•
21 ก.ย. เวลา 11:51 • นิยาย เรื่องสั้น

บทที่ 8 : การทูตระหว่างดวงดาว ศิลปะแห่งการเจรจาเมื่อทุกฝ่ายมีอาวุธทำลายล้าง

Interstellar Diplomacy The Art of Negotiation When Everyone Has Weapons of Mass Destruction
[รัฐศาสตร์จักรวาล : Cosmic Political Science]
จดหมายเหตุแห่งอำนาจ กฎหมาย และระเบียบใหม่ของอารยธรรมดวงดาว
1. บทเปิด ห้องที่ไม่มีหน้าต่าง
1.1 จากแผนที่สู่การเคลื่อนไหว
ในบทที่ 7 ข้าพเจ้าวางแผนที่ภูมิรัฐศาสตร์ของกาแล็กซีไว้ต่อหน้าท่านแล้ว แผนที่ที่แสดงให้เห็นว่าโลกของเราคือจุดสีขาวเล็ก ๆ บนรอยต่อระหว่างเส้นสีน้ำเงินของสมาพันธ์เสรีดวงดาว กับเส้นสีแดงของจักรวรรดิโอไรออน โดยมีเส้นสีทอง ของสมาคมพาณิชย์วาเลียนตัดผ่านอย่างไม่แยแสต่อการแบ่งแยกทางการเมืองใด ๆ
ข้าพเจ้าอธิบายว่าตำแหน่งทำให้เราเป็นรัฐชายแดน เป็นพื้นที่กันชนที่มหาอำนาจตกลงร่วมกันโดยปริยายว่าจะไม่ยึดครอง แต่ก็จะไม่ปล่อยให้เป็นอิสระอย่างแท้จริง
ข้าพเจ้าแจกแจงมิติทั้งสี่ของอิทธิพลที่มหาอำนาจใช้ในการครอบงำอารยธรรมเกิดใหม่ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม และความมั่นคง และเปิดโปงการมีอยู่ของฐานทัพลับของจักรวรรดิบนดาวพลูโต
ฐานทัพที่ค้นพบในปีที่ 445 หลังการติดต่อครั้งแรก ขณะกำลังตรวจสอบบันทึกการเดินทางของยานขนส่งของจักรวรรดิในหอจดหมายเหตุของสภา ซึ่งเป็นบันทึกที่ต่อมาถูกลบออกจากฐานข้อมูลกลางในปีที่ 503 พร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังจะเปิดเผยในหนังสือเล่มนี้
บทที่ 7 คือ "แผนที่" บทที่ 7 ตอบคำถามว่า "เราอยู่ที่ไหน"
บทนี้ บทที่ 8 จะตอบคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถัดมา-เมื่อรู้ว่าเราอยู่ที่ไหนแล้ว เราจะทำอย่างไรกับความรู้นั้น
.
.
เราจะเคลื่อนไหวบนแผนที่ที่ผู้อื่นขีดเส้นไว้ให้เราได้อย่างไร เราจะพูดกับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าหลายร้อยเท่าด้วยภาษาอะไร จะเจรจากับอารยธรรมที่หายใจคนละก๊าซ มีอายุขัยยาวนานกว่าหลายเท่า และมีแนวคิดเรื่องความจริงกับความไว้วางใจที่แตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิงได้อย่างไร
และเหนือสิ่งอื่นใด จะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่ตกลงกันในวันนี้จะมีความหมายใด ๆ ในวันพรุ่งนี้ ในเมื่อเราไม่มีกองยานรบที่จะบังคับให้อีกฝ่ายปฏิบัติตามคำมั่นสัญญา
นี่ไม่ใช่คำถามเชิงวิชาการที่ถามกันในห้องสัมมนาของมหาวิทยาลัยบนโลกก่อนการติดต่อครั้งแรก นี่คือคำถามที่ข้าพเจ้าต้องตอบด้วยการกระทำทุกวันตลอดสามสิบสามปี ในตำแหน่งเอกอัครราชทูตมนุษย์คนแรกประจำสภากาแล็กซี
คำถามที่ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ทำให้ประชากรหลายพันล้านคนอดอยาก หรือการถูกรุกรานทางทหารที่ไม่มีทางต้านทาน หรือ ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด การกลายเป็นเวนทิสคนต่อไป ระบบดาวที่ถูกแบ่งแยกเป็นสองส่วนอย่างถาวรด้วยสงครามตัวแทนระหว่างมหาอำนาจ โดยมีพลเรือนเสียชีวิตสิบสองล้านชีวิตจากทั้งหมดห้าสิบล้านชีวิต
ข้าพเจ้าไม่มีความหรูหราที่จะตอบคำถามเหล่านี้ด้วยทฤษฎี ต้องตอบด้วยชีวิต และด้วยชีวิตของมนุษย์แปดพันล้านคนที่ข้าพเจ้าเป็นตัวแทน
นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียนรู้
.
.
1.2 ห้องที่ไม่มีหน้าต่าง : การเจรจาฐานทัพบนดาวพลูโต (ปีที่ 445 Contact):
การค้นพบฐานทัพบนดาวพลูโตเกิดขึ้นในลักษณะที่นักการทูตทุกคนหวาดกลัวมากที่สุด ไม่ใช่ผ่านช่องทางทางการทูตอย่างเป็นทางการ ที่ฝ่ายหนึ่งแจ้งให้อีกฝ่ายทราบล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและมีการเตรียมการรับมือร่วมกัน แต่ผ่าน "อุบัติเหตุ" ในการค้นคว้าเอกสารในหอจดหมายเหตุของสภากาแล็กซี
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสืบค้นข้อมูลสำหรับการยื่นคำร้องขอเข้าถึงมาตรา 88, 89 และ 112 ของรัฐธรรมนูญจักรวาล มาตราการรักษาความลับที่ข้าพเจ้าถูกปฏิเสธการเข้าถึงมาแล้วสองครั้ง
ข้าพเจ้าพบบันทึกการเดินทางของยานขนส่งเสบียงของกองทัพจักรวรรดิที่เดินทางเข้าออกระบบสุริยะของเราเป็นประจำ บันทึกที่ระบุพิกัดปลายทางว่า "ดาวพลูโต สถานีวิจัยธรณีวิทยา" แต่มีปริมาณเสบียงและความถี่ของการเดินทางที่ไม่สอดคล้องกับ "สถานีวิจัย" ใด ๆ ที่ข้าพเจ้าเคยรู้จัก
.
.
ข้าพเจ้าใช้เวลาสามสัปดาห์ในการตรวจสอบ ข้ามการนอนหลายคืน ดำรงชีวิตด้วยกาแฟดำและยากระตุ้นประสาทที่แพทย์ประจำสถานทูตเตือนว่าจะทำให้หัวใจทำงานหนักเกินไป แต่ไม่มีทางเลือก เพราะทุกวันที่ผ่านไปคือวันที่จักรวรรดิอาจรู้ว่ากำลังสืบสวนและทำลายหลักฐานทั้งหมด ก่อนที่ข้าพเจ้าจะรวบรวมได้มากพอจะยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการ
สิ่งที่ข้าพเจ้าพบทำให้เลือดในเส้นเลือดของข้าพเจ้าเย็นเฉียบ
ฐานทัพบนดาวพลูโตไม่ใช่ "สถานีวิจัย" แต่มันคือฐานปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ ที่มีกำลังพลประจำการอย่างน้อยสองพันนาย อาจมากกว่านั้นเพราะบันทึกที่
ข้าพเจ้าเข้าถึงได้เป็นเพียงบันทึกการขนส่งเสบียง ไม่ใช่รายงานกำลังพลอย่างเป็นทางการ มีอุปกรณ์ดักฟังที่สามารถเจาะเข้าถึงการสื่อสารของมนุษย์ทุกรูปแบบ
ตั้งแต่สัญญาณวิทยุโบราณที่มนุษย์เริ่มส่งออกไปในอวกาศเมื่อหลายร้อยปีก่อน ไปจนถึงการสื่อสารควอนตัมที่เราเพิ่งพัฒนาขึ้นหลังการติดต่อครั้งแรก
มีระบบอาวุธที่สามารถทำลายดาวเคราะห์น้อยได้ในพริบตา และโดยนัยเดียวกัน สามารถทำลายยานอวกาศของมนุษย์หรือแม้แต่เมืองบนโลกได้หากได้รับคำสั่ง
และที่สำคัญที่สุด มันมีศักยภาพที่จะขยายเป็นฐานปฏิบัติการเต็มรูปแบบได้ภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมงหากจักรวรรดิตัดสินใจว่ามนุษย์เป็นภัยคุกคามที่ต้องถูก "จัดการ"
.
.
ข้าพเจ้าใช้เวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ในการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับข้อมูลนี้ ข้าพเจ้ารู้ว่าหากนำเรื่องนี้ขึ้นสู่สภากาแล็กซีทันที ใช้เวทีระหว่างประเทศในการเปิดโปงการละเมิดอธิปไตยของมนุษย์ จักรวรรดิจะต้องตอบโต้ และการตอบโต้นั้นอาจมาในรูปแบบที่เราไม่สามารถรับมือได้
การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่ทำให้เศรษฐกิจของมนุษย์ที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวหลังการติดต่อครั้งแรกล่มสลาย การตัดความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีที่เรายังต้องพึ่งพาในการพัฒนาตนเอง หรือในกรณีเลวร้ายที่สุด การเพิ่มกำลังทหารในระบบสุริยะอย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องแสร้งว่าเป็น "สถานีวิจัย" อีกต่อไป
แต่ข้าพเจ้าก็รู้ด้วยว่าหากไม่ทำอะไรเลย หากเพิกเฉยต่อการค้นพบนี้และปล่อยให้จักรวรรดิตั้งฐานทัพในบ้านของเราต่อไปโดยไม่มีการทักท้วง ข้าพเจ้ากำลังส่งสัญญาณว่ามนุษย์ "ยอมรับ" การละเมิดอธิปไตยของตน และนั่นจะเปิดประตูสู่การละเมิดที่ร้ายแรงกว่านี้ในอนาคต
.
.
ข้าพเจ้าเลือกทางสายกลาง หรืออย่างน้อยก็สิ่งที่คิดว่าเป็นทางสายกลางในขณะนั้น
ยื่นประท้วงอย่างเป็นทางการต่อจักรวรรดิโอไรออน ผ่านช่องทางการทูตโดยตรง ไม่ใช่ผ่านสภากาแล็กซี เป็นการเปิดโอกาสให้จักรวรรดิ "แก้ไข" สถานการณ์อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องถูกเปิดโปงต่อประชาคมระหว่างประเทศ
ข้าพเจ้าแนบหลักฐานเท่าที่มี แต่ไม่ทั้งหมด และขอให้มีการเจรจาระหว่างสองฝ่ายเพื่อ "clarify the nature of Imperial presence in the Sol system" ตามถ้อยคำในบันทึกทางการทูตที่ไตร่ตรองทุกถ้อยคำอย่างรอบคอบ
จักรวรรดิตอบกลับภายในสี่สิบแปดชั่วโมง การตอบกลับที่รวดเร็วผิดปกติสำหรับระบบราชการของจักรวรรดิซึ่งมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือนในการตอบบันทึกทางการทูตจากอารยธรรมขนาดเล็ก และความรวดเร็วนั้นก็บอกว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าข้าพเจ้ากำลังสืบสวน และพวกเขาเตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้า
พวกเขา "ยินดี" ที่จะเจรจา และพวกเขาเสนอให้ใช้ "ห้องประชุมฉุกเฉินของสภากาแล็กซี" เป็นสถานที่เจรจา ห้องที่ไม่มีหน้าต่าง
.
.
การที่จักรวรรดิเสนอให้ใช้ห้องที่ไม่มีหน้าต่างเป็นการส่งสัญญาณทางการทูตที่ข้าพเจ้าอ่านออกทันที ห้องประชุมฉุกเฉินของสภากาแล็กซีไม่ได้ใช้สำหรับการเจรจาทวิภาคีตามปกติ มันถูกออกแบบมาสำหรับวิกฤตการณ์ที่คุกคามความมั่นคงของกาแล็กซีทั้งหมด สำหรับการเจรจาที่เนื้อหาอ่อนไหวเกินกว่าจะเสี่ยงให้มีการรั่วไหล สำหรับสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายตกลงร่วมกันว่าความลับคือสิ่งจำเป็น
การที่จักรวรรดิเสนอให้ใช้ห้องนี้สำหรับการเจรจากับมนุษย์ อารยธรรมที่มีคะแนนเสียง 0.3 ในสภา คือการบอกข้าพเจ้าโดยไม่ต้องพูดว่า "เราถือว่าเรื่องนี้สำคัญมาก" และในขณะเดียวกันก็คือการบอกว่า "และเราจะไม่ให้ท่านใช้เรื่องนี้เป็นเวทีในการเปิดโปงเราต่อสาธารณะ"
.
.
ข้าพเจ้ายอมรับข้อเสนอ เพราะไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้
วันเจรจามาถึงในเช้าวันหนึ่งของเดือนแปดตามปฏิทินมาตรฐานกาแล็กซี เช้าที่ดาวเคราะห์กลางถูกปกคลุมด้วยหมอกสีม่วง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นปีละสองครั้ง เมื่อแกนแม่เหล็กของดาวเคราะห์เปลี่ยนทิศทาง หมอกนั้นมีคุณสมบัติในการรบกวนระบบนำทางอัตโนมัติ ทำให้ยานพาหนะทั้งหมดต้องใช้มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตเป็นผู้ควบคุม เป็นวันที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเจรจาที่อาจกำหนดชะตากรรมของมนุษยชาติ แต่ก็เป็นวันที่ข้าพเจ้าไม่สามารถเลื่อนออกไปได้
ข้าพเจ้าเดินทางจากสถานเอกอัครราชทูตโลกในเมืองนีออสไปยังอาคารสภากาแล็กซีด้วยยานขนส่งทางการทูตที่ขับเคลื่อนโดยนักบินมนุษย์ หนึ่งในไม่กี่คนที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางมาพร้อมกันบนดาวเคราะห์กลาง ผ่านถนนที่แทบจะร้างเพราะหมอกสีม่วง ผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าปกติเพราะเป็นวันที่สภาพอากาศแปรปรวน
อาคารสภากาแล็กซี ทรงกลมขนาดมหึมาที่ถูกออกแบบมาให้รองรับสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบ ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่หายใจมีเทนที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในรูปของกลุ่มก๊าซเรืองแสงที่ลอยอยู่ในถังโปร่งใส ตั้งตระหง่านอยู่กลางเมืองนีออสราวกับภูเขาที่มนุษย์สร้างขึ้น
.
.
บนพื้นที่ที่เคยเป็นสมรภูมิรบสุดท้ายของสงครามกาแล็กซีครั้งแรก ดังที่ข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ในบทที่ 3 และ 4 การเลือกสร้างสภาบนสมรภูมิรบไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันคือการประกาศเชิงสัญลักษณ์ว่า "สันติภาพจะถูกสร้างขึ้นบนซากของสงคราม" และทุกครั้งที่ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปในอาคารนี้ ข้าพเจ้ารู้สึกถึงน้ำหนักของประวัติศาสตร์นั้น
แต่ในวันนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกถึงประวัติศาสตร์ รู้สึกถึงความกลัว
ข้าพเจ้าผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยห้าชั้น แต่ละชั้นใช้เทคโนโลยีตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน
ชั้นแรกสแกนเรตินาและลายพิมพ์พันธุกรรม เปรียบเทียบกับฐานข้อมูลของสภา
ชั้นที่สองอ่านคลื่นสมอง เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่ร่างโคลนหรือหุ่นยนต์ที่ถูกควบคุมจากระยะไกล เทคโนโลยีที่ฟังดูเกินจริงสำหรับมนุษย์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นในกาแล็กซีที่บางอารยธรรมมีความสามารถในการสร้างสำเนาจิตสำนึกของตนเองหรือควบคุมร่างกายของผู้อื่นจากระยะไกล
ชั้นที่สามตรวจสอบควอนตัมเพื่อยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในสถานะซ้อนทับของความเป็นไปได้หลายเส้นเวลา มาตรการที่มีขึ้นหลังจากเหตุการณ์การแทรกซึมของสายลับจากอารยธรรมที่สามารถเดินทางข้ามเส้นเวลาได้อย่างจำกัด
ชั้นที่สี่และห้าเป็นชั้นที่ข้าพเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้รู้รายละเอียดด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ข้าพเจ้าเพียงแต่เดินผ่านเครื่องสแกนที่ส่งเสียงต่าง ๆ และไฟกระพริบหลากสี และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตจากเผ่าพันธุ์ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักก็พยักหน้าให้ข้าพเจ้าผ่านไป
.
.
ทุกครั้งที่ผ่านด่าน ต้องทิ้งอุปกรณ์สื่อสารหนึ่งชิ้นไว้ข้างหลัง เริ่มจากเครื่องสื่อสารควอนตัมส่วนตัวที่ด่านแรก ตามด้วยเครื่องบันทึกเสียงที่ด่านที่สอง แหวนข้อมูลที่บรรจุเอกสารทั้งหมดที่เตรียมมาที่ด่านที่สาม และในที่สุด แม้แต่ปากกาดิจิทัลที่ใช้จดบันทึกก็ถูกยึดที่ด่านสุดท้าย
เมื่อไปถึงหน้าประตูห้องที่ไม่มีหน้าต่าง ข้าพเจ้าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยนอกจากร่างกาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ และความคิดในหัว
นี่คือเจตนาของการออกแบบทั้งหมด เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่เข้าไปในห้องนี้ไม่สามารถบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สามารถสื่อสารกับภายนอก และไม่สามารถนำหลักฐานใด ๆ ออกมาได้ ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องนี้จะคงอยู่ในห้องนี้ตลอดไป เว้นแต่ผู้เข้าร่วมจะเลือกที่จะเปิดเผยมันในภายหลัง
ประตูไททาเนียม-อิริเดียม-คาร์บอนหนาสี่เมตรเปิดออกด้วยเสียงทุ้มต่ำที่สะท้อนผ่านพื้นหิน …ข้าพเจ้าก้าวเข้าไปข้างใน
.
.
ห้องนั้นกลม เกือบจะสมบูรณ์แบบในความกลมของมัน ราวกับว่าถูกแกะสลักจากหินก้อนเดียวโดยเครื่องมือที่มีความแม่นยำระดับอะตอม
เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณสิบห้าเมตร เพดานสูงประมาณหกเมตร แสงในห้องมาจากแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ มันดูเหมือนจะเปล่งออกมาจากผนังทุกด้านพร้อมกัน เป็นแสงสีขาวนวลที่ไม่ทิ้งเงา ไม่มีจุดใดสว่างหรือมืดกว่าจุดอื่น ราวกับว่าห้องนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลบล้างแนวคิดเรื่อง "ทิศทาง" และ "ตำแหน่ง" ทั้งหมด
ตรงกลางห้องมีโต๊ะกลม ทำจากวัสดุสีดำด้านที่ดูดซับแสงทั้งหมดที่ตกกระทบโดยไม่สะท้อนกลับแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าพยายามระบุว่ามันคือวัสดุอะไร แต่ความรู้ในด้านวัสดุศาสตร์ของกาแล็กซียังจำกัดเกินไป สิ่งที่ข้าพเจ้ารู้คือมันไม่ใช่หิน ไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่พลาสติก และไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์เคยผลิตได้
รอบโต๊ะมีเก้าอี้สามตัว หรือสิ่งที่ทำหน้าที่เป็นเก้าอี้สำหรับสิ่งมีชีวิตที่มีสรีรวิทยาแตกต่างกัน
.
.
ตัวแรก….ถูกปรับให้เหมาะกับมนุษย์ อุณหภูมิที่พอเหมาะ ออกซิเจนในระดับที่มนุษย์ต้องการ แสงที่ความเข้มพอดีกับดวงตาของมนุษย์ ข้าพเจ้านั่งลงและรู้สึกว่าเบาะปรับรูปทรงของมันให้พอดีกับสรีระของข้าพเจ้าโดยอัตโนมัติ เทคโนโลยีที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกขอบคุณมันในขณะนั้น
ตัวที่สอง….ถูกออกแบบมาสำหรับสิ่งมีชีวิตที่หายใจก๊าซมีเทนที่อุณหภูมิสูง ชุดควบคุมสภาพแวดล้อมที่ห่อหุ้มด้วยโลหะสีดำด้านเช่นเดียวกับโต๊ะ ภายในมีบรรยากาศที่มีเทนผสมกับก๊าซอื่น ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ที่อุณหภูมิสูงกว่าจุดเดือดของน้ำบนโลกหลายเท่า สภาพแวดล้อมที่มนุษย์ไม่สามารถอยู่รอดได้แม้แต่วินาทีเดียว
ตัวที่สาม….คือถังของเหลวสีฟ้าเรืองแสง ออกแบบมาสำหรับสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในของเหลว อาจเป็นน้ำ หรือแอมโมเนีย หรือสารประกอบที่ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ภายในถังมีเงาของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ผู้สังเกตการณ์จากสภากาแล็กซีที่ข้าพเจ้ายังไม่เคยพบมาก่อน
.
.
ในห้องนั้นไม่มีหน้าต่าง ตามชื่อของมัน และไม่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใด ๆ ที่มองเห็น ไม่มีจอแสดงผล ระบบสื่อสาร แม้แต่นาฬิกาบอกเวลา มีเพียงโต๊ะกลม เก้าอี้สามตัว และความเงียบที่หนักแน่นราวกับมีน้ำหนัก
ข้าพเจ้าใช้เวลาสักครู่ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม การไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกทำให้ข้าพเจ้าได้ยินเสียงการเต้นของหัวใจตัวเองชัดเจนผิดปกติ การไม่มีหน้าต่างทำให้ข้าพเจ้าสูญเสียความรู้สึกเรื่องเวลาอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าผ่านไปกี่นาทีหรือกี่ชั่วโมงตั้งแต่ข้าพเจ้าก้าวเข้ามาในห้องนี้
และแล้วประตูก็เปิดออกอีกครั้ง นายพลแห่งจักรวรรดิโอไรออนก้าวเข้ามาในห้อง และข้าพเจ้าใช้คำว่า "ก้าว" อย่างหลวม ๆ เพราะการเคลื่อนไหวของเขาคล้ายกับการเลื่อนไหลมากกว่าการเดิน
ร่างกายของเขาสูงประมาณสองเมตรครึ่ง สูงกว่ามนุษย์ทั่วไปมาก ถูกห่อหุ้มด้วยชุดควบคุมสภาพแวดล้อมสีดำที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นเครื่องแบบทหารหรือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเขา
ดวงตาของเขา หากจะเรียกมันว่าดวงตา เป็นเลนส์สีดำสนิทสองอันที่ข้าพเจ้าไม่สามารถอ่านอารมณ์ใด ๆ ได้ ไม่มีการกระตุกของกล้ามเนื้อ หากเขามีกล้ามเนื้อ
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสีผิว ไม่มีสัญญาณใด ๆ ที่มนุษย์ใช้ในการอ่านความรู้สึกของอีกฝ่าย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าเขากำลังโกรธ รู้สึกถูกคุกคาม รู้สึกดูถูกข้าพเจ้า หรือรู้สึกอะไรเลย
.
.
นี่คือหนึ่งในความท้าทายพื้นฐานที่สุด ของการทูตระหว่างดวงดาวที่ข้าพเจ้าต้องเรียนรู้ การเจรจากับสิ่งมีชีวิตที่ท่านไม่สามารถ "อ่าน" ได้ มนุษย์ใช้เวลาหลายล้านปีในการวิวัฒนาการความสามารถในการอ่านสีหน้า น้ำเสียง และภาษากายของมนุษย์ด้วยกัน มันคือรากฐานของความไว้วางใจและความร่วมมือทางสังคมของเรา
แต่ในกาแล็กซี ความสามารถนั้นไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ท่านกำลังเจรจากับสิ่งมีชีวิตที่อาจไม่มี "ใบหน้า" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ และแม้ว่าพวกเขาจะมีใบหน้า การแสดงออกทางอารมณ์ของพวกเขาอาจตรงกันข้ามกับมนุษย์โดยสิ้นเชิง
สิ่งที่มนุษย์แสดงออกเมื่อโกรธ การขมวดคิ้ว การจ้องตา อาจเป็นสัญญาณของความเป็นมิตรในวัฒนธรรมของพวกเขา และรอยยิ้มของมนุษย์ การแสดงออกถึงความเป็นมิตรและความจริงใจ อาจถูกตีความว่าเป็นการแสดงออกถึงความก้าวร้าวหรือการคุกคาม
.
.
ข้าพเจ้าเรียนรู้ทั้งหมดนี้จากประสบการณ์อันเจ็บปวดตลอดหลายปีก่อนหน้านี้ และในห้องนั้น ไม่มีทางรู้เลยว่านายพลกำลังคิดอะไรอยู่
เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่ถูกออกแบบมาสำหรับเขา ชุดควบคุมสภาพแวดล้อมเชื่อมต่อกับระบบของเก้าอี้โดยอัตโนมัติ มีเสียงฟู่เบา ๆ ของก๊าซที่ถูกปล่อยออกมา และจากนั้นเขาก็นั่งนิ่งสนิท ไม่ขยับตัว ไม่ส่งเสียง ไม่แสดงสัญญาณใด ๆ ว่าเขาพร้อมที่จะเริ่มการเจรจา
ข้าพเจ้าตระหนักว่าเขากำลังรอให้พูดก่อน และในการเจรจาระหว่างดวงดาว ฝ่ายที่พูดก่อนคือฝ่ายที่เสียเปรียบ เพราะการพูดก่อนคือการเปิดเผยจุดยืนของตนก่อนที่จะรู้จุดยืนของอีกฝ่าย
แต่ก็ไม่มีทางเลือก ข้าพเจ้าเป็นฝ่ายเรียกประชุม เป็นฝ่ายที่ต้องการบางสิ่งจากอีกฝ่าย และเป็นฝ่ายที่อ่อนแอกว่าในทุกมิติของการเจรจานี้ … ข้าพเจ้าจึงเริ่มพูด
.
.
ข้าพเจ้าจะไม่บันทึกบทสนทนาทั้งหมดในห้องนั้นไว้ในหนังสือเล่มนี้ ส่วนหนึ่งเพราะให้คำมั่นสัญญากับอีกฝ่ายว่าจะเก็บรายละเอียดบางอย่างเป็นความลับ และการรักษาคำมั่นสัญญาคือสิ่งเดียวที่แยกนักการทูตออกจากนักโกหก แต่อีกส่วนหนึ่งเพราะไม่ต้องการให้บันทึกนี้กลายเป็น "คู่มือ" สำหรับนักการทูตรุ่นหลังที่อาจนำไปใช้โดยไม่เข้าใจบริบท
การทูตไม่ใช่วิทยาศาสตร์ที่มีสูตรสำเร็จตายตัว มันคือศิลปะที่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บุคคล และจังหวะเวลา การบันทึกบทสนทนาโดยละเอียดอาจทำให้ผู้อ่านในอนาคตเข้าใจผิดว่าพวกเขาสามารถ "ลอกเลียนแบบ" สิ่งที่ข้าพเจ้าทำได้ และนั่นจะเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง
แต่ข้าพเจ้าจะบันทึกสาระสำคัญของการเจรจา และบทเรียนที่เรียนรู้จากมัน
.
.
ข้าพเจ้าเริ่มด้วยการแสดง "ความกังวล" เกี่ยวกับ "การมีอยู่ของบุคลากรและอุปกรณ์ของจักรวรรดิในระบบสุริยะโดยไม่มีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า"
เลือกใช้คำว่า "ความกังวล" แทนที่จะเป็น "การประท้วง" และ "การมีอยู่" แทนที่จะเป็น "ฐานทัพ" เพราะรู้ว่าการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเกินไป จะทำให้อีกฝ่ายปิดประตูการเจรจาทันที ในทางการทูตระหว่างดวงดาว
โดยเฉพาะสำหรับอารยธรรมที่อ่อนแอกว่า การเลือกถ้อยคำคือทุกสิ่ง คำที่รุนแรงเกินไปอาจถูกตีความว่าเป็นการคุกคามและนำไปสู่การตอบโต้
คำที่อ่อนเกินไปอาจถูกตีความว่าเป็นความกลัวและนำไปสู่การเอาเปรียบมากขึ้น ศิลปะของการทูตคือการหาจุดสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้ ถ้อยคำที่หนักแน่นพอจะแสดงให้เห็นว่าท่านจริงจัง แต่นุ่มนวลพอจะเปิดช่องให้อีกฝ่าย "ถอย" โดยไม่เสียหน้า
นายพลตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ถูกแปลผ่านระบบของสภา น้ำเสียงที่ราบเรียบไร้อารมณ์ ราวกับเครื่องจักรกำลังอ่านข้อความที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า เขาแสดงความเสียใจที่ความเข้าใจผิดนี้เกิดขึ้น
เขาใช้คำว่า "ความเข้าใจผิด" ไม่ใช่ "การละเมิดอธิปไตย" ไม่ใช่ "การรุกราน" ไม่ใช่ "การตั้งฐานทัพโดยไม่ได้รับอนุญาต"
เขาใช้คำว่า "ความเข้าใจผิด" ราวกับว่าการที่จักรวรรดิตั้งฐานทัพที่มีกำลังพลสองพันนายในระบบสุริยะของมนุษย์เป็นเพียง "การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน" ระหว่างสองฝ่าย
และจากนั้นเขาก็อธิบายว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าเรียกว่า "ฐานทัพ" แท้จริงแล้วคือ "สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์" ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ "ศึกษาสภาพธรณีวิทยาของดาวพลูโต" และ "เฝ้าระวังวัตถุใกล้โลกที่อาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์"
.
.
คำอธิบายที่ฟังดูสมเหตุสมผล หากท่านไม่รู้ว่าจักรวรรดิมีเทคโนโลยีที่สามารถตรวจจับวัตถุใกล้โลกได้จากระยะหลายร้อยปีแสง โดยไม่จำเป็นต้องตั้งฐานทัพบนดาวพลูโต
และหากท่านไม่รู้ว่าดาวพลูโตมีขนาดเล็กกว่าดวงจันทร์ของโลกและมีสภาพธรณีวิทยาที่ไม่น่าสนใจพอจะต้องใช้กำลังพลสองพันนายในการ "ศึกษา" และหากท่านไม่รู้ว่า "การเฝ้าระวังวัตถุใกล้โลก" ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ดักฟังที่สามารถเจาะเข้าถึงการสื่อสารของมนุษย์ทุกรูปแบบ
ข้าพเจ้ารู้ว่ากำลังถูกโกหก …และพวกเขาก็รู้ว่าข้าพเจ้ารู้
นี่คือช่วงเวลาที่นักการทูตทุกคนหวาดกลัว ช่วงเวลาที่ท่านต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับคำโกหกที่อีกฝ่ายพูดต่อหน้าท่านจะเปิดโปงมัน เสี่ยงต่อการทำให้อีกฝ่าย "เสียหน้า" และปิดประตูการเจรจาทั้งหมด หรือท่านจะ "เล่นตามบท" ยอมรับคำโกหกนั้นเพื่อรักษาช่องทางการเจรจาไว้ แต่ต้องแลกกับการที่ท่านกำลัง "ยอมรับ" คำโกหกนั้นเป็นความจริงโดยปริยาย
ข้าพเจ้าเลือกอย่างหลัง ไม่ใช่เพราะขี้ขลาด แต่เพราะคำนวณแล้วว่าการเปิดโปงในขณะนั้นจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อมนุษย์ ข้าพเจ้าไม่มีหลักฐานมากพอจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าฐานทัพนั้นไม่ใช่สถานีวิจัย บันทึกการขนส่งเสบียงที่ข้าพเจ้ามีอาจถูกโต้แย้งได้ว่าคลาดเคลื่อนหรือถูกตีความผิด
.
.
ข้าพเจ้าไม่มีเทคโนโลยีในการตรวจสอบหน้างานว่ามีอะไรอยู่บนดาวพลูโตจริง ๆ และแม้ว่าจะมีหลักฐานที่แน่นหนา การเปิดโปงในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง โดยไม่มีพยานภายนอก สื่อ เวทีสาธารณะ ก็จะไม่มีผลใด ๆ นอกจากทำให้จักรวรรดิต้อง "ตอบโต้" เพื่อรักษาหน้า
ดังนั้นข้าพเจ้าจึง "ยอมรับ" คำอธิบายของนายพล แต่ไม่ได้ยอมรับโดยไม่มีการต่อรอง
ข้าพเจ้ากล่าวว่า "เข้าใจ" คำอธิบายของจักรวรรดิ แต่ในขณะเดียวกันก็ "หวัง" ว่าจักรวรรดิจะ "เข้าใจ" ความกังวลของมนุษย์เกี่ยวกับ "การมีอยู่ของบุคลากรต่างดาวในระบบสุริยะโดยไม่มีการปรึกษาหารือล่วงหน้า"
ข้าพเจ้าใช้คำว่า "หวัง" และ "เข้าใจ" แทนที่จะเป็น "เรียกร้อง" หรือ "ประท้วง" เพราะข้าพเจ้ากำลังให้ "บันได" แก่จักรวรรดิ ทางลงจากสถานการณ์ที่พวกเขาถูกจับได้ว่าละเมิดอธิปไตยของมนุษย์ โดยไม่ต้องยอมรับว่าพวกเขาทำผิด
และนายพล ซึ่งมีประสบการณ์ในการเจรจามากกว่าข้าพเจ้าหลายเท่า ก็เข้าใจทันทีว่าข้าพเจ้ากำลังทำอะไร เขาเสนอ "การประนีประนอม" ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
จักรวรรดิ "ยินดี" ที่จะลดจำนวนบุคลากรบน "สถานีวิจัย" ลง "เพื่อลดความกังวลของมนุษย์"
เขาใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือว่า "ลดจำนวน" โดยไม่ระบุตัวเลขที่แน่นอน "ยินดี" ที่จะแจ้งให้มนุษย์ทราบล่วงหน้าก่อนการ "ซ้อมรบ" ใด ๆ ในระบบสุริยะ
.
.
ข้อเสนอที่ไม่มีทางตรวจสอบได้เพราะมนุษย์ไม่มีเทคโนโลยีในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของยานรบที่ใช้ระบบพรางตัว และ "ยินดี" ที่จะ "พิจารณา" การปรับเปลี่ยนสถานะของ "สถานีวิจัย" ใน "อนาคตที่เหมาะสม" ถ้อยคำที่ไม่มีความหมายใด ๆ ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ
และในการแลกเปลี่ยน และนี่คือหัวใจของการเจรจาทั้งหมด จักรวรรดิ หวังว่ามนุษย์จะเข้าใจความจำเป็นในการ "รักษาความลับ" เกี่ยวกับ "สถานีวิจัย" นี้ เพื่อ "ไม่ให้เกิดความกังวลที่ไม่จำเป็นในหมู่ประชาคมระหว่างประเทศ"
นั่นคือข้อเรียกร้องที่แท้จริงของพวกเขา พวกเขาต้องการให้ข้าพเจ้าปกปิดเรื่องนี้
ข้าพเจ้านั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง นานพอจะทำให้นายพลต้องรอคอย แต่ไม่นานพอจะถูกตีความว่าเป็นการปฏิเสธ
และจากนั้นข้าพเจ้าก็ตอบว่า ข้าพเจ้า "เข้าใจ" ความกังวลของจักรวรรดิ และ "ตกลง" ที่จะไม่นำเรื่องนี้ขึ้นสู่สภากาแล็กซีในขณะนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าจักรวรรดิจะ "แสดงเจตนารมณ์ที่จริงใจ" ในการลดการมีอยู่ในระบบสุริยะตามที่ได้สัญญาไว้
นี่คือการเจรจา ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่คือการเต้นรำที่ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ขั้นตอนของกันและกัน ต่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกหกในจุดใด ต่างรู้ว่าตนกำลังถูกโกหกในจุดใด แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงเต้นรำต่อไป เพราะการหยุดเต้นรำหมายถึงการเผชิญหน้า และการเผชิญหน้าคือสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการ
.
.
ข้าพเจ้าไม่ได้ "ชนะ" ในการเจรจาครั้งนั้น เพียงแค่ "ไม่แพ้" และในกาแล็กซีนี้ สำหรับอารยธรรมเกิดใหม่อย่างเรา "การไม่แพ้" คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราสามารถหวังได้
การเจรจาสิ้นสุดลงหลังจากสามวัน สามวันในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง นาฬิกา การแบ่งกลางวันกลางคืน มีเพียงโต๊ะกลมและผู้แทนสามฝ่ายกับความเงียบที่ถูกขัดจังหวะด้วยคำพูดที่ถูกเลือกมาอย่างระมัดระวัง
สามวันที่แทบไม่ได้นอน เมื่อการเจรจายุติลงในแต่ละวัน ข้าพเจ้าถูกนำตัวไปยังห้องพักส่วนตัวที่ถูกจัดเตรียมไว้ใกล้กับห้องประชุม ห้องที่ไม่มีหน้าต่างเช่นกัน อุปกรณ์สื่อสาร การติดต่อกับภายนอก
ข้าพเจ้าใช้เวลาทั้งคืนในการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น วิเคราะห์ทุกคำพูดของนายพล พยายามคาดเดาว่าพรุ่งนี้เขาจะเสนออะไร และเตรียมการตอบสนองของข้าพเจ้า
เมื่อก้าวออกจากห้องที่ไม่มีหน้าต่างในวันสุดท้าย พร้อมกับ "ข้อตกลง" ที่ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของข้าพเจ้าเท่านั้น ไม่มีเอกสาร ลายเซ็น พยานภายนอก ข้าพเจ้ารู้สึกถึงความอ่อนล้าที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต
.
.
ข้าพเจ้ากลับไปยังสถานเอกอัครราชทูตโลก อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และนั่งลงที่โต๊ะทำงาน ใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการเขียนบันทึกส่วนตัวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น บันทึกที่ต่อมาจะถูกลบออกจากฐานข้อมูลกลางในปีที่ 503 พร้อมกับข้อมูลอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังจะเปิดเผยในหนังสือเล่มนี้
และเมื่อเขียนเสร็จ ก็ตระหนักถึงความจริงที่เจ็บปวดที่สุดจากการเจรจาครั้งนั้น
เรา "แพ้"
ฐานทัพบนดาวพลูโตยังคงอยู่ จักรวรรดิยังคงมีอำนาจเหนือระบบสุริยะของเรา ข้าพเจ้าไม่มีทางตรวจสอบได้ว่าพวกเขาทำตามสัญญาที่ให้ไว้ในห้องนั้นหรือไม่
และหากพวกเขาไม่ทำตามสัญญา ข้าพเจ้าก็ไม่มีทางบังคับให้พวกเขาทำตามได้ เพราะการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่สภากาแล็กซีจะหมายถึงการละเมิดข้อตกลงของข้าพเจ้าเอง และการละเมิดข้อตกลงจะทำให้จักรวรรดิมีข้ออ้างในการ "ลงโทษ" มนุษย์อย่างเปิดเผย
ข้าพเจ้าเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยความหวังว่าจะปกป้องอธิปไตยของมนุษย์ และเดินออกมาด้วยข้อตกลงที่ยอมรับการละเมิดอธิปไตยนั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของการทูตระหว่างดวงดาวสำหรับอารยธรรมเกิดใหม่ เราไม่ได้ "เจรจา" เรา "ยอมรับ" เราไม่ได้ "ต่อรอง" เรา "เอาตัวรอด" และเราไม่ได้ "ชนะ" เราเพียงแค่ "ไม่แพ้" ในวันนี้ และหวังว่าพรุ่งนี้เราจะแข็งแกร่งพอจะ "ไม่แพ้" อีกครั้ง
นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าต้องการเรียนรู้ และนี่คือความจริงที่ต้องการให้มนุษย์รุ่นหลังเข้าใจ ก่อนที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับห้องที่ไม่มีหน้าต่างของตนเอง
.
.
.
1.3 คำถามนำของบท:
การเจรจาฐานทัพบนดาวพลูโตสิ้นสุดลงในปีที่ 445 หลังการติดต่อครั้งแรก แต่คำถามที่มันทิ้งไว้กับข้าพเจ้าไม่ได้สิ้นสุดตามไปด้วย ตรงกันข้าม มันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามที่ลึกซึ้งและรบกวนจิตใจมากขึ้นทุกปีที่ผ่านไป
ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายเดือนหลังจากนั้น ในการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง ไม่ใช่เพียงเพื่อวิเคราะห์ความผิดพลาดทางเทคนิคของการเจรจาครั้งนั้น ว่า
ข้าพเจ้าควรใช้ถ้อยคำใดแทนถ้อยคำใด ควรเสนออะไรมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ ควรเงียบในช่วงเวลาใดและควรพูดในช่วงเวลาใด
แม้ว่าคำถามเชิงเทคนิคเหล่านี้จะมีความสำคัญ และข้าพเจ้าได้บันทึกบทเรียนจากมันไว้ในภาคผนวกท้ายบทนี้แล้วก็ตาม แต่คำถามที่รบกวนมากกว่านั้นคือคำถามที่อยู่เหนือไปกว่าเทคนิคการเจรจาใด ๆ
มันคือคำถามว่า "การทูต" คืออะไรกันแน่ ในกาแล็กซีที่เราไม่ได้เจรจากับมนุษย์ด้วยกัน
บนโลก ก่อนการติดต่อครั้งแรก เรามีประวัติศาสตร์การทูตระหว่างประเทศที่ยาวนานหลายพันปี นับตั้งแต่สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างนครรัฐลากาชกับอุมมาในเมโสโปเตเมียเมื่อ 4,500 ปีก่อน
ไปจนถึงการประชุมใหญ่ ณ กรุงเวียนนาปี ค.ศ. 1815 ที่กำหนดระเบียบการทูตสมัยใหม่ ไปจนถึงกฎบัตรสหประชาชาติปี ค.ศ. 1945 ที่พยายามสร้างระบบความมั่นคงร่วมกันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นัก
.
.
รัฐศาสตร์และนักการทูตบนโลกได้พัฒนาทฤษฎีและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างรัฐมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่ทั้งหมดนั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานพื้นฐานเดียวกัน: เรากำลังเจรจากับมนุษย์ด้วยกัน
เราอาจมีภาษาต่างกัน แต่เราสามารถเรียนรู้ภาษาของกันและกันได้ เพราะโครงสร้างสมองของมนุษย์ทุกคนมีกลไกการเรียนรู้ภาษาที่คล้ายคลึงกัน อาจมีวัฒนธรรมต่างกัน แต่เราสามารถเข้าใจวัฒนธรรมของกันและกันได้ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาจากครอบครัว มีความรัก ความโกรธ ความกลัว ความหวัง และความตายเป็นประสบการณ์ร่วมกัน
เราอาจมีผลประโยชน์ขัดแย้งกัน แต่สามารถเจรจาประนีประนอมกันได้ เพราะอย่างน้อยเราก็มีแนวคิดเรื่อง "การต่อรอง" และ "การประนีประนอม" ที่คล้ายคลึงกัน แนวคิดที่เกิดขึ้นจากวิวัฒนาการทางสังคมของมนุษย์ที่ต้องอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มและต้องหาทางออกจากความขัดแย้งโดยไม่ทำลายกลุ่มของตนเอง
.
.
แต่ในกาแล็กซี เราไม่มีแม้แต่สิ่งนั้น
อีกฝ่ายที่ท่านเจรจาด้วยอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการในมหาสมุทรแอมโมเนียเหลว บนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ที่กำลังจะตาย สภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากโลกจนมนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้
พวกเขาอาจมีระบบประสาทที่ทำงานบนพื้นฐานของซิลิกอนแทนคาร์บอน ซึ่งหมายความว่ากระบวนการคิดของพวกเขาอาจทำงานด้วยความเร็วที่แตกต่างจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หรืออาจทำงานในลักษณะที่ไม่ใช่ "การคิด" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจเลย
พวกเขาอาจสื่อสารผ่านการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้หากปราศจากเครื่องมือ และเมื่อเครื่องมือ "แปล" การสื่อสารนั้นเป็นภาษามนุษย์ เราไม่มีทางรู้ว่าเราเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดจริงหรือไม่
พวกเขาอาจมีอายุขัยยาวนานหลายร้อยหรือหลายพันปี ซึ่งหมายความว่า "ความอดทน" ของพวกเขาในการเจรจานั้นแตกต่างจากมนุษย์โดยสิ้นเชิง
สำหรับมนุษย์ การเจรจาที่ยืดเยื้อสิบปีคือการเจรจาที่ยาวนานเกินกว่าที่นักการทูตคนใดจะอยู่ในตำแหน่งได้ตลอดระยะเวลานั้น รัฐบาลเปลี่ยน รัฐมนตรีเปลี่ยน นโยบายเปลี่ยน
สำหรับทูราน สิบปีคือ "การเจรจาที่ค่อนข้างเร่งรีบ" สำหรับเน็กซัส สิบปีคือ "เสี้ยววินาที" ในกรอบเวลาของมัน และสำหรับลูมินา อารยธรรมพลังงานที่ดำรงอยู่มาแล้วกว่าสามล้านปี สิบปีอาจไม่มีความหมายใด ๆ เลย
พวกเขาอาจมีแนวคิดเรื่อง "ความจริง" ที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง
.
.
บนโลก เรามีสมมติฐานร่วมกัน แม้จะไม่ได้พูดออกมา ว่า "ความจริง" คือสิ่งที่สอดคล้องกับความเป็นจริงเชิงประจักษ์ สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานและการสังเกต สิ่งที่เป็นอิสระจากความเห็นหรือความเชื่อของปัจเจกบุคคล นี่คือรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และระบบกฎหมายที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน แต่นี่ไม่ใช่แนวคิดสากลในกาแล็กซี และข้าพเจ้าเรียนรู้สิ่งนี้ด้วยความเจ็บปวด
บางอารยธรรมในกาแล็กซีนี้มองว่า "ความจริง" คือสิ่งที่ถูกตกลงร่วมกันโดยผู้มีอำนาจ ไม่ใช่สิ่งที่สอดคล้องกับหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่คือสิ่งที่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในห้องนั้นประกาศว่าเป็นความจริง และทุกคนยอมรับเพราะไม่มีใครกล้าคัดค้าน
เมื่อจักรวรรดิเรียกฐานทัพบนดาวพลูโตว่า "สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์" พวกเขาไม่ได้ "โกหก" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ พวกเขากำลัง "สร้างความจริงใหม่" ตามอำนาจของพวกเขา และพวกเขาคาดหวังให้ข้าพเจ้า "ยอมรับ" ความจริงใหม่นั้น ไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าเชื่อ แต่เพราะข้าพเจ้าไม่มีอำนาจพอจะปฏิเสธ
.
.
บางอารยธรรมมองว่า "ความจริง" มีหลายระดับ สิ่งที่จริงสำหรับบุคคลหนึ่งอาจไม่จริงสำหรับอีกบุคคลหนึ่ง สิ่งที่จริงในวันนี้อาจไม่จริงในวันพรุ่งนี้
สิ่งที่จริงในบริบทหนึ่งอาจไม่จริงในอีกบริบทหนึ่ง สำหรับพวกเขา การถามว่า "ข้อตกลงนี้เป็นความจริงหรือไม่" เป็นคำถามที่ไร้ความหมายพอ ๆ กับการถามว่า "สีฟ้าสวยหรือไม่" มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มอง จากมุมไหน และในเวลาใด
และบางอารยธรรม เช่นซิลาเรีย ไม่มีแนวคิดเรื่อง "ความจริง" ในความหมายที่มนุษย์เข้าใจเลย สำหรับพวกเขา ทุกสิ่งคือการรับรู้ของทั้งหมด ไม่มีความแตกต่างระหว่าง "สิ่งที่เกิดขึ้นจริง" กับ "สิ่งที่ทั้งหมดรับรู้ว่าเกิดขึ้น" เพราะทั้งสองสิ่งคือสิ่งเดียวกันในเมื่อทั้งหมดคือหนึ่งเดียว
เมื่อผู้เจรจามีแนวคิดเรื่อง "ความจริง" ที่แตกต่างกันในระดับรากฐานเช่นนี้ เราจะ "เชื่อ" อีกฝ่ายได้อย่างไร เราจะ "ไว้ใจ" ได้อย่างไรว่าเมื่อพวกเขาพูดว่า "เราตกลง"
พวกเขาหมายความว่าพวกเขาจะทำตามสิ่งที่ตกลง และพวกเขาจะไม่เปลี่ยนการตีความข้อตกลงนั้นในวันพรุ่งนี้ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน
และเหนือสิ่งอื่นใด เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่ตกลงกันในวันนี้ ในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง บนดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากโลกหลายร้อยปีแสง จะมีความหมายใด ๆ ในวันพรุ่งนี้
ในกฎหมายระหว่างประเทศบนโลก เรามีหลักการสำคัญที่เรียกว่า Pacta Sunt Servanda "สนธิสัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตาม" เป็นหลักการที่ถือว่าเป็นรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งหมด หมายความว่าเมื่อรัฐลงนามในสนธิสัญญา พวกเขามีพันธะทางกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงนั้น ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
และหากพวกเขาไม่ปฏิบัติตาม พวกเขาจะถูกลงโทษโดยประชาคมระหว่างประเทศ ผ่านการคว่ำบาตร การประณาม หรือในกรณีร้ายแรง การใช้กำลังทหาร
.
.
แต่ในกาแล็กซี ใครจะเป็นผู้ลงโทษจักรวรรดิโอไรออนหากพวกเขาละเมิดข้อตกลงที่ทำกับมนุษย์
สภากาแล็กซี ที่จักรวรรดิมีสิทธิยับยั้งในคณะมนตรีความมั่นคงและมีคะแนนเสียง 5.0 ในสมัชชาใหญ่หรือ ศาลจักรวาล ที่คำพิพากษาต้องได้รับคะแนนเสียงสองในสามจากผู้พิพากษาที่ถูกแต่งตั้งโดยสภาเดียวกันหรือ กองกำลังรักษาสันติภาพ ที่มีกำลังพลห้าแสนนายและไม่สามารถปฏิบัติการโดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐสมาชิกหรือ
คำตอบคือไม่มีใคร
ในกาแล็กซีนี้ ไม่มี "ตำรวจ" ที่จะบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะผู้ที่ควรจะเป็นตำรวจคือผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของมหาอำนาจที่พวกเขาควรจะตรวจสอบ
ในกาแล็กซีนี้ "กฎหมายระหว่างประเทศ" ไม่ใช่กฎหมายในความหมายที่มนุษย์เข้าใจ มันไม่มีอำนาจบังคับ ไม่มีบทลงโทษที่แน่นอน และไม่มีกลไกในการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ
มันคือ "ข้อตกลงร่วมกัน" ที่ทุกฝ่ายยอมรับตราบเท่าที่มันสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตน และเพิกเฉยเมื่อมันไม่สอดคล้อง
.
.
นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าต้องเรียนรู้ และนี่คือความจริงที่ต้องการให้มนุษย์รุ่นหลังเข้าใจก่อนที่พวกเขาจะก้าวเข้าไปในห้องที่ไม่มีหน้าต่างของตนเอง
เพราะในกาแล็กซีนี้ การทูตไม่ใช่การเจรจาระหว่างผู้เท่าเทียมภายใต้กฎหมายที่เป็นกลาง มันคือการเจรจาระหว่างผู้ล่ากับเหยื่อ ภายใต้กฎหมายที่ผู้ล่าเป็นผู้กำหนด และการที่เหยื่อจะอยู่รอดได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ "ความยุติธรรม" หรือ "กฎหมาย" หรือ "ข้อตกลง" ที่ลงนามกัน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเหยื่อสามารถทำให้ผู้ล่า "ไม่อยาก" กินตนได้หรือไม่
และนั่นคือศิลปะที่แท้จริงของการทูตของผู้อ่อนแอ ไม่ใช่การเรียกร้องสิทธิที่เราไม่มีอำนาจจะบังคับใช้ ไม่ใช่การอ้างกฎหมายที่ไม่มีใครบังคับใช้กับผู้มีอำนาจ แต่มันคือการสร้างเงื่อนไขที่ทำให้อีกฝ่าย "เลือก" ที่จะไม่ทำร้ายเรา เพราะการทำร้ายเราจะก่อให้เกิดต้นทุนที่พวกเขาไม่ต้องการจ่าย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจ การเมือง ชื่อเสียง หรือความมั่นคง
นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามทำในห้องที่ไม่มีหน้าต่าง และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าจะวิเคราะห์ในบทนี้
ข้าพเจ้าจะพาท่านเข้าไปในห้องเจรจาที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่ใช่เพียงการเจรจากับจักรวรรดิบนดาวพลูโตที่เพิ่งเล่าให้ท่านฟัง แต่รวมถึงการเจรจากับซิลาเรียที่ข้าพเจ้าไม่สามารถแม้แต่จะทำให้อีกฝ่ายเข้าใจว่าข้าพเจ้ากำลังพูดอะไร เพราะแนวคิดพื้นฐานของเราแตกต่างกันในระดับที่แม้แต่ "การสื่อสาร" ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้
.
.
การเจรจากับลูมินาที่จบลงด้วยสงครามเย็น ที่ยังดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะเราไม่สามารถตกลงกันได้ว่า "อันตราย" คืออะไร เมื่อมนุษย์มองว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคือเครื่องมือสื่อสาร แต่อารยธรรมพลังงานบริสุทธิ์มองว่ามันคืออาวุธที่ทำร้ายร่างกายของพวกเขา
และการเจรจากับสมาคมพาณิชย์วาเลียน ที่ทุกข้อเสนอถูกประเมินด้วยอัลกอริทึมผลตอบแทนระยะยาว และไม่มีที่ว่างสำหรับ "ความไว้วางใจ" หรือ "ความปรารถนาดี" ในสมการของพวกเขา
และจากกรณีศึกษาเหล่านี้ ทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ ข้าพเจ้าจะสังเคราะห์หลักการของการทูตระหว่างดวงดาวสำหรับอารยธรรมเกิดใหม่ หลักการที่ข้าพเจ้าไม่ได้เรียนรู้จากตำราใด ๆ แต่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองตลอดสามสิบสามปีในตำแหน่งเอกอัครราชทูต
.
.
หลักการแรกคือ: จงรู้ว่าท่านไม่รู้อะไร
ก่อนที่ข้าพเจ้าจะก้าวเข้ามาสู่กาแล็กซี โดยคิดว่ารู้ว่าการทูตคืออะไร ข้าพเจ้าใช้เวลาสิบห้าปีในกระทรวงการต่างประเทศบนโลก เจรจาสนธิสัญญาการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างรัฐสมาชิกของสหพันธ์โลก และนำคณะผู้แทนไปยังการประชุมระหว่างประเทศหลายสิบครั้ง ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์
แต่เมื่อนั่งลงตรงข้ามกับสิ่งมีชีวิตที่หายใจก๊าซมีเทนและมีอายุนานพอจะจำสงครามที่เกิดขึ้นก่อนที่มนุษย์จะรู้จักเกษตรกรรม ก็ตระหนักว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย
นี่คือบทเรียนแรกและสำคัญที่สุด ท่านต้องเข้าสู่การเจรจาทุกครั้งด้วยความถ่อมตนทางญาณวิทยา การยอมรับว่าท่านไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร มีแนวคิดเรื่องความจริงและความไว้วางใจแบบไหน และมีเป้าหมายที่แท้จริงในการเจรจาครั้งนี้คืออะไร
การสันนิษฐานว่าอีกฝ่ายคิดเหมือนมนุษย์ เป็นความผิดพลาดที่นักการทูตจากอารยธรรมเกิดใหม่ทำอยู่เสมอ และเป็นความผิดพลาดที่อาจนำไปสู่หายนะ
.
.
หลักการที่สองคือ: จงรู้ว่าอีกฝ่ายรู้อะไรเกี่ยวกับท่าน
ในขณะที่ท่านกำลังพยายาม "อ่าน" อีกฝ่าย พวกเขาก็กำลัง "อ่าน" ท่านเช่นกัน และสำหรับอารยธรรมเก่าแก่ที่สังเกตการณ์มนุษย์มาก่อนการติดต่อครั้งแรกเป็นเวลาหลายร้อยปี พวกเขาอาจรู้จักมนุษย์ดีกว่าที่มนุษย์รู้จักตนเอง
พวกเขาอาจรู้ว่านักการทูตมนุษย์มีแนวโน้มที่จะรีบร้อน เพราะอายุขัยของเราสั้นและเราต้องการเห็นผลลัพธ์ภายในช่วงชีวิต
พวกเขาอาจรู้ว่าเรามีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ เพราะวิวัฒนาการของเราทำให้อารมณ์เป็นส่วนสำคัญของกระบวนการตัดสินใจ
พวกเขาอาจรู้ว่าเราให้ความสำคัญกับ "เกียรติยศ" และ "การรักษาหน้า" และอาจใช้สิ่งนั้นเป็นเครื่องมือในการควบคุมเรา
การรู้ว่าอีกฝ่ายรู้อะไรเกี่ยวกับท่าน คือการรู้ว่าพวกเขาจะใช้จุดอ่อนใดของท่านในการเจรจา และนั่นคือก้าวแรกสู่การป้องกันตนเองจากมัน
.
.
หลักการที่สามคือ: จงสร้าง "ต้นทุน" สำหรับการหักหลังท่าน
ในกาแล็กซีที่ไม่มีตำรวจมาบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ สิ่งเดียวที่ทำให้อีกฝ่ายรักษาสัญญาคือ "ต้นทุน" ที่พวกเขาจะต้องจ่ายหากพวกเขาไม่รักษาสัญญา
ต้นทุนนั้นอาจเป็นทางเศรษฐกิจ หากพวกเขาหักหลังเรา จะสูญเสียการเข้าถึงตลาด หรือทรัพยากรของเรา
ต้นทุนนั้นอาจเป็นทางการเมือง หากหักหลังเรา พันธมิตรของเราจะประณามในสภากาแล็กซีและทำให้พวกเขาสูญเสียคะแนนเสียงในการลงมติสำคัญ
ต้นทุนนั้นอาจเป็นชื่อเสียง หากพวกเขาหักหลังเรา อารยธรรมเกิดใหม่อื่น ๆ จะไม่ไว้วางใจพวกเขาอีก และจะสูญเสียอิทธิพลเหนืออารยธรรมเหล่านั้น
และต้นทุนนั้นอาจเป็นการทหาร หากเรามีกองทัพที่แข็งแกร่งพอจะทำให้พวกเขา "คิดหนัก" ก่อนจะโจมตี แม้ว่าเราจะไม่สามารถชนะสงครามได้ แต่หากสามารถทำให้สงครามนั้น "แพง" เกินกว่าที่จะยอมจ่าย พวกเขาอาจเลือกที่จะไม่เริ่มสงครามตั้งแต่แรก
นี่คือตรรกะของการถ่วงดุลอำนาจที่ใช้ได้แม้สำหรับอารยธรรมที่อ่อนแอที่สุด และนี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าพยายามทำตลอดสามสิบสามปี สร้างเงื่อนไขที่ทำให้มหาอำนาจ "เลือก" ที่จะไม่ทำร้ายมนุษย์ ไม่ใช่เพราะพวกเขารักเรา แต่เพราะการทำร้ายเราจะก่อให้เกิดต้นทุนที่พวกเขาไม่ต้องการจ่าย
.
.
และหลักการสุดท้าย ที่ข้าพเจ้าเรียนรู้ช้าที่สุดและเจ็บปวดที่สุด คือ บางครั้ง การไม่เจรจาเลย ก็ดีกว่าการเจรจาที่แย่
มีหลายครั้งในสามสิบสามปีที่ผ่านมาที่ข้าพเจ้าถูกกดดันให้ "เจรจา" ในสถานการณ์ที่มนุษย์ไม่มีอำนาจต่อรองใด ๆ เลย ที่การเจรจาจะนำไปสู่ข้อตกลงที่เราจะเสียเปรียบอย่างมหาศาล และข้อตกลงนั้นจะผูกมัดไปอีกหลายชั่วอายุคน ในสถานการณ์เช่นนั้น การปฏิเสธที่จะเจรจาอาจดีกว่าการยอมรับข้อตกลงที่แย่
ข้าพเจ้าเรียนรู้บทเรียนนี้จากการเจรจากับลูมินาที่ล้มเหลวในปีที่ 460 การเจรจาที่จะเล่าให้ท่านฟังในหัวข้อที่ 5 ของบทนี้ เมื่อลูมินาเรียกร้องให้มนุษย์หยุดใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งหมายถึงการถอยหลังกลับไปสู่ยุคก่อนเทคโนโลยี
ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะ "ไม่ตกลง" แม้ว่าการไม่ตกลงจะหมายถึงสงครามเย็นที่ดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน เพราะคำนวณแล้วว่าสงครามเย็น แม้จะอันตราย ก็ยังดีกว่าการยอมจำนนที่จะทำให้มนุษย์สูญเสียอนาคตทั้งหมดของเรา
.
.
นี่คือหลักการที่ข้าพเจ้าจะวิเคราะห์อย่างละเอียดในบทนี้ ไม่ใช่ในฐานะทฤษฎีที่สวยหรู แต่ในฐานะบทเรียนที่เรียนรู้ด้วยเลือดและน้ำตาตลอดสามสิบสามปีในตำแหน่งเอกอัครราชทูตมนุษย์คนแรกประจำสภากาแล็กซี
และหวังว่าเมื่อท่านอ่านบันทึกนี้ ในอีก 821 ปีหลังจากที่ข้าพเจ้าเสียชีวิต ท่านจะพบว่าบทเรียนเหล่านี้ยังคงมีประโยชน์ สำหรับการเจรจาที่ท่านจะต้องเผชิญในอนาคต
เพราะไม่ว่ากาแล็กซีจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน ไม่ว่ามนุษย์จะพัฒนาตนเองขึ้นไปถึงระดับ Kardashev I หรือ II หรือ III เราก็จะยังคงต้องเจรจา กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเรา กับผู้ที่แตกต่างจากเรา กับผู้ที่เราไม่เข้าใจ
และการที่จะอยู่รอดได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราแข็งแกร่งแค่ไหน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเราเจรจาเป็นหรือไม่
.
.
.
2. แฟ้มลับประจำบทที่ 8
ข้าพเจ้าเขียนบทนี้จากเอกสารหลายประเภทที่แตกต่างกันอย่างมากในแง่ของความน่าเชื่อถือ แหล่งที่มา และระดับความลับ
บางส่วนของเอกสารเหล่านี้ข้าพเจ้าเป็นผู้เขียนเองในช่วงเวลาต่าง ๆ ของการดำรงตำแหน่งสามสิบสามปี บางส่วนเป็นรายงานของหน่วยข่าวกรองที่ได้มาด้วยวิธีการที่ไม่สามารถเปิดเผยได้โดยไม่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลตกอยู่ในอันตราย
และบางส่วนเป็นเอกสารทางการของสภากาแล็กซีที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดว่า จะไม่เปิดเผยแหล่งที่มาหรือเนื้อหาบางส่วนต่อสาธารณะ
การรวบรวมเอกสารเหล่านี้ เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปีและเต็มไปด้วยอุปสรรค ข้าพเจ้าถูกปฏิเสธการเข้าถึงเอกสารสำคัญหลายฉบับ โดยหน่วยงานที่อ้างว่าข้าพเจ้า "ไม่มีสิทธิ์เข้าถึง" หรือ "ยังไม่ถึงกำหนดการปลดชั้นความลับ" หรือเพียงแค่ "เอกสารนั้นไม่มีอยู่จริง" ทั้งที่มีหลักฐานว่ามันมีอยู่
การที่ข้าพเจ้าสามารถรวบรวมเอกสารมาได้มากเท่านี้ เป็นผลมาจากความพยายามอย่างไม่ลดละและความช่วยเหลือจากผู้ที่เชื่อในสิ่งที่กำลังทำ ผู้ที่ไม่สามารถเอ่ยนามได้ในบันทึกนี้ แต่ขอแสดงความขอบคุณต่อพวกเขาไว้ ณ ที่นี้
.
.
▪️รหัสเอกสาร: GCA-DIPLO-0001
ข้าพเจ้าเป็นผู้กำหนดรหัสเอกสารนี้ด้วยตนเองตามระบบการจัดหมวดหมู่ของหอจดหมายเหตุกลางกาแล็กซี GCA ย่อมาจาก Galactic Central Archives DIPLO คือหมวดการทูต และ 0001 หมายความว่านี่คือเอกสารลำดับแรกในชุดนี้
การที่ข้าพเจ้าใช้รหัสของหอจดหมายเหตุ ทั้งที่เอกสารนี้ไม่เคยถูกเก็บรักษาในหอจดหมายเหตุอย่างเป็นทางการจนกระทั่งปีที่ 821 หลังการติดต่อครั้งแรกเมื่อมติสภากาแล็กซีที่ 8741 ปลดชั้นความลับ และสั่งให้เก็บรักษาบันทึกของข้าพเจ้าไว้ในหอจดหมายเหตุ
เป็นการตัดสินใจที่ข้าพเจ้าไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ข้าพเจ้าต้องการให้ผู้อ่านในอนาคตสามารถสืบค้นเอกสารนี้ได้ในระบบเดียวกับที่พวกเขาใช้สืบค้นเอกสารทางการอื่น ๆ ของสภา
.
•ชื่อเอกสารเต็ม: การวิเคราะห์การทูตระหว่างดวงดาว: ประเภทของการทูต พิธีสารทางการทูตระหว่างเผ่าพันธุ์ การเจรจาพหุภาคี การทูตบีบบังคับ และกรณีศึกษาการเจรจาที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว พร้อมบันทึกส่วนตัวของอาเรีย เวลคาน
ชื่อเอกสารนี้สะท้อนถึงลักษณะสองด้านของบทที่ 8 ที่ท่านกำลังอ่านอยู่ มันเป็นทั้ง "การวิเคราะห์" ในความหมายทางวิชาการ การพยายามสร้างกรอบทฤษฎี เพื่อทำความเข้าใจการทูตระหว่างดวงดาวอย่างเป็นระบบ และมันก็เป็น "บันทึกส่วนตัว" ของข้าพเจ้า
การบันทึกประสบการณ์ตรงที่ได้รับจากการเข้าร่วมการเจรจาครั้งสำคัญด้วยตนเอง ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าการผสมผสานสองสิ่งนี้ อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการบางคนว่า "ขาดความเที่ยงตรง" หรือ "มีอคติส่วนตัว" แต่ขอตอบข้อวิจารณ์นั้นล่วงหน้าไว้ดังนี้
ในกาแล็กซีที่ข้อมูลส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยมหาอำนาจและถูก "กรอง" ก่อนที่จะถึงสาธารณชน "ประสบการณ์ตรง" ของผู้ที่อยู่ในห้องเจรจาอาจเป็นหลักฐานที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุดที่เราจะหาได้
.
•ระดับความลับเดิม: CLASSIFIED-ALPHA (บันทึกการเจรจาลับ) / UNRESTRICTED (บทวิเคราะห์ทั่วไป)
การที่เอกสารฉบับเดียวกันมีสองระดับความลับที่แตกต่างกัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะประนีประนอมของบันทึกนี้ ข้าพเจ้าต้องการให้บทวิเคราะห์ทั่วไปเป็นสาธารณะและเข้าถึงได้สำหรับทุกคนที่สนใจศึกษาการทูตระหว่างดวงดาว
แต่ก็ตระหนักว่าบันทึกการเจรจาลับบางส่วนที่อ้างอิงถึงนั้นยังคงถูกจัดชั้นความลับ โดยสภากาแล็กซีหรือโดยมหาอำนาจที่เกี่ยวข้อง และการเปิดเผยเนื้อหาทั้งหมดอาจเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ทางการทูตที่ยังดำเนินอยู่หรือต่อความปลอดภัยของบุคคลที่ข้าพเจ้าให้สัญญาว่าจะปกป้อง
.
•ระดับ CLASSIFIED-ALPHA
เป็นระดับความลับสูงสุดลำดับที่สองในระบบการจัดชั้นความลับของสภากาแล็กซี รองจาก OMEGA-BLACK เท่านั้น
เอกสารที่ถูกจัดอยู่ในระดับนี้รวมถึงบันทึกการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคง รายงานข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของกาแล็กซี และสนธิสัญญาลับที่ไม่ได้จดทะเบียนต่อสำนักงานสนธิสัญญา
การที่ข้าพเจ้าสามารถเข้าถึงเอกสารระดับนี้ได้บางส่วนเป็นผลมาจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตที่แม้จะมีคะแนนเสียงเพียง 0.3 แต่ก็ทำให้มีสิทธิร้องขอเข้าถึงเอกสารบางประเภทได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
.
•ระดับความลับปัจจุบัน: ปลดชั้นความลับตามมติสภากาแล็กซีที่ 8741 ยกเว้นบันทึกการเจรจาลับที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา
ข้าพเจ้าเขียนข้อความนี้ในปีที่ 472 หลังการติดต่อครั้งแรก โดยรู้ว่าบันทึกนี้จะถูกปิดผนึกเป็นเวลา 821 ปีตามความประสงค์สุดท้ายของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าไม่มีทางรู้ว่ามติสภากาแล็กซีที่ 8741 จะถูกผ่านในปีที่ 821 หรือไม่ หรือว่าบันทึกนี้จะถูกค้นพบและเปิดเผยหรือไม่ แต่เขียนข้อความนี้ราวกับว่ามันจะเกิดขึ้น เพราะต้องเชื่อว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นี้จะไปถึงมือของมนุษย์รุ่นหลังในสักวันหนึ่ง
ข้อยกเว้นสำหรับ "บันทึกการเจรจาลับที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา" เป็นการยอมรับความจริงที่ว่าข้อมูลบางอย่างที่เปิดเผยในบันทึกนี้อาจยังคงเป็นที่ถกเถียงหรือถูกปิดบังโดยผู้มีอำนาจแม้หลังจาก 821 ปีผ่านไป
ข้าพเจ้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกินไปเกี่ยวกับความเร็วที่ระบบราชการของกาแล็กซีจะปลดชั้นความลับของเอกสารที่มหาอำนาจต้องการให้คงเป็นความลับต่อไป
.
•วันที่บันทึก: รวบรวมจากหลายช่วงเวลาระหว่างปีที่ 438-472 หลังการติดต่อครั้งแรก
บทนี้ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลาเดียว แต่คือการรวบรวมและเรียบเรียงบันทึกที่ข้าพเจ้าเขียนขึ้นตลอดระยะเวลาสามสิบสามปีในตำแหน่งเอกอัครราชทูต
บางส่วนของบทนี้เขียนขึ้นในปีแรก ๆ ของการดำรงตำแหน่ง เมื่อยังเต็มไปด้วยอุดมคติและความหวังว่ามนุษย์จะสามารถหาที่ยืนในกาแล็กซีได้อย่างมีศักดิ์ศรี
บางส่วนเขียนขึ้นหลังจากความพ่ายแพ้ที่เจ็บปวด เมื่อตั้งคำถามกับทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อ และบางส่วนเขียนขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายของชีวิต เมื่อรู้ว่าเวลาเหลือน้อยและต้องรีบบันทึกทุกอย่างก่อนที่มันจะสายเกินไป
ผู้อ่านอาจสังเกตเห็นความแตกต่างของน้ำเสียงในส่วนต่าง ๆ ของบทนี้ บางส่วนเขียนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง บางส่วนเขียนด้วยน้ำเสียงที่ขมขื่นและผิดหวัง
ข้าพเจ้าขอให้ท่านเข้าใจว่านี่คือธรรมชาติของการเขียนที่เกิดขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ยาวนานและเต็มไปด้วยความผันผวนทางอารมณ์ ข้าพเจ้าไม่ได้แก้ไขความแตกต่างเหล่านี้ให้เรียบเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะต้องการให้บันทึกนี้สะท้อนความเป็นจริงของการเป็นนักการทูตมนุษย์คนแรกในกาแล็กซี
ความเป็นจริงที่ไม่ได้มีเพียงความสำเร็จหรือความล้มเหลวอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือส่วนผสมของทั้งสองสิ่ง ในสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
.
•ผู้จัดทำ: อาเรีย เวลคาน
ข้าพเจ้าลงนามในเอกสารนี้ด้วยนามตนเอง ไม่ใช่นามแฝงหรือตำแหน่งทางการ เพราะต้องการให้ผู้อ่านรู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังอ่านไม่ใช่ "รายงานทางการ" ที่ถูกกรองผ่านกระบวนการตรวจสอบของระบบราชการ แต่มันคือเสียงของมนุษย์คนหนึ่งที่ใช้เวลาทั้งชีวิตในการพยายามทำความเข้าใจกาแล็กซีที่เธอถูกโยนเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว และที่ต้องการแบ่งปันสิ่งที่เธอเรียนรู้กับมนุษย์รุ่นหลังก่อนที่เธอจะจากไป
.
•หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: สถานเอกอัครราชทูตโลก, กระทรวงการต่างประเทศสภากาแล็กซี, หอจดหมายเหตุสมาพันธ์เสรีดวงดาว, หอจดหมายเหตุจักรวรรดิโอไรออน
การที่ข้าพเจ้าระบุหน่วยงานทั้งสี่นี้ว่าเป็น "หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง" ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาให้ความร่วมมือหรือรับรองเนื้อหาของเอกสารนี้ ตรงกันข้าม หน่วยงานเหล่านี้หลายแห่งพยายามขัดขวางไม่ให้ข้าพเจ้าเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการ และบางแห่งอาจปฏิเสธว่าเอกสารที่ข้าพเจ้าอ้างอิงถึงนั้นมีอยู่จริง
.
•สถานเอกอัครราชทูตโลกเป็นหน่วยงานที่ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าและเป็นสถานที่ที่เขียนบันทึกส่วนใหญ่ในหนังสือเล่มนี้ หอจดหมายเหตุของสถานทูตมีเอกสารหลายพันฉบับที่รวบรวมมาตลอดสามสิบสามปี บางส่วนถูกทำลายหลังเสียชีวิต บางส่วนถูกยึดโดยสภากาแล็กซี และบางส่วนถูกเก็บรักษาไว้โดยผู้ที่ไว้วางใจให้ปกป้องมันจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม
•กระทรวงการต่างประเทศสภากาแล็กซีเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการประสานงานทางการทูตระหว่างอารยธรรมสมาชิกและการจัดเก็บเอกสารทางการทูตทั้งหมดของสภา ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในหอจดหมายเหตุของกระทรวงนี้เพื่อค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาในอดีต พิธีสารทางการทูต และบันทึกการประชุมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ข้าพเจ้ากำลังศึกษาอยู่
.
•หอจดหมายเหตุสมาพันธ์เสรีดวงดาวเป็นแหล่งข้อมูลที่มีค่ามากสำหรับการทำความเข้าใจมุมมองของสมาพันธ์ต่อประวัติศาสตร์การทูตระหว่างดวงดาว
ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงหอจดหมายเหตุนี้บางส่วนด้วยความช่วยเหลือจากโซเรน วัล ทูราน ผู้แทนถาวรแห่งสมาพันธ์ประจำสภากาแล็กซี ซึ่งแม้จะมีความเห็นแตกต่างในหลายประเด็น แต่ก็เคารพในความพยายามที่จะบันทึกประวัติศาสตร์นี้
•หอจดหมายเหตุจักรวรรดิโอไรออนเป็นแหล่งข้อมูลที่เข้าถึงได้ยากที่สุดและมีข้อจำกัดมากที่สุด ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้เข้าถึงเอกสารบางส่วนที่ถูกปลดชั้นความลับแล้วเท่านั้น และแม้แต่เอกสารเหล่านั้นก็ถูก "กรอง" อย่างหนักก่อนที่จะถูกส่งมาให้
ข้าพเจ้าไม่มีทางรู้ว่าเอกสารที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เห็นนั้นมีเนื้อหาอย่างไร แต่พยายามชดเชยช่องว่างนี้ด้วยการสัมภาษณ์บุคคลที่เคยทำงานใกล้ชิดกับจักรวรรดิและการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ
.
*หมายเหตุ: เอกสารนี้เป็นทั้งบันทึกทางวิชาการและบันทึกส่วนตัว บางส่วนเขียนขึ้นในช่วงที่ผู้บันทึกกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาที่ยังไม่สิ้นสุด อารมณ์และความคิดเห็นส่วนตัวอาจแทรกซึมอยู่ในเนื้อหา
ข้าพเจ้าเขียนบันทึกนี้ด้วยความตระหนักถึงข้อจำกัดของตนเอง ข้าพเจ้าไม่ใช่ "นักวิชาการ" ในความหมายที่เคร่งครัด แม้ว่าจะพยายามใช้วิธีการทางวิชาการในการวิเคราะห์และอ้างอิงแหล่งข้อมูลอย่างเป็นระบบ แต่ก็เป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ ความหวัง ความกลัว และอคติ
ข้าพเจ้าไม่สามารถแสร้งทำเป็นว่า "เป็นกลาง" ได้อย่างสมบูรณ์ ในเมื่อเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในเหตุการณ์ที่กำลังบันทึก
ข้าพเจ้าขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการอ่านบันทึกนี้ ตรวจสอบข้อมูลที่นำเสนอกับแหล่งข้อมูลอื่นเมื่อเป็นไปได้ และอย่าเชื่อสิ่งที่พูดเพียงเพราะข้าพเจ้าเป็นผู้พูด แต่อย่าด่วนปฏิเสธสิ่งที่พูดเพียงเพราะมันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านอยากจะเชื่อเช่นกัน
และเหนือสิ่งอื่นใด ขอให้ท่านจำไว้ว่าเบื้องหลังของทุกการวิเคราะห์ ทุกสถิติ และทุกการอ้างอิงแหล่งข้อมูลในบทนี้ มีมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะตายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า กำลังพยายามอย่างสุดกำลังที่จะทิ้งบางสิ่งไว้ให้แก่มนุษยชาติก่อนที่เธอจะจากไป
หากท่านพบข้อผิดพลาดในบันทึกนี้ ขอให้ท่านแก้ไขมัน หากท่านพบว่าข้าพเจ้าตีความบางสิ่งผิดพลาด ขอให้ท่านตีความใหม่ให้ถูกต้อง และหากท่านพบว่าบันทึกนี้มีประโยชน์ต่อการอยู่รอดของมนุษย์ในกาแล็กซี ขอให้ท่านส่งต่อมันให้แก่ผู้ที่ต้องการมัน
นั่นคือทั้งหมดที่ข้าพเจ้าหวังจากบันทึกนี้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา