21 ก.ย. เวลา 01:58 • กีฬา

#เรื่องม้าน่ารู้ Ep.7 "Eventing 3 ด่าน 1 การแข่งขัน 1 คู่หูคนและม้า"

ในวงการกีฬา Equestrian จะมีกีฬาอีกหนึ่งรายการที่รวมทักษะการขี่ม้าหลายรูปแบบไว้ในการแข่งขันเดียว นั่นคือ “Eventing” ซึ่งเป็นกีฬาขี่ม้าที่ประกอบด้วย 3 Tests ได้แก่ Dressage, Cross Country และ Show Jumping แต่ไม่ใช่ว่าแค่รวมการแข่งขัน 3 ประเภทใช้วิธีรวมคะแนนแล้วผู้ที่มีคะแนนสูงสุดเป็นผู้ชนะ แต่ยังมีปัจจัย และเกณฑ์การตัดสินที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะจนทำให้กลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่คุณต้องไม่พลาดสักรายการเดียวแน่นอน "คนชมม้า" คอนเฟิร์ม
จากการทดสอบในค่ายทหาร สู่การแข่งพิสูจน์ใจ 2 ดวง
Eventing มีรากมาจากการทดสอบสมรรถนะของทหารม้าและความสามารถในการใช้งานของม้า โดยได้รับการบรรจุในกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกที่กรุงสต็อกโฮล์มในปี 1912 ซึ่งในเวลานั้นการแข่งขันมีองค์ประกอบของ Endurance, Cross Country, Steeplechase, Jumping และ Dressage ก่อนที่รูปแบบการแข่งขันจะพัฒนามาเป็น Long Format ซึ่งประกอบด้วย 4 เฟส ได้แก่
Phase A Roads & Tracks การวิ่งตามเส้นทางเพื่อเตรียมความพร้อมของม้า
Phase B คือการกระโดดข้ามรั้วพุ่มไม้ด้วยความเร็วสูง
Phase C การวิ่งทางตรงระยะไกล
Phase D Cross Country การกระโดดข้ามเครื่องกีดขวางบนเส้นทาง Cross Country
และหลังจบ Phase D ก็จะเข้าสู่รายการแข่งขัน Show Jumping ซึ่งเป็นบททดสอบสุดท้าย
หลัง Phase C ม้าและนักกีฬาจะเข้าสู่คอกพัก เพื่อให้ม้าได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ โดยม้าต้องมีอัตราการเต้นของหัวใจต่ำกว่า 80 ครั้งต่อนาทีภายในเวลาที่กำหนด จึงจะสามารถเข้าสู่ Phase D ได้
ตั้งแต่โอลิมปิกเอเธนส์ 2004 รูปแบบ Short Format ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบ Long Format ในการแข่งขันระดับสูงหลายรายการ โดยตัด Roads & Tracks และ Steeplechase ออกเหลือ 3 Tests หลัก ได้แก่ Dressage, Cross Country และ Show Jumping ะทำให้การแข่งขันกระชับขึ้น และสามารถแข่งขันได้ทั้งประเภทบุคคลและทีม
การประเมินคะแนน Eventing ที่ควรรู้
ตามปกติ การแข่งกีฬาต่าง ๆ จะนิยมการทำคะแนนให้สูง ๆ เพื่อคว้าชัยชนะหากทำคะแนนสูงสุด แต่ Eventing มีวิธีการคำนวณคะแนนจาก 3 Tests รวมกันให้คะแนน "น้อยที่สุด" ซึ่งคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็น Penalty Points จากความผิดพลาดในการแข่งขัน รวมถึงความผิดพลาดที่เครื่องกีดขวางและการทำเวลาเกินกำหนด โดยรายละเอียดจะแตกต่างกันไปในแต่ละ Test
และที่สำคัญ ม้า 1 ตัวต้องผ่านทั้ง 3 Tests ให้ครบ
โดยในแต่ละ Test จะมีรายละเอียดการคำนวณคะแนน ดังนี้
TEST 1 — Dressage
ช่วงแรกให้สังเกตว่า
- ม้าควบคุมได้ดีแค่ไหน?
- การเคลื่อนไหวแม่นยำแค่ไหน?
- คู่ม้ากับคนขี่ทำตามโจทย์ได้ดีแค่ไหน?
คะแนนจาก Dressage จะถูกแปลงเป็น Penalty Score ดังนั้นคะแนนโทษยิ่งต่ำยิ่งดี
TEST 2 — Cross Country
สำหรับการแข่งรายการนี้ ผู้แข่งขันต้องขี่ม้ากระโดดข้ามสิ่งกีดขวางหลากหลายรูปแบบบนพื้นที่กว้างใหญ่ และมีสิ่งกีดขวางหลายแบบ ตั้งแต่รั้ว หนองน้ำ หน้าผาจำลอง ลอดอุโมงค์ เป็นต้น และต้องทำเวลาให้ใกล้กับเวลาที่กำหนด
ด้วยสนามที่กว้างสามารถทำให้ม้าใช้ความเร็วได้โดยที่ยังมีเวลาตัดสินใจ และรักษาจังหวะการกระโดดข้ามสิ่งกีดขวางได้ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงอย่างหนึ่งคือ Cross Country ไม่ใช่การแข่งว่าใครเร็วที่สุด แต่ต้องบริหารความเร็วให้เหมาะสมกับสนาม เพื่อทำเวลาให้อยู่ใกล้ Optimum Time พร้อมกับผ่านเครื่องกีดขวางอย่างปลอดภัย
TEST 3 — Show Jumping
สำหรับการแข่งรายการนี้จะเป็นการแข่งกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ที่ถือเป็นบททดสอบสุดท้าย เพื่อดูว่าหลังผ่าน Dressage และ Cross Country มาแล้ว ม้าและนักกีฬายังสามารถรักษาความแม่นยำในการกระโดด และการควบคุมได้ดีเพียงใด โดยจะวัดว่าม้าหรือคู่แข่งขันทำให้เครื่องกีดขวางตก หรือปฏิเสธข้ามเครื่องกีดขวางหรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อคะแนนโทษที่เพิ่มขึ้น
และเมื่อจบทั้ง 3 Test ก็จะมาสรุปคะแนน ใครทำคะแนนโทษน้อยที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ
ทักษะเด่นเฉพาะสาย ใช่ว่าจะดี
หลายคนคงคิดว่าหากนักกีฬาเฉพาะทางมาลงแข่ง Eventing เพื่อสร้างความได้เปรียบได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ แต่ไม่ได้ช่วยทำให้การแข่งขันได้เปรียบมากนัก นักกีฬา Eventing จึงต้องพัฒนาทักษะให้สมดุลทั้ง 3 Test เพราะการแข่งขันแต่ละส่วนมีข้อกำหนดและความท้าทายแตกต่างกัน นักกีฬาที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น Dressage หรือ Show Jumping อาจมีจุดแข็งใน Test ใด Test หนึ่ง แต่ยังต้องรับมือกับ Cross Country และองค์ประกอบอื่นของ Eventing ให้ได้ โดยใช้ม้าแค่ตัวเดียวตลอดการแข่งขัน
เทคนิคการดู Eventing ให้สนุก
1. ต้องดูให้ครบทุก Test ดังนั้นควรต้องศึกษาตารางกำหนดการร่วมด้วย
2. ทำความรู้จักกีฬาขี่ม้าทั้ง Dressage > Cross Country > Show Jumping
3. ดูข้อมูลนักกีฬา หรือทีม
4. อย่าดูแค่ว่าใครชนะในแต่ละ Test ให้ดูคะแนนโทษสะสม เพราะผู้ชนะตัดสินกันเมื่อจบทั้ง 3 Tests
5. สนุกไปกับการชมการแข่งขันได้เลย
Eventing จึงไม่ใช่การแข่งขันที่วัดเพียงความสามารถของม้าหรือนักกีฬาเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการทดสอบความสามารถในการทำงานร่วมกันของทั้ง “คนและม้า” ตั้งแต่ความแม่นยำในการ Dressage การตัดสินใจใน Cross Country ไปจนถึงการรักษาความแม่นยำใน Show Jumping
สำหรับคนดู สิ่งที่น่าสนใจคือการเทียบคะแนนโทษสะสมของนักกีฬาหลาย ๆ คน และสังเกตจังหวะหรือการทำงานร่วมกันของม้ากับนักกีฬา
“การแข่งขันนี้ไม่ได้วัดว่าใครได้คะแนนมากที่สุด แต่วัดว่าใครมีคะแนนโทษน้อยที่สุดเมื่อจบทั้ง 3 Tests”
กดติดตามเพจ “คนชมม้า” เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์วงการม้าที่ทุกคนชื่นชอบกันนะครับ
#คนชมม้า #ม้า #Eventing #Equestrian
ที่มา: Fédération Equestre Internationale (FEI)
โฆษณา