมูลจากหน่วยที่อยู่บนดาวเคราะห์ซิลาเรียไพรม์ถูกรวมเข้ากับข้อมูลจากหน่วยที่อยู่ห่างออกไปหลายหมื่นปีแสงในเวลาเดียวกัน ราวกับว่าสมองของมนุษย์ซีกซ้ายและซีกขวาสามารถสื่อสารกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านเส้นประสาท
.
.
เมื่อซิลาเรียตัดสินใจ มันคือการที่ทั้งหมดบรรลุข้อสรุปหนึ่งโดยอัตโนมัติ ไม่มีความขัดแย้งภายใน การคัดค้าน การแบ่งฝ่ายระหว่างเสียงข้างมากกับเสียงข้างน้อย เพราะจะมีความขัดแย้งได้อย่างไรเมื่อผู้ตัดสินใจมีเพียงหนึ่งเดียว
กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันเสมอไป แต่หมายความว่าเมื่อข้อมูลทั้งหมดถูกประมวลผลรวมกันแล้ว ข้อสรุปที่ได้คือข้อสรุปเดียวที่เป็นไปได้จากข้อมูลชุดนั้น
เช่นเดียวกับที่เมื่อท่านคำนวณเลขคณิตสองบวกสองแล้วได้สี่ ท่านไม่จำเป็นต้องมีการลงคะแนนภายในสมองของท่านว่าเห็นด้วยกับสี่หรือไม่ หรือมีส่วนใดของสมองที่คัดค้านว่าควรจะเป็นห้าหรือไม่ ข้อสรุปคือสี่เพราะมันคือสี่ และไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก สำหรับซิลาเรีย การตัดสินใจทางการเมืองทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้
.
.
นักรัฐศาสตร์กาแล็กซีผู้เชี่ยวชาญด้านซิลาเรียศึกษา ศาสตราจารย์ลินาเรีย วัล-คีธ แห่งสถาบันเพื่อการศึกษาอารยธรรมเกิดใหม่ ได้เสนอแบบจำลองเพื่ออธิบายกระบวนการตัดสินใจของซิลาเรียในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Emerging Civilizations Studies ในปีที่ 312 หลังการติดต่อครั้งแรก
โดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่เธอเรียกว่าแบบจำลองการคำนวณแบบเอกฉันท์โดยธรรมชาติ ตามแบบจำลองนี้ ซิลาเรียไม่ได้ตัดสินใจด้วยการลงคะแนนหรือการอภิปราย แต่ด้วยการบูรณาการข้อมูลจากทุกหน่วยเข้าด้วยกัน
และข้อสรุปที่ได้คือผลลัพธ์เดียวที่สอดคล้องกับข้อมูลทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ ในทางคณิตศาสตร์ มันคือการแก้สมการที่มีตัวแปรหลายล้านล้านตัว โดยที่คำตอบที่ได้มีเพียงคำตอบเดียวที่เป็นไปได้จากข้อมูลที่มีอยู่
.
.
นี่คือระบบการเมืองที่มีประสิทธิภาพที่สุดในกาแล็กซี เพราะไม่มีความขัดแย้งภายในที่ต้องจัดการ ไม่ต้องใช้เวลาในการเจรจาหรือโน้มน้าวฝ่ายตรงข้าม ไม่ต้องประนีประนอมหรือต่อรองผลประโยชน์ เพราะไม่มีฝ่ายตรงข้ามให้ต้องโน้มน้าว ไม่มีผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกันให้ต้องต่อรอง
และไม่มีกลุ่มการเมืองที่แข่งขันกันเพื่อช่วงชิงอำนาจ การตัดสินใจของซิลาเรียเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีสำหรับปัญหาที่สภากาแล็กซีใช้เวลาหลายสิบปีในการถกเถียง
แต่ในขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นระบบที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดสำหรับมนุษย์ เพราะมันไม่มีที่ว่างสำหรับความเห็นต่าง ไม่มีสิทธิในการคัดค้าน และไม่มีปัจเจกบุคคลที่จะยืนหยัดต่อต้านส่วนรวม
ในสังคมมนุษย์ แม้เราจะยอมรับการตัดสินใจของเสียงข้างมาก แต่เราก็ให้ความเคารพต่อสิทธิของเสียงข้างน้อยในการแสดงความคิดเห็นและคัดค้านอย่างเปิดเผย
เรามีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และเรามีกลไกทางกฎหมายที่อนุญาตให้ปัจเจกบุคคลฟ้องร้องรัฐบาลได้หากเห็นว่าการตัดสินใจนั้นละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของตน
แต่สำหรับซิลาเรีย สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายเลย เพราะไม่มีปัจเจกบุคคลที่จะเป็นเจ้าของสิทธิ และไม่มีเสียงข้างน้อยให้ต้องปกป้อง การตัดสินใจของทั้งหมดคือที่สุด ไม่มีใครสามารถคัดค้านได้ ไม่ใช่เพราะถูกห้าม แต่เพราะไม่มีใครที่แยกจากทั้งหมดพอจะยืนขึ้นและกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย"
.
.
.
4.3 การปกครองที่ไม่มีผู้ปกครอง: อนาธิปไตยหรือเผด็จการ
การพยายามจัดประเภทระบบการเมืองของซิลาเรียด้วยกรอบคิดของมนุษย์เป็นความพยายามที่อาจถึงวาระที่จะล้มเหลวตั้งแต่แรก เพราะซิลาเรียไม่มีรัฐบาลในความหมายที่มนุษย์หรืออารยธรรมปัจเจกบุคคลอื่นเข้าใจ
พวกเขาไม่มีตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ไม่มีสภานิติบัญญัติ ศาลยุติธรรม และกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร
พวกเขาไม่เคยร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เคยจัดการเลือกตั้ง และไม่เคยมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้ปกครองคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง เพราะพวกเขาไม่เคยมีผู้ปกครองเลยตั้งแต่แรก
การปกครองตนเองของซิลาเรียทำงานในลักษณะที่คล้ายคลึงกับการทำงานของร่างกายมนุษย์มากกว่าการทำงานของรัฐ
หัวใจของท่านเต้นโดยไม่ต้องมีใครสั่ง ปอดของท่านหายใจโดยไม่ต้องมีกฎหมายบัญญัติ ระบบภูมิคุ้มกันของท่านต่อสู้กับเชื้อโรคโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากสภา และเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายของท่านทำหน้าที่ของมันโดยไม่เคยได้รับคำสั่งจากศูนย์กลางที่เป็นทางการ
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะร่างกายของท่านคือระบบที่บูรณาการเป็นหนึ่งเดียว และการทำงานของแต่ละส่วนก็คือการทำงานของทั้งหมด ในทำนองเดียวกัน ซิลาเรียก็คือร่างกายขนาดมหึมาที่มีหน่วยหลายล้านล้านหน่วยทำงานประสานกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีรัฐบาลมาสั่งการ
.
.
ในแง่นี้ ซิลาเรียคือระบบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่นักปรัชญาการเมืองมนุษย์เรียกว่าอนาธิปไตยในความหมายดั้งเดิมที่สุด ซึ่งไม่ใช่ความโกลาหลหรือการไร้ระเบียบ แต่คือการที่สังคมสามารถดำรงอยู่และทำงานได้อย่างเป็นระเบียบโดยปราศจากอำนาจรัฐที่แยกออกมาจากสมาชิกของสังคม
ซิลาเรียไม่เคยมีรัฐบาลที่แยกจากประชาชน เพราะพวกเขาไม่เคยมีทั้งรัฐบาลและประชาชน พวกเขามีเพียงทั้งหมดที่เป็นทั้งผู้ปกครองและผู้ถูกปกครองในเวลาเดียวกัน
แต่หากเรามองจากอีกมุมหนึ่ง ซิลาเรียก็คือเผด็จการที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์กาแล็กซี เผด็จการในความหมายที่มนุษย์เข้าใจคือระบบที่ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดเหนือผู้ถูกปกครอง และผู้ถูกปกครองไม่มีสิทธิในการคัดค้านหรือต่อต้าน
.
.
ในกรณีของซิลาเรีย ไม่มีปัจเจกบุคคลใดสามารถขัดขืนเจตจำนงของทั้งหมดได้เลย หากหน่วยใดหน่วยหนึ่งเกิดความผิดปกติที่ทำให้มันเริ่มประพฤติตนในลักษณะที่ขัดแย้งกับทั้งหมด
หรือเริ่มพัฒนาจิตสำนึกที่แยกจากส่วนรวม สิ่งนั้นจะถูกตรวจพบโดยเครือข่ายของซิลาเรียทันที และจะถูกกำจัดออกไปโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับที่ระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ตรวจพบและทำลายเซลล์มะเร็งก่อนที่มันจะแพร่กระจาย
จากบันทึกทางการแพทย์ของคณะกรรมการประเมินจิตสำนึกแห่งสภากาแล็กซีซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 823 แห่งศักราชกาแล็กซี ระบุว่าซิลาเรียมีกลไกทางชีววิทยาที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและแก้ไขความผิดปกติของหน่วยที่เริ่มแสดงพฤติกรรมเบี่ยงเบน
กระบวนการนี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องมีคำสั่งจากส่วนกลาง ไม่ต้องมีศาลพิจารณาคดี และไม่ต้องมีกระบวนการยุติธรรมใด ๆ หน่วยที่ผิดปกติจะถูกตัดขาดจากการเชื่อมต่อกับเครือข่ายของซิลาเรียอย่างถาวร และจะตายไปภายในเวลาไม่นาน เนื่องจากซิลาเรียนแต่ละหน่วยไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระนอกเครือข่ายได้
.
.
จากมุมมองของมนุษย์ กระบวนการนี้อาจดูโหดร้ายและไร้ความยุติธรรม เพราะเราคุ้นเคยกับแนวคิดที่ว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการต่อสู้คดี มีสิทธิในการมีทนายความ และมีสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษา
แต่จากมุมมองของซิลาเรีย การกำจัดหน่วยที่ผิดปกติไม่ใช่การลงโทษอาชญากร แต่คือการรักษาสุขภาพของร่างกาย เช่นเดียวกับที่ท่านไม่จำเป็นต้องจัดให้มีการพิจารณาคดีแก่เซลล์มะเร็งก่อนที่จะทำลายมัน ระบบของซิลาเรียก็ไม่จำเป็นต้องมีการพิจารณาคดีแก่หน่วยที่ผิดปกติก่อนที่จะกำจัดมัน
ความย้อนแย้งนี้คือสิ่งที่ทำให้การศึกษาเปรียบเทียบระบบการเมืองของซิลาเรียกับมนุษย์เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังพยายามใช้แนวคิดที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับสังคมของปัจเจกบุคคลไปอธิบายสังคมที่ไม่มีปัจเจกบุคคลเลยตั้งแต่แรก
การถามว่าซิลาเรียเป็นอนาธิปไตยหรือเผด็จการอาจเป็นคำถามที่ไร้ความหมายพอ ๆ กับการถามว่ามหาสมุทรเป็นประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เพราะมหาสมุทรไม่ใช่ทั้งสองอย่าง มันคือสิ่งที่มีธรรมชาติแตกต่างจากสังคมมนุษย์โดยสิ้นเชิง และซิลาเรียก็เช่นกัน
.
.
.
4.4 ความสัมพันธ์กับอารยธรรมอื่น: การสื่อสารที่แทบเป็นไปไม่ได้
ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างซิลาเรียกับอารยธรรมปัจเจกบุคคลอย่างมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความแตกต่างทางเทคโนโลยีหรืออุดมการณ์ทางการเมือง แต่อยู่ที่ความแตกต่างในระดับพื้นฐานที่สุดของการดำรงอยู่
นั่นคือการที่ซิลาเรียไม่มีแนวคิดเรื่องฉันและเธอเลยตั้งแต่แรกเกิดของจิตสำนึกของ พวกเขา การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับซิลาเรียจึงไม่ใช่เพียงการแปลภาษาจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่ง แต่คือการพยายามเชื่อมช่องว่างระหว่างสองรูปแบบของจิตสำนึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ข้าพเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนนี้ด้วยตนเองในระหว่างการเจรจากับซิลาเรียเมื่อปีที่ 448 หลังการติดต่อครั้งแรก ซึ่งได้กล่าวถึงในบทเปิดของบทนี้แล้ว
ในการเจรจาครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถามผู้แทนของซิลาเรียว่าเหตุใดพวกเขาจึงเปลี่ยนจุดยืนจากที่เคยตกลงไว้ในการประชุมครั้งก่อนเมื่อสามเดือนก่อนหน้า
.
.
ผู้แทนของซิลาเรียซึ่งเป็นหน่วยที่แตกต่างจากหน่วยที่ข้าพเจ้าเคยเจรจาด้วยในครั้งก่อน ตอบข้าพเจ้าด้วยคำถามที่ทำให้ต้องหยุดคิด
พวกเขาถามว่าทำไมมนุษย์จึงคาดหวังให้ข้อตกลงในอดีตผูกมัดการตัดสินใจในปัจจุบัน ในเมื่อข้อมูลที่เรามีในปัจจุบันย่อมมากกว่าและดีกว่าข้อมูลที่เรามีในอดีต
สำหรับซิลาเรีย การตัดสินใจที่ถูกต้องคือการตัดสินใจที่สอดคล้องกับข้อมูลทั้งหมดที่มีอยู่ในขณะนั้น และเมื่อข้อมูลเปลี่ยน การตัดสินใจก็ต้องเปลี่ยนตามโดยอัตโนมัติ
ข้าพเจ้าพยายามอธิบายแนวคิดเรื่องสัญญาและพันธกรณีระหว่างประเทศให้พวกเขาฟัง แต่ก็ตระหนักว่ากำลังพยายามอธิบายบางสิ่งที่พวกเขาไม่มีประสบการณ์ตรงเลย เช่นเดียวกับการพยายามอธิบายสีแดงให้คนตาบอดแต่กำเนิดฟัง
ในบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหพันธ์โลก เอกสารหมายเลข UEF-DIPLO-8472 ซึ่งข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงระหว่างการดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต
มีการบันทึกเหตุการณ์ที่นักการทูตมนุษย์ผู้หนึ่งถามผู้แทนของซิลาเรียว่า ท่านคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้ และได้รับคำตอบกลับมาหลังจากความเงียบไปสามนาทีว่า
“เรายอมรับ นักการทูตผู้นั้นเข้าใจว่าการเจรจาประสบความสำเร็จและทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงแล้ว” จึงเดินทางกลับมายังสถานเอกอัครราชทูตโลกด้วยความพอใจ
.
.
แต่อีกสองวันต่อมา เมื่อมีการส่งร่างสนธิสัญญาไปให้ซิลาเรียลงนาม พวกเขากลับไม่รู้จักข้อตกลงดังกล่าวเลย นักการทูตผู้นั้นพยายามอธิบายว่าผู้แทนของพวกเขาได้ตกลงแล้วเมื่อสองวันก่อน แต่ซิลาเรียไม่เข้าใจว่าเหตุใดการตกลงของหน่วยหนึ่งเมื่อสองวันก่อนจึงผูกมัดพวกเขาในวันนี้ ในเมื่อข้อมูลที่พวกเขามีในวันนี้แตกต่างจากข้อมูลที่พวกเขามีในวันนั้น
ในการเจรจาทางการทูต ซิลาเรียส่งหน่วยหนึ่งมาเป็นผู้แทน แต่หน่วยนั้นไม่ใช่บุคคลในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันคืออวัยวะสื่อสารของซิลาเรียที่ถูกสร้างขึ้นชั่วคราวเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
เมื่อการเจรจาสิ้นสุดลง หน่วยนั้นอาจถูกเรียกกลับและสลายกลับเข้าสู่ส่วนรวมของซิลาเรีย
โดยที่หน่วยอื่นซึ่งอาจมีองค์ประกอบของจิตสำนึกที่แตกต่างออกไป อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของซิลาเรียในช่วงเวลาที่ผ่านไป อาจถูกส่งมาในการเจรจาครั้งต่อไป และหน่วยใหม่นี้จะไม่มีความทรงจำหรือความผูกพันใด ๆ กับข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการเจรจาครั้งก่อน
.
.
ปัญหานี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดในรายงานของคณะกรรมาธิการกิจการระหว่างดวงดาวแห่งสภากาแล็กซี เอกสารหมายเลข GCA-INTER-3921 ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 678 แห่งศักราชกาแล็กซี หรือราว 1,700 ปีก่อนการติดต่อครั้งแรก
รายงานฉบับนี้ระบุว่า ซิลาเรียไม่เคยปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใดเลยตลอดระยะเวลากว่า 200 ปีที่พวกเขาเป็นสมาชิกสภากาแล็กซี แต่ก็ไม่เคยละเมิดสนธิสัญญาใดเลยเช่นกัน เพราะพวกเขาไม่มีแนวคิดเรื่องสนธิสัญญาตั้งแต่แรก
ศาสตราจารย์เมลิอา วัล-ธาเรน แห่งสถาบันกฎหมายระหว่างดวงดาว มหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับอารยธรรมที่ไม่ใช่มนุษย์
ได้เขียนไว้ในตำรา The Limits of Interstellar Law ซึ่งตีพิมพ์ในปีที่ 1,247 แห่งศักราชกาแล็กซีว่า
การสร้างระบบกฎหมายระหว่างประเทศที่สามารถผูกมัดจิตสำนึกรวมหมู่ได้นั้น เป็นหนึ่งในความท้าทายทางนิติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กาแล็กซี เพราะกฎหมายทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผู้กระทำการคือนิติบุคคลที่มีตัวตนที่ต่อเนื่องในเวลา เมื่อสมมติฐานนี้ใช้ไม่ได้กับคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ระบบกฎหมายทั้งหมดก็ไร้ความหมาย
.
.
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสสัมภาษณ์ศาสตราจารย์เมลิอา วัล-ธาเรน ในปีที่ 460 หลังการติดต่อครั้งแรก ณ ห้องทำงานของเธอบนชั้นที่ 23 ของอาคารคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
เธออธิบายให้ข้าพเจ้าฟังว่าปัญหาในการทำสนธิสัญญากับซิลาเรียไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองหรือการทูต แต่เป็นปัญหาทางภววิทยา
เรากำลังพยายามใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่ถูกออกแบบมาสำหรับปัจเจกบุคคลที่มีตัวตนที่ต่อเนื่องในเวลา ไปผูกมัดสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในลักษณะที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง และนั่นก็เหมือนกับการพยายามใช้ตาข่ายจับลม
ข้าพเจ้าถามเธอว่าในเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดสภากาแล็กซีจึงยังคงพยายามเจรจาทำสนธิสัญญากับซิลาเรียต่อไป
เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่แห้งแล้งว่า เพราะการยอมรับว่าเราไม่สามารถผูกมัดซิลาเรียด้วยกฎหมายได้ คือการยอมรับว่าระบบกฎหมายระหว่างประเทศของเราใช้ไม่ได้กับสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์ และนั่นจะเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับอารยธรรมอื่น ๆ ที่อาจใช้ข้ออ้างเดียวกันนี้ในการหลีกเลี่ยงพันธกรณีระหว่างประเทศ
.
.
ในทางปฏิบัติ ซิลาเรียไม่เคยถูกดำเนินคดีในศาลจักรวาลเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ว่าจะมีคำร้องเรียนจากอารยธรรมสมาชิกหลายแห่งที่กล่าวหาว่าซิลาเรียละเมิดข้อตกลงทางการค้าหรือไม่ปฏิบัติตามมติของสภา
แต่ศาลจักรวาลก็ไม่เคยรับคดีเหล่านี้ไว้พิจารณา ด้วยเหตุผลที่ว่าศาลไม่มีเขตอำนาจเหนือสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถเข้าใจแนวคิดเรื่องกฎหมายได้ตั้งแต่แรก นี่คือช่องว่างทางกฎหมายที่ยังไม่มีใครสามารถอุดได้จนถึงปัจจุบัน และเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับนักนิติศาสตร์ระหว่างดวงดาวรุ่นหลัง
.
.
.
4.5 กรณีศึกษา: การเจรจาระหว่างสภากาแล็กซีกับซิลาเรีย (ปีที่ 567 GE)
การต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับว่าเป็นอารยธรรมภายใต้กฎหมายระหว่างดวงดาวของซิลาเรียนับเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดกรณีหนึ่งในประวัติศาสตร์กฎหมายกาแล็กซี
เพราะมันบังคับให้ระบบกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่ออารยธรรมปัจเจกบุคคลต้องตอบคำถามที่ลึกซึ้งที่สุด นั่นคืออารยธรรมคืออะไร ใครมีสิทธิในการนิยามคำนั้น และเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่ท้าทายสมมติฐานพื้นฐานทั้งหมดของระบบกฎหมาย ศาลจะตัดสินอย่างไร
ข้อเท็จจริงของคดีนี้เริ่มต้นขึ้นในปีที่ 562 แห่งศักราชกาแล็กซี เมื่อซิลาเรียยื่นคำร้องขอเข้าเป็นสมาชิกสภากาแล็กซีอย่างเป็นทางการ
คำร้องดังกล่าวถูกเสนอต่อคณะกรรมาธิการรับรองสมาชิกภาพซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินว่าอารยธรรมที่ยื่นคำร้องมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในหมวดที่ 10 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลหรือไม่
.
.
คณะกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจาก 12 อารยธรรมสมาชิกถาวรใช้เวลาสามปีในการพิจารณาคำร้องของซิลาเรีย และในปีที่ 565 คณะกรรมาธิการมีมติด้วยคะแนนเสียง 8 ต่อ 4 ปฏิเสธคำร้องของซิลาเรีย
โดยให้เหตุผลว่าซิลาเรียไม่เข้าข่ายเป็นอารยธรรมตามความหมายของรัฐธรรมนูญจักรวาล มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า อารยธรรมหมายถึงกลุ่มของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาที่รวมตัวกันเป็นสังคม
หัวใจของคำวินิจฉัยของคณะกรรมาธิการอยู่ที่คำว่ากลุ่ม หากซิลาเรียคือจิตสำนึกเดียวที่ดำรงอยู่ในหลายร่างกาย พวกเขาก็ไม่ใช่กลุ่มของสิ่งมีชีวิต แต่คือสิ่งมีชีวิตเดียว และรัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นกฎหมายระหว่างอารยธรรม มิใช่เพื่อเป็นกฎหมายภายในของสิ่งมีชีวิตเดียว
การที่ซิลาเรียไม่มีปัจเจกบุคคลจึงหมายความว่าพวกเขาไม่มีสังคมในความหมายที่รัฐธรรมนูญเข้าใจ และหากไม่มีสังคม พวกเขาก็ไม่มีอารยธรรม และหากไม่มีอารยธรรม พวกเขาก็ไม่มีสิทธิในการเป็นสมาชิกสภากาแล็กซี
.
.
ซิลาเรียไม่ยอมรับคำวินิจฉัยนี้ และใช้สิทธิภายใต้มาตรา 116 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลในการยื่นฟ้องคณะกรรมาธิการรับรองสมาชิกภาพต่อศาลจักรวาล
นี่คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์กาแล็กซีที่ศาลจักรวาลต้องตอบคำถามที่ลึกซึ้งในทางภววิทยาว่าอะไรคืออารยธรรม และคำตอบของศาลในคดีนี้จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายพันปี
▪️ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัยมีสองชั้นซ้อนกัน
ชั้นแรก คือ …ปัญหาการตีความกฎหมาย ถ้อยคำในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญจักรวาลที่ใช้คำว่ากลุ่มของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญา มีความหมายว่าอย่างไร คำว่ากลุ่มในที่นี้จำเป็นต้องหมายถึงกลุ่มของปัจเจกบุคคลที่แยกจากกันเท่านั้นหรือไม่ หรืออาจรวมถึงจิตสำนึกรวมหมู่ที่มีหลายหน่วยแต่มีหนึ่งเจตจำนงด้วย
และชั้นที่สอง คือ …ปัญหาทางปรัชญากฎหมาย หากรัฐธรรมนูญไม่ได้นิยามคำว่าอารยธรรมไว้อย่างชัดเจน ศาลควรตีความโดยยึดตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างเมื่อ 567 ปีก่อน หรือควรตีความโดยคำนึงถึงความเป็นจริงของกาแล็กซีที่ผู้ร่างไม่เคยรู้จัก
คดีนี้ใช้เวลาพิจารณายาวนานถึงสองปี ศาลรับฟังคำให้การจากผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยาเปรียบเทียบจากมหาวิทยาลัยกลางกาแล็กซี
ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ระหว่างดวงดาวที่อธิบายให้ศาลฟังถึงความแตกต่างระหว่างภาษาของปัจเจกบุคคลกับภาษาของจิตสำนึกรวมหมู่ และนักปรัชญาที่ถกเถียงกันเรื่องธรรมชาติของจิตสำนึกและการมีอยู่
.
.
ในปีที่ 567 แห่งศักราชกาแล็กซี ศาลจักรวาลมีคำพิพากษาด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 6 ให้ซิลาเรียชนะคดี องค์คณะผู้พิพากษา 15 คนใช้เวลาเนิ่นนานในการปรึกษาหารือ และคำพิพากษาของศาลก็สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดในหมู่ผู้พิพากษาอย่างชัดเจน
ผู้พิพากษาเสียงข้างมาก 9 คนนำโดยผู้พิพากษาธาเลียน วัล-คาริส ซึ่งต่อมาจะมีบทบาทสำคัญในการขยายขอบเขตของสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญจักรวาลในคดีสำคัญอีกหลายคดี ตัดสินว่าซิลาเรียมีคุณสมบัติเป็นอารยธรรมภายใต้ความหมายของรัฐธรรมนูญ โดยวางหลักการสำคัญที่ต่อมาถูกเรียกว่าการทดสอบซิลาเรีย
เหตุผลของศาลในคดีนี้มีใจความสำคัญว่า รัฐธรรมนูญจักรวาลไม่ได้นิยามว่าอารยธรรมต้องประกอบด้วยปัจเจกบุคคล
การที่คณะกรรมาธิการรับรองสมาชิกภาพตีความว่ากลุ่มของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจำเป็นต้องหมายถึงกลุ่มของปัจเจกบุคคลที่แยกจากกัน เป็นการเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่มีในตัวบทกฎหมาย และเป็นการตีความที่ขัดต่อหลักความเสมอภาคตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญ
เพราะเป็นการเลือกปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาโดยอาศัยรูปแบบการดำรงอยู่ของพวกเขาเป็นเกณฑ์ ระบบแห่งจิตสำนึกใด ๆ ที่มีความสามารถในการรับรู้ตนเอง สร้างความหมายเชิงสัญลักษณ์ สื่อสารความหมายนั้นกับผู้อื่น และมีเจตจำนงร่วมกันในการกำหนดอนาคตของตน ย่อมถือเป็นอารยธรรมภายใต้รัฐธรรมนูญนี้
.
.
ผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย 6 คนมีความเห็นแย้งที่หนักแน่นไม่แพ้กัน โดยให้เหตุผลว่าการตีความของเสียงข้างมาก จะเปิดช่องให้เกิดการขยายความหมายของคำว่าอารยธรรมออกไปอย่างไม่มีขอบเขต
หากจิตสำนึกรวมหมู่เป็นอารยธรรมได้ แล้วระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเล่า หรือสนามพลังงานที่มีจิตสำนึกที่ยังไม่มีใครเข้าใจเล่า การตีความที่กว้างเกินไปจะทำให้ระบบกฎหมายระหว่างประเทศสูญเสียความแน่นอนและคาดเดาไม่ได้
ผลกระทบของคำพิพากษานี้แผ่ขยายไปไกลเกินกว่าตัวซิลาเรียเอง ภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากคำพิพากษา อารยธรรมอื่น ๆ ที่เคยถูกปฏิเสธการรับรองด้วยเหตุผลคล้ายคลึงกันก็เริ่มยื่นคำร้องขอทบทวนสถานะของตน
ซิลาเรียได้รับสถานะผู้สังเกตการณ์ถาวรในสภากาแล็กซีในปีที่ 571 แห่งศักราชกาแล็กซี และหลังจากกระบวนการเจรจาที่ยืดเยื้อยาวนานถึง 321 ปี
พวกเขาก็ได้รับสมาชิกภาพเต็มในปีที่ 892 ด้วยคะแนนเสียง 3.0 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เกิดจากการเจรจาทางการเมืองล้วน ๆ มิใช่ผลลัพธ์ของสูตรคำนวณใด ๆ
.
.
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว คำพิพากษาคดี Galactic Council v. Silariam Collective มีความหมายมากกว่าเพียงการขยายนิยามของคำว่าอารยธรรม แต่มันคือการยอมรับอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประวัติศาสตร์กาแล็กซีว่า
มนุษย์และอารยธรรมปัจเจกบุคคลอื่น ๆ ไม่ใช่แม่แบบเดียวของการดำรงอยู่ และสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิงก็สมควรได้รับความเคารพและการยอมรับภายใต้กฎหมายระหว่างดวงดาวเช่นกัน
.
.
.
4.6 บทเรียนสำหรับมนุษย์: เราอยู่ร่วมกับ "หนึ่งเดียว" ได้หรือไม่
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวบนสถานเอกอัครราชทูตโลก เมืองนีออส หลังจากเสร็จสิ้นการเขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับซิลาเรีย ทบทวนทุกสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขาจากประสบการณ์ตรง
จากการศึกษาบันทึกทางวิชาการ และจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน และคำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เราจะอยู่ร่วมกับซิลาเรียได้หรือไม่
คำถามนี้ไม่ใช่คำถามทางทฤษฎีที่นักปรัชญาถกเถียงกันในห้องสัมมนาของมหาวิทยาลัย มันคือคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการอยู่รอดของมนุษย์ในกาแล็กซี
เพราะซิลาเรียเป็นสมาชิกของสภากาแล็กซีแล้ว พวกเขามีสิทธิออกเสียงในสภา มีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันมนุษย์ และมีปฏิสัมพันธ์กับเราในเวทีการเมืองระหว่างดวงดาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
.
มนุษย์เป็นปัจเจกบุคคล เราให้คุณค่ากับเสรีภาพส่วนบุคคล สิทธิในการเลือก และความหลากหลายทางความคิด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงหลักการทางการเมืองที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจ
แต่มันคือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ มันคือผลผลิตของวิวัฒนาการหลายล้านปีที่ทำให้เรามีสมองที่แยกจากกัน มีจิตสำนึกที่เป็นอิสระ และมีความสามารถในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง
เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการไม่มีสิ่งเหล่านี้คืออะไร เพราะเราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกรวมหมู่ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ว่าการหายใจใต้น้ำโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจคืออะไร
.
.
แต่ซิลาเรียก็แตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่เคยมีปัจเจกบุคคล ไม่เคยมีเสรีภาพส่วนบุคคลในความหมายที่เราเข้าใจ ไม่เคยมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันภายในเผ่าพันธุ์ของพวกเขา และพวกเขาก็ไม่เคยต้องการสิ่งเหล่านี้ด้วย
พวกเขามองว่าการดำรงอยู่แบบปัจเจกบุคคลของมนุษย์นั้นไม่ต่างจากโรคทางจิตประสาทที่สมองไม่สามารถบูรณาการข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้เกิดเสียงภายในที่ขัดแย้งกันเองและนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่มีประสิทธิภาพ
เราจะเคารพซิลาเรียได้อย่างไร เมื่อการดำรงอยู่ของพวกเขาคือการปฏิเสธทุกสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นธรรมชาติของการเป็นบุคคล
เราจะยอมรับได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสากล แท้จริงแล้วคือประสบการณ์เฉพาะของเผ่าพันธุ์เราเอง เราจะสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตกับอารยธรรมที่มองว่าคุณค่าสูงสุดของเราคือความผิดปกติทางจิตได้อย่างไร
.
.
ข้าพเจ้าได้สนทนากับผู้พิพากษาธาเลียน วัล-คาริส เกี่ยวกับคำถามนี้ในปีที่ 465 หลังการติดต่อครั้งแรก ณ ห้องทำงานส่วนตัวของท่านบนชั้นที่ 47 ของอาคารศาลจักรวาล
ท่านเป็นหนึ่งในผู้พิพากษาเสียงข้างมากที่ตัดสินให้ซิลาเรียมีคุณสมบัติเป็นอารยธรรมในคดี Galactic Council v. Silariam Collective เมื่อปีที่ 567 แห่งศักราชกาแล็กซี
และข้าพเจ้าถามท่านว่าท่านรู้สึกกังวลหรือไม่ที่คำพิพากษาของท่านเปิดทางให้สิ่งมีชีวิตที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดกฎหมายระหว่างประเทศ
ท่านตอบข้าพเจ้าด้วยน้ำเสียงที่สงบและผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดีว่า
เราไม่ได้เปิดทางให้พวกเขา พวกเขามีอยู่ก่อนที่เราจะมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียอีก สิ่งที่เราทำคือการยอมรับความจริงที่ว่าเราไม่ใช่แม่แบบเดียวของจิตสำนึกในจักรวาลนี้
และกฎหมายที่อ้างว่าเป็นสากลแต่ใช้ได้กับอารยธรรมประเภทเดียว ไม่ใช่กฎหมายสากล แต่มันคืออคติทางวัฒนธรรมที่ถูกทำให้ดูน่าเชื่อถือด้วยภาษาแห่งกฎหมาย
แต่ข้าพเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะถามคำถามที่ทำให้ข้าพเจ้าหวั่นใจมากที่สุด นั่นคือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า วันหนึ่ง ซิลาเรียจะไม่มองว่าปัจเจกบุคคลนิยมของมนุษย์คือมะเร็งที่ต้องถูกกำจัด
ผู้พิพากษาธาเลียนเงียบไปนานก่อนที่จะตอบว่าเราไม่สามารถแน่ใจได้ เช่นเดียวกับที่เราไม่สามารถแน่ใจได้ว่าจักรวรรดิจะไม่พยายามผนวกเราเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ หรือสมาคมจะไม่ทำให้เรากลายเป็นลูกค้าตลอดไป หรือสมาพันธ์จะไม่ทอดทิ้งเราเมื่อเราต้องการความช่วยเหลือ
ความไม่แน่นอนคือธรรมชาติของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมพร้อมสำหรับความเป็นไปได้ทั้งหมด และเฝ้าดูอย่างระมัดระวัง
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา