•
22 ก.ย. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ห้ามล่าวาฬถาวร อนาคตที่ใกล้สดใสของวาฬในน่านน้ำไอซ์แลนด์

ไอซ์แลนด์กำลังเตรียมออกกฎหมาย ‘ห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์อย่างถาวร’ ซึ่งหากเดินหน้าได้สำเร็จ จะเหลือเพียง นอร์เวย์ และ ญี่ปุ่น ที่ยังอนุญาตให้ล่าวาฬเพื่อการค้าอยู่
ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นทั้งที่ไอซ์แลนด์เพิ่งกลับมาเปิดฤดูล่าวาฬในปี 2026 หลังหยุดล่าไป 2 ปี โดยบริษัท ฮวาลูร์ (Hvalur) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการล่าวาฬรายสุดท้ายของประเทศ ได้รับโควตาล่าวาฬฟินสูงสุด 150 ตัวในปีนี้ และล่าไปแล้ว 90 ตัวภายในช่วงฤดูกาลนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กันยายน)
ซึ่งรัฐบาลไอซ์แลนด์เตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 เพื่อทบทวนกฎหมายล่าวาฬของประเทศ และพิจารณาการห้ามล่าวาฬในระยะยาว โดยมีทั้งประเด็นสวัสดิภาพสัตว์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้ประกอบการเข้ามาเกี่ยวข้อง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการตรวจสอบการล่าวาฬที่รัฐบาลสั่งทำในปี 2023 พบว่าวาฬบางตัวที่ถูกยิงด้วยฉมวกต้องใช้เวลานานถึงประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าจะหมดลมหายใจ อันเป็นข้อมูลสำคัญในการถกเถียงเรื่องวิธีการล่าวาฬและสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกใบอนุญาตที่เปิดทางให้บริษัทฮวาลูร์ดำเนินการล่าวาฬได้ถึงปี 2029 ทำให้การยุติอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นทันที และรัฐบาลต้องหาทางจัดการกับใบอนุญาตเดิมและผลทางกฎหมายที่ตามมา
ขณะเดียวกัน ความเห็นของคนไอซ์แลนด์เองก็ยังแบ่งกันอยู่ ผลสำรวจในเดือนมิถุนายน 2026 พบว่า 41 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยกับการล่าวาฬ ประมาณหนึ่งในสามสนับสนุน และอีก 26 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ตัดสินใจ
ในอดีตเนื่องจากไอซ์แลนด์เป็นประเทศเกาะที่เศรษฐกิจพึ่งพาประมงและการเกษตร มาตั้งแต่ยุคตั้งถิ่นฐาน การจับสัตว์ทะเลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตมายาวนาน วาฬถูกนำมาใช้ทั้งเป็นอาหาร ไขมัน และผลิตภัณฑ์จากร่างกาย
ช่วงหนึ่งเนื้อวาฬก็เป็นอาหารที่พบในไอซ์แลนด์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะวาฬมิงก์ และมีวิธีถนอมอาหารแบบดั้งเดิมของตัวเองด้วย เช่น ‘hvalrengi’ ซึ่งทำจากส่วนไขมันบริเวณท้องของวาฬ
พูดง่ายๆ คือ ในอดีตวาฬเป็นทรัพยากรอาหารจากทะเล เช่นเดียวกับปลา
ยุคต่อมา ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เนื้อวาฬจำนวนมากถูกส่งออก โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ซึ่งกลายเป็นตลาดสำคัญสำหรับเนื้อวาฬฟินของไอซ์แลนด์ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้การล่าวาฬเปลี่ยนจากเรื่องของอาหารพื้นบ้าน มาเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีเรือ บริษัท โรงงานแปรรูป และตลาดต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง
แต่ปัจจุบันตลาดเนื้อวาฬในญี่ปุ่นหดตัวลงอย่างมาก จากความต้องการประมาณ 233,000 ตันในปี 1962 เหลือเพียงราว 1,000 - 2,000 ตันในปี 2021 - 2022 ที่แม้แต่เจ้าของบริษัทฮวาลูร์เองยังยอมรับว่า ความต้องการมันน้อยจนไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายการออกเรือ
พอความต้องการน้อย ตลาดแคบลง แถมบริษัทที่จัดการเรื่องนี้มีเพียงรายเดียวแล้ว มันเลยเป็นเรื่องชวนคิดต่อว่า อุตสาหกรรมที่เคยมีเหตุผลทางเศรษฐกิจในอดีต ยังมีเหตุผลให้ต้องเดินต่อไปหรือไม่
หากไอซ์แลนด์ยุติการล่าได้สำเร็จ ประเทศที่ยังล่าวาฬเชิงพาณิชย์จะเหลือเพียงนอร์เวย์กับญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศเดินอยู่บนเส้นทางที่แตกต่างกัน
นอร์เวย์คัดค้านมาตรการระงับการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของคณะกรรมการล่าวาฬระหว่างประเทศ (IWC) ตั้งแต่แรก และยังคงกำหนดโควตาล่าวาฬมิงก์ของตัวเอง
ขณะที่ญี่ปุ่นเลือกถอนตัวจาก IWC ในปี 2019 และกลับมาล่าวาฬเชิงพาณิชย์ภายในน่านน้ำของตัวเองในปีเดียวกัน
ส่วนไอซ์แลนด์มีประวัติซับซ้อนกว่า เพราะเคยถอนตัวจาก IWC ในปี 1992 ก่อนกลับเข้าเป็นสมาชิกอีกครั้งในปี 2002 พร้อมข้อสงวนต่อมาตรการห้ามล่าวาฬเชิงพาณิชย์ ทำให้ประเทศสามารถกลับมาล่าวาฬได้
มาตรการระงับการล่าวาฬเชิงพาณิชย์ของ IWC เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในปี 1982 และมีผลตั้งแต่ฤดูล่าวาฬปี 1985/86 หลังอุตสาหกรรมล่าวาฬในศตวรรษที่ 20 ทำให้ประชากรวาฬหลายชนิดลดลงอย่างหนัก
ผ่านมากว่า 40 ปี มาตรการนี้ยังคงเป็นกรอบสำคัญของการจัดการล่าวาฬทั่วโลก แต่ยังมีช่องทางทางกฎหมายที่ทำให้บางประเทศสามารถล่าต่อได้
อ้างอิง
Iceland and commercial whaling https://iwc.int/iceland
Time to Act on the Evidence: Iceland’s Critical Juncture for Whaling https://uk.whales.org/wp-content/uploads/sites/6/2023/12/iceland-critical-juncture-whaling.pdf
โฆษณา