•
22 ก.ย. เวลา 04:05 • นิยาย เรื่องสั้น

แผนที่อำนาจที่แท้จริง — กลุ่มการเมืองในสภา[รัฐศาสตร์จักรวาล]

▪️กลุ่มสมาพันธ์: ประมาณ 19 เสียง
หากท่านต้องการเข้าใจการเมืองภายในสภากาแล็กซีอย่างแท้จริง ท่านต้องหยุดมองสภาในฐานะที่ประชุมของอารยธรรมอิสระหกสิบเจ็ดแห่ง ที่แต่ละแห่งตัดสินใจอย่างเป็นอิสระบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติของตน
แต่มันคือสนามประลองของกลุ่มการเมืองที่ต่อสู้กันเพื่อควบคุมทิศทางของกาแล็กซี และกลุ่มที่ทรงพลังที่สุดกลุ่มแรกคือกลุ่มสมาพันธ์
กลุ่มสมาพันธ์ประกอบด้วยสมาชิกของสมาพันธ์เสรีดวงดาวและอารยธรรมที่ฝักใฝ่ในอุดมการณ์ประชาธิปไตยและเสรีภาพ พวกเขามีคะแนนเสียงรวมกันประมาณสิบเก้าเสียงจากทั้งหมดหกสิบเจ็ดเสียงในสภา
แม้จะน้อยกว่ากลุ่มจักรวรรดิที่มีประมาณยี่สิบเอ็ดเสียง แต่กลุ่มสมาพันธ์ก็มีอิทธิพลมหาศาลผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่กว้างขวางและการทูตสาธารณะที่ทรงประสิทธิภาพ
อุดมการณ์หลักของกลุ่มสมาพันธ์คือการต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ พวกเขามองว่าจักรวรรดิโอไรออนคือภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดต่อเสรีภาพในกาแล็กซี และพวกเขาทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการถ่วงดุลอำนาจของจักรวรรดิในทุกเวที ตั้งแต่สภากาแล็กซีไปจนถึงระบบดาวชายแดนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกข้าง
พวกเขาสนับสนุนสิทธิของอารยธรรมเกิดใหม่ อย่างน้อยก็ในทางทฤษฎี เพราะเห็นว่าอารยธรรมเกิดใหม่คือพันธมิตรโดยธรรมชาติในการต่อต้านการขยายอำนาจของจักรวรรดิ
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าจะสนับสนุนอารยธรรมเกิดใหม่ทุกแห่งอย่างไม่มีเงื่อนไข พวกเขาจะสนับสนุนเฉพาะอารยธรรมที่พวกเขามองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการถ่วงดุลอำนาจกับจักรวรรดิเท่านั้น
.
.
พวกเขาต้องการจำกัดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิยับยั้งที่ทำให้จักรวรรดิสามารถขัดขวางการตัดสินใจใด ๆ ก็ตามที่ไม่ต้องการ พวกเขาเสนอการปฏิรูประบบนี้มาหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะจักรวรรดิใช้สิทธิยับยั้งในการขัดขวางการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับสิทธิยับยั้งนั่นเอง
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของกลุ่มสมาพันธ์คือวินัยในการลงคะแนนที่สูงมาก สมาชิกของกลุ่มสมาพันธ์จะลงคะแนนตามมติของกลุ่มในญัตติสำคัญเกือบทุกครั้ง
ความแตกแยกภายในกลุ่มเกิดขึ้นน้อยมาก และเมื่อเกิดขึ้น มันมักจะถูกจัดการอย่างรวดเร็วผ่านการประชุมภายในก่อนที่มันจะปรากฏต่อสาธารณะ
.
.
วินัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มันคือผลผลิตของระบบการตัดสินใจภายในของสมาพันธ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างเอกภาพทางการเมือง ก่อนที่ญัตติสำคัญใด ๆ จะถูกนำเข้าสู่การลงคะแนนในสภา สมาชิกของกลุ่มสมาพันธ์จะประชุมกันล่วงหน้าเพื่อหารือและกำหนดจุดยืนร่วมกัน
การประชุมเหล่านี้อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ และเต็มไปด้วยการต่อรองและการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างสมาชิก แต่เมื่อการประชุมสิ้นสุดลงและมีการลงมติภายในกลุ่มแล้ว สมาชิกทุกคนจะต้องลงคะแนนตามมตินั้นในการลงคะแนนจริงในสภา
การละเมิดวินัยของกลุ่มเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่มีราคาที่ต้องจ่ายสูงมาก สมาชิกที่ลงคะแนนผิดไปจากมติของกลุ่มอาจถูกลงโทษด้วยการถูกตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้า
การถูกกีดกันออกจากตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการ หรือในกรณีร้ายแรง การถูกขับออกจากกลุ่ม ซึ่งจะทำให้พวกเขาสูญเสียเครือข่ายพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในกาแล็กซี
แต่จุดอ่อนที่สำคัญของกลุ่มสมาพันธ์ก็คือการขาดอำนาจยับยั้งที่เพียงพอในคณะมนตรีความมั่นคง แม้ว่าพวกเขาจะมีคะแนนเสียงรวมกันถึงสิบเก้าเสียงในสมัชชาใหญ่
แต่ในคณะมนตรีความมั่นคง พวกเขามีเพียงห้าที่นั่งเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะยับยั้งมติของจักรวรรดิได้หากจักรวรรดิตัดสินใจที่จะใช้สิทธิยับยั้งของตน
นโยบายของกลุ่มสมาพันธ์ต่อมนุษย์นั้นซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้งภายใน ในด้านหนึ่ง พวกเขามองว่ามนุษย์คือพันธมิตรโดยธรรมชาติในการต่อต้านจักรวรรดิ
.
.
เรามีอัตราการพัฒนาที่เร็วผิดปกติ มีจำนวนประชากรมากพอจะสร้างอารยธรรมที่แข็งแกร่งได้ในอนาคต และยังไม่ได้เลือกข้างอย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่ายังสามารถถูกดึงเข้ามาเป็นพันธมิตรของพวกเขาได้
แต่ในอีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็ระมัดระวังไม่ให้มนุษย์เข้มแข็งเกินไปจนกลายเป็นคู่แข่งของในอนาคต พวกเขาสนับสนุนให้มนุษย์มีสิทธิมากขึ้นในสภา เพราะนั่นจะเพิ่มน้ำหนักให้แก่กลุ่มของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่ต้องการให้มนุษย์มีคะแนนเสียงมากเกินไปจนสามารถท้าทายอำนาจของสมาชิกอาวุโสของกลุ่มได้
ในการลงคะแนนญัตติ 4782 กลุ่มสมาพันธ์ลงคะแนนสนับสนุนเป็นเอกฉันท์ตามมติของกลุ่ม สิบเก้าเสียงจากทั้งหมดสิบเก้าเสียง แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าการสนับสนุนนี้ไม่ได้มาจากความเชื่อในหลักการแห่งความเสมอภาค แต่มันมาจากการคำนวณทางการเมืองที่เยือกเย็นว่าหากมนุษย์มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น
เราก็จะมีน้ำหนักมากขึ้นในสภา และน้ำหนักนั้นอาจถูกใช้ในการสนับสนุนสมาพันธ์ในการต่อสู้กับจักรวรรดิในอนาคต
.
.
และข้าพเจ้าก็รู้ด้วยว่า หากวันหนึ่งการสนับสนุนมนุษย์กลายเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของสมาพันธ์ พวกเขาก็จะถอนการสนับสนุนนั้นโดยไม่ลังเล เช่นเดียวกับที่เคยทำกับอารยธรรมเกิดใหม่อื่น ๆ ในอดีต
นี่คือธรรมชาติของพันธมิตรในกาแล็กซี มันไม่ได้ตั้งอยู่บนความรักหรือความเป็นมิตร แต่มันตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน และเมื่อผลประโยชน์นั้นหมดลง พันธมิตรก็จะสิ้นสุดตามไปด้วย
ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับกลุ่มสมาพันธ์โดยไม่ไว้ใจพวกเขาอย่างเต็มที่
ข้าพเจ้ารับการสนับสนุนของพวกเขาเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ และก็เตรียมพร้อมสำหรับวันที่พวกเขาอาจถอนการสนับสนุนนั้นเมื่อใดก็ตามที่ผลประโยชน์เปลี่ยนไป
.
.
▪️กลุ่มจักรวรรดิ: ประมาณ 21 เสียง
หากกลุ่มสมาพันธ์คือพลังแห่งการกระจายอำนาจและการต่อต้านการรวมศูนย์ กลุ่มจักรวรรดิคือพลังแห่งระเบียบและการรวมศูนย์อำนาจที่ทรงพลังที่สุดในสภากาแล็กซี
พวกเขามีคะแนนเสียงรวมกันประมาณยี่สิบเอ็ดเสียง มากกว่ากลุ่มสมาพันธ์เล็กน้อย และนั่นทำให้เป็นกลุ่มการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสภา
แกนกลางของกลุ่มจักรวรรดิคือจักรวรรดิโอไรออนเอง พร้อมด้วยอารยธรรมที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองหรือในเขตอิทธิพลของจักรวรรดิ และอารยธรรมที่เลือกเป็นพันธมิตรกับจักรวรรดิเพราะเห็นว่าการอยู่ภายใต้ร่มเงาของมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในกาแล็กซีคือหลักประกันความอยู่รอดที่ดีที่สุด
อุดมการณ์หลักของกลุ่มจักรวรรดิคือการสนับสนุนระเบียบและการรวมศูนย์อำนาจ พวกเขามองว่ากาแล็กซีคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยความโกลาหลและอันตราย และหนทางเดียวที่จะรักษาสันติภาพและเสถียรภาพได้คือการมีรัฐบาลกลางที่แข็งแกร่งพอจะบังคับใช้กฎหมายและลงโทษผู้ที่ละเมิดมัน
.
.
พวกเขาต้องการขยายอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคง ไม่ใช่จำกัดมันอย่างที่กลุ่มสมาพันธ์ต้องการ พวกเขาเห็นว่าคณะมนตรีความมั่นคงคือเครื่องมือที่จำเป็นในการรักษาสันติภาพในกาแล็กซี และการจำกัดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงจะนำไปสู่การไร้ระเบียบและสงคราม
พวกเขาต้องการชี้นำอารยธรรมเกิดใหม่ ไม่ใช่ปล่อยให้พัฒนาไปตามลำพังอย่างที่กลุ่มสมาพันธ์เสนอ พวกเขาเห็นว่าอารยธรรมเกิดใหม่ยังไม่พร้อมจะปกครองตนเอง และการปล่อยให้มีสิทธิมีเสียงเท่าเทียมกับอารยธรรมที่ก้าวหน้ากว่าจะนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดและเป็นอันตรายต่อกาแล็กซีทั้งหมด
จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของกลุ่มจักรวรรดิคือวินัยในการลงคะแนนที่สูงมากจนแทบจะสมบูรณ์แบบ ในประวัติศาสตร์สี่พันปีของสภากาแล็กซี แทบไม่มีกรณีใดเลยที่สมาชิกของกลุ่มจักรวรรดิลงคะแนนผิดไปจากมติของกลุ่ม
นี่ไม่ใช่เพราะพวกเขาทั้งหมดเห็นด้วยกับทุกนโยบายของจักรวรรดิ แต่มันเป็นเพราะระบบการควบคุมภายในของจักรวรรดิที่เข้มงวดและไร้ความปรานี
.
.
ผู้แทนจากอารยธรรมในกลุ่มจักรวรรดิไม่ใช่ผู้แทนอิสระที่สามารถตัดสินใจตามมโนธรรมของตนเอง แต่พวกเขาคือข้าราชการที่ได้รับคำสั่งจากเบื้องบนและต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นอย่างเคร่งครัด
ผู้แทนที่ลงคะแนนผิดไปจากคำสั่งจะถูกเรียกตัวกลับและถูกแทนที่ด้วยผู้ที่เชื่อฟังมากกว่า และในกรณีร้ายแรง อาจถูกลงโทษด้วยการถูกเนรเทศหรือถูกจำคุก
ข้าพเจ้าเคยสนทนากับผู้แทนจากอารยธรรมหนึ่งในกลุ่มจักรวรรดิเป็นการส่วนตัว ในการสนทนาที่เกิดขึ้นในห้องรับรองของสภาหลังจากการประชุมสิ้นสุดลง เขายอมรับกับข้าพเจ้าว่าเขาไม่เห็นด้วยกับนโยบายของจักรวรรดิในหลายประเด็น แต่ไม่สามารถลงคะแนนคัดค้านได้เพราะกลัวผลที่ตามมาต่อตนเองและครอบครัว
.
.
นี่คือธรรมชาติของอำนาจในกลุ่มจักรวรรดิ มันไม่ได้ตั้งอยู่บนความสมัครใจหรือความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ แต่มันตั้งอยู่บนความกลัว
จุดอ่อนของกลุ่มจักรวรรดิคือพวกเขาถูกมองว่าเป็นผู้กดขี่โดยอารยธรรมเกิดใหม่และอารยธรรมขนาดเล็กจำนวนมาก
การปราบปรามการกบฏของคาลดราสอย่างโหดเหี้ยมในปีที่ 847 แห่งศักราชกาแล็กซีซึ่งข้าพเจ้าได้บันทึกไว้ในบทที่ 7 ยังคงเป็นบาดแผลในความทรงจำของอารยธรรมจำนวนมาก และทำให้พวกเขาไม่ไว้ใจจักรวรรดิแม้ว่าอาจยอมรับความช่วยเหลือหรือการคุ้มครองจากจักรวรรดิก็ตาม
นโยบายของกลุ่มจักรวรรดิต่อมนุษย์คือการควบคุมการพัฒนาของเรา พวกเขาเห็นว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะกลายเป็นภัยคุกคามในอนาคต เพราะเรามีอัตราการพัฒนาที่เร็วผิดปกติ มีจำนวนประชากรมาก และมีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล
พวกเขาเสนอการคุ้มครองแก่มนุษย์ โดยอ้างว่าต้องการปกป้องเราจากภัยคุกคามภายนอกและช่วยให้เราพัฒนาอย่างมั่นคงและเป็นระบบ
แต่ในความเป็นจริง ข้อเสนอการคุ้มครองนี้คือเครื่องมือในการควบคุม พวกเขาต้องการให้มนุษย์อยู่ในเขตอิทธิพลของจักรวรรดิ เพื่อที่จะสามารถควบคุมการพัฒนาของเราและทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่อพวกเขาในอนาคต
.
.
ในการลงคะแนนญัตติ 4782 กลุ่มจักรวรรดิลงคะแนนคัดค้านเป็นเอกฉันท์ ยี่สิบเอ็ดเสียงจากทั้งหมดยี่สิบเอ็ดเสียง พวกเขาไม่ต้องการให้มนุษย์มีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น
เพราะนั่นจะทำให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นในสภาและยากต่อการควบคุมมากขึ้น และพวกเขาไม่ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้อารยธรรมเกิดใหม่อื่น ๆ เรียกร้องคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การคัดค้านของจักรวรรดิไม่ได้ทำให้ข้าพเจ้าประหลาดใจแต่อย่างใด ข้าพเจ้ารู้ตั้งแต่ก่อนที่จะยื่นญัตติว่าพวกเขาจะคัดค้าน และข้าพเจ้าก็เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ครั้งนี้
แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าไม่ได้คาดการณ์คือความสามารถของพวกเขาในการโน้มน้าวสมาชิกกลุ่มเป็นกลางให้เปลี่ยนจุดยืนในนาทีสุดท้าย ดังที่ข้าพเจ้าจะอธิบายในหัวข้อต่อไป
.
.
.
▪️กลุ่มเป็นกลาง: ประมาณ 7 เสียง
ในสภากาแล็กซีที่มีสมาชิกหกสิบเจ็ดอารยธรรมและคะแนนเสียงรวมกันมากกว่าร้อยเสียง กลุ่มที่มีสมาชิกเพียงเจ็ดรายและมีคะแนนเสียงรวมกันไม่ถึงสิบเสียงอาจดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญทางการเมืองแต่อย่างใด แต่นั่นคือความเข้าใจที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง
กลุ่มเป็นกลางคือผู้ชี้ขาดในการลงคะแนนที่สูสีทุกครั้งในสภาแห่งนี้
พวกเขาไม่ใช่กลุ่มการเมืองในความหมายที่เคร่งครัด ไม่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ไม่มีโครงสร้างการตัดสินใจภายใน ไม่มีระเบียบวินัยในการลงคะแนน และไม่มีแม้แต่ชื่ออย่างเป็นทางการ
คำว่ากลุ่มเป็นกลางเป็นเพียงฉลากที่นักวิเคราะห์การเมืองในกาแล็กซีใช้เรียกอารยธรรมที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดและไม่ประกาศตัวเป็นพันธมิตรถาวรกับกลุ่มสมาพันธ์หรือกลุ่มจักรวรรดิ
สิ่งที่ผูกมัดพวกเขาเข้าด้วยกันไม่ใช่อุดมการณ์หรือผลประโยชน์ร่วมกัน แต่คือสถานการณ์ร่วมกัน พวกเขาล้วนเป็นอารยธรรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ในเขตกันชนระหว่างมหาอำนาจหรือในพื้นที่ที่ไม่มีทรัพยากรมีค่ามากพอจะดึงดูดความสนใจของมหาอำนาจ
พวกเขาไม่มีกองทัพที่แข็งแกร่งพอจะปกป้องตนเองจากการรุกราน ไม่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่พอจะต่อรองกับสมาคมพาณิชย์วาเลียนอย่างเท่าเทียม และไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอจะแข่งขันกับอารยธรรมเก่าแก่ได้
.
.
การอยู่รอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ โดยไม่ตกไปอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างสมบูรณ์
และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะเป็นกลาง
การเป็นกลางในสภากาแล็กซีไม่ใช่การประกาศจุดยืนทางอุดมการณ์ว่าตนไม่ต้องการมีส่วนร่วมในความขัดแย้งของมหาอำนาจ แต่มันคือกลยุทธ์การอยู่รอดที่ถูกคิดมาอย่างดี
การไม่เลือกข้างทำให้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามของมหาอำนาจที่พวกเขาเลือก และในขณะเดียวกันก็ทำให้สามารถรับผลประโยชน์จากทั้งสองฝ่ายได้
สมาชิกกลุ่มเป็นกลางแต่ละรายมีเอกลักษณ์และผลประโยชน์ของตนเอง บางแห่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีตแต่เสื่อมอำนาจลงหลังจากสงครามกาแล็กซีครั้งแรก และเลือกที่จะถอนตัวออกจากการต่อสู้ระหว่างมหาอำนาจเพื่อรักษาสิ่งที่เหลืออยู่
บางแห่งเป็นอารยธรรมเกิดใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ประชาคมดวงดาวและยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน บางแห่งเป็นอารยธรรมที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าและใช้ความเป็นกลางเป็นเกราะป้องกันไม่ให้มหาอำนาจเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้น
ความหลากหลายนี้คือทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของกลุ่มเป็นกลาง จุดแข็งคือพวกเขาไม่ได้ถูกผูกมัดด้วยอุดมการณ์หรือพันธะใด ๆ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจสูง
พวกเขาสามารถสนับสนุนสมาพันธ์ในญัตติหนึ่งและสนับสนุนจักรวรรดิในอีกญัตติหนึ่งได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกกล่าวหาว่าทรยศต่ออุดมการณ์
.
.
แต่จุดอ่อนคือพวกเขาแตกแยกง่ายและไม่มีวินัยในการลงคะแนน ในการลงคะแนนสำคัญแต่ละครั้ง สมาชิกกลุ่มเป็นกลางแต่ละรายจะตัดสินใจโดยอิสระบนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติของตน ไม่มีการประชุมล่วงหน้าเพื่อกำหนดจุดยืนร่วมกัน ไม่มีมติของกลุ่มที่สมาชิกต้องปฏิบัติตาม และไม่มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ลงคะแนนผิดไปจากสมาชิกคนอื่น ๆ
นี่คือช่องโหว่ที่มหาอำนาจใช้ในการโน้มน้าวหรือบีบบังคับสมาชิกกลุ่มเป็นกลางให้ลงคะแนนตามที่พวกเขาต้องการ
ก่อนการลงคะแนนสำคัญทุกครั้ง ทั้งกลุ่มสมาพันธ์และกลุ่มจักรวรรดิจะส่งผู้แทนไปพบกับสมาชิกกลุ่มเป็นกลางแต่ละรายเป็นการส่วนตัว พวกเขาจะเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ระบบดาวของสมาชิกคนนั้น เสนอความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี เสนอการคุ้มครองทางทหาร
หรือในทางกลับกัน ข่มขู่ว่าจะตัดความช่วยเหลือ ถอนการคุ้มครอง หรือเปิดโปงความลับบางอย่างหากสมาชิกคนนั้นลงคะแนนผิดพลาด
.
.
สมาชิกกลุ่มเป็นกลางแต่ละรายมีราคาของตนเอง บางคนอาจถูกซื้อด้วยข้อเสนอทางเศรษฐกิจที่พวกเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ บางคนอาจถูกข่มขู่ด้วยภัยคุกคามที่ไม่สามารถเพิกเฉยได้
และบางคนอาจถูกโน้มน้าวด้วยเหตุผลทางการเมืองว่าการลงคะแนนสนับสนุนหรือคัดค้านญัตติใดญัตติหนึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ระยะยาวของพวกเขา
นโยบายของกลุ่มเป็นกลางต่อมนุษย์นั้นยังไม่แน่ชัดและแตกต่างกันไปในแต่ละสมาชิก บางส่วนมองว่ามนุษย์คือพวกเดียวกัน เป็นอารยธรรมเกิดใหม่ที่กำลังเผชิญกับความท้าทายเดียวกัน และสมควรได้รับการสนับสนุนในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนในสภา
บางส่วนมองว่ามนุษย์คือภัยคุกคาม เพราะเรามีอัตราการพัฒนาที่เร็วผิดปกติ มีทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่ามหาศาล และอาจกลายเป็นมหาอำนาจใหม่ที่คุกคามความอยู่รอดของอารยธรรมขนาดเล็ก เช่นเดียวกับที่จักรวรรดิและสมาพันธ์ทำอยู่ในปัจจุบัน
ความไม่แน่นอนนี้คือสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องต่อสู้ในการหาเสียงสนับสนุนสำหรับญัตติ 4782 ข้าพเจ้าต้องโน้มน้าวสมาชิกกลุ่มเป็นกลางแต่ละรายว่าการสนับสนุนมนุษย์จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในระยะยาว โดยไม่ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าหมายของจักรวรรดิในระยะสั้น
และข้าพเจ้าก็ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวสมาชิกกลุ่มเป็นกลางบางส่วน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ดังที่ผลการลงคะแนน 35 ต่อ 32 ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน
.
.
.
▪️อารยธรรมที่ไม่สังกัดกลุ่ม
นอกจากกลุ่มสมาพันธ์ กลุ่มจักรวรรดิ และกลุ่มเป็นกลางแล้ว ยังมีอารยธรรมอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มใดเลย พวกเขาคือส่วนที่เหลือของสมการทางการเมืองในสภากาแล็กซี เป็นตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ และเป็นเหตุผลที่ทำให้การคาดการณ์ผลการลงคะแนนในญัตติสำคัญเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทำได้อย่างแม่นยำสมบูรณ์
อารยธรรมเหล่านี้มีที่มาที่หลากหลาย บางแห่งเป็นสมาชิกใหม่ที่เพิ่งได้รับสมาชิกภาพสมทบหรือสมาชิกภาพเต็มภายในระยะเวลาไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา และยังไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในเวทีการเมืองระหว่างดวงดาว
พวกเขายังอยู่ในช่วงเรียนรู้กลไกของสภา ยังอยู่ในช่วงสร้างเครือข่ายพันธมิตร และยังไม่พร้อมจะผูกมัดตนเองกับกลุ่มการเมืองใดกลุ่มหนึ่งอย่างถาวร
.
.
บางแห่งเป็นอารยธรรมที่เคยสังกัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมาก่อน แต่แยกตัวออกมาเพราะความขัดแย้งภายในหรือเพราะนโยบายของกลุ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของพวกเขา
การแยกตัวออกจากกลุ่มการเมืองใหญ่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากแต่ก็ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น และเมื่อมันเกิดขึ้น อารยธรรมนั้นจะพบว่าตนเองอยู่ในตำแหน่งที่โดดเดี่ยวและเปราะบาง
บางแห่งเป็นเสียงอิสระที่ลงคะแนนตามผลประโยชน์ในแต่ละญัตติโดยไม่ยึดติดกับอุดมการณ์หรือพันธะใด ๆ พวกเขาอาจสนับสนุนสมาพันธ์ในญัตติเกี่ยวกับการค้าเสรี
สนับสนุนจักรวรรดิในญัตติเกี่ยวกับความมั่นคง และงดออกเสียงในญัตติเกี่ยวกับการรับสมาชิกใหม่
การคาดการณ์ว่าพวกเขาจะลงคะแนนอย่างไรในญัตติใดญัตติหนึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ผลประโยชน์เฉพาะของพวกเขาอย่างละเอียด
ความคาดเดาไม่ได้ของอารยธรรมที่ไม่สังกัดกลุ่มคือสิ่งที่ทั้งกลุ่มสมาพันธ์และกลุ่มจักรวรรดิกลัวมากที่สุด ในการลงคะแนนที่สูสี ซึ่งคะแนนเสียงของทั้งสองกลุ่มใกล้เคียงกัน เสียงของอารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มอาจเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ได้ และเนื่องจากพวกเขาไม่มีพันธะกับกลุ่มใด การคาดการณ์ว่าพวกเขาจะลงคะแนนอย่างไรจึงเป็นเรื่องยาก
นี่คือเหตุผลที่ทั้งสองกลุ่มทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการโน้มน้าวอารยธรรมเหล่านี้ก่อนการลงคะแนนสำคัญทุกครั้ง
พวกเขาส่งผู้แทนไปพบปะเป็นการส่วนตัว เสนอข้อตกลงทางการค้าที่เอื้อประโยชน์ เสนอความช่วยเหลือทางเทคโนโลยี และในบางกรณี ข่มขู่ว่าจะตัดความช่วยเหลือหากพวกเขาลงคะแนนผิดพลาด
.
.
ในการลงคะแนนญัตติ 4782 อารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มที่เห็นใจมนุษย์ให้เสียงสนับสนุนห้าเสียง แต่ก็มีอีกจำนวนหนึ่งที่เลือกคัดค้านหรืองดออกเสียง การตัดสินใจของพวกเขาไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาเห็นด้วยกับหลักการที่ว่ามนุษย์ควรมีคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่
แต่มันขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์ของตนเองในขณะนั้น บางคนอาจได้รับข้อเสนอจากจักรวรรดิที่ดีกว่าข้อเสนอจากสมาพันธ์
บางคนอาจกลัวว่าการสนับสนุนมนุษย์จะทำให้พวกเขาสูญเสียความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการอยู่รอด และบางคนอาจเพียงแต่ไม่ต้องการดึงดูดความสนใจจากมหาอำนาจด้วยการเข้าไปเกี่ยวข้องกับญัตติที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง
ข้าพเจ้าเรียนรู้ที่จะไม่พึ่งพาเสียงของอารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มมากเกินไป เพราะพวกเขาคาดเดาไม่ได้และอาจเปลี่ยนจุดยืนได้ทุกเมื่อ แต่ข้าพเจ้าก็เรียนรู้ที่จะไม่เพิกเฉยต่อพวกเขาเช่นกัน เพราะในบางครั้ง เสียงเพียงไม่กี่เสียงของพวกเขาอาจเป็นความแตกต่างระหว่างชัยชนะกับความพ่ายแพ้
.
.
.
▪️ญัตติ 4782 กับแผนที่อำนาจ
หากท่านต้องการเข้าใจแผนที่อำนาจที่แท้จริงของสภากาแล็กซี ไม่มีอะไรจะสอนท่านได้ดีไปกว่าการศึกษาการลงคะแนนญัตติ 4782 อย่างละเอียด เพราะญัตตินี้ไม่ใช่แค่การลงคะแนนเกี่ยวกับคะแนนเสียงของมนุษย์ แต่มันคือการทดสอบดุลอำนาจในสภาที่เปิดโปงให้เห็นว่าใครมีอำนาจที่แท้จริง ใครเป็นพันธมิตรของใคร และใครคือผู้ชี้ขาดในการต่อสู้ระหว่างมหาอำนาจ
ก่อนการลงคะแนน แผนที่อำนาจในสภาแบ่งออกเป็นสี่ส่วนชัดเจน
ส่วนแรกคือ….กลุ่มสมาพันธ์ที่มีคะแนนเสียงประมาณสิบเก้าเสียง พวกเขาประกาศสนับสนุนญัตติ 4782 ตั้งแต่สัปดาห์แรก และไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนเลยตลอดหลายเดือนของการเตรียมการ
สาเหตุที่พวกเขาสนับสนุนไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อในความเสมอภาคระหว่างอารยธรรม แต่เพราะพวกเขาคำนวณแล้วว่าการเพิ่มคะแนนเสียงของมนุษย์จะเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่กลุ่มของพวกเขาในการถ่วงดุลอำนาจกับจักรวรรดิ มนุษย์ที่มีคะแนนเสียง 1.0 จะเป็นพันธมิตรที่มีน้ำหนักมากกว่ามนุษย์ที่มีคะแนนเสียง 0.3 อย่างมีนัยสำคัญ
.
.
ส่วนที่สองคือ….กลุ่มจักรวรรดิที่มีคะแนนเสียงประมาณยี่สิบเอ็ดเสียง พวกเขาประกาศคัดค้านญัตตินี้ตั้งแต่สัปดาห์แรกเช่นกัน และไม่เคยเปลี่ยนจุดยืนเลย
สาเหตุที่พวกเขาคัดค้านไม่ใช่เพราะพวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ไม่สมควรได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้น แต่เพราะพวกเขากลัวว่าหากมนุษย์ได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้น อารยธรรมเกิดใหม่อื่น ๆ จะใช้เป็นบรรทัดฐานในการเรียกร้องสิทธิของตนเอง และนั่นจะทำให้ดุลอำนาจในสภาที่จักรวรรดิรักษาไว้ได้ตลอดสี่พันปีเริ่มสั่นคลอน
.
ส่วนที่สามคือ….กลุ่มเป็นกลางเจ็ดเสียงและอารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มที่เหลือ พวกเขาคือผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจ และคือผู้ที่การต่อสู้ที่แท้จริงมุ่งเป้าไปที่พวกเขา
ข้าพเจ้าใช้เวลาหลายเดือนในการพบปะกับสมาชิกกลุ่มเป็นกลางและอารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มทีละราย อธิบายให้พวกเขาฟังว่าทำไมการสนับสนุนมนุษย์จึงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาในระยะยาว
ข้าพเจ้าไม่ได้มีทรัพยากรที่จะเสนอความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจหรือการคุ้มครองทางทหารให้แก่พวกเขาได้เหมือนอย่างที่มหาอำนาจทำ สิ่งที่มีคือเหตุผล
ข้าพเจ้าอธิบายว่าหากมนุษย์ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามเกณฑ์ไม่สามารถได้รับคะแนนเสียงที่ควรจะได้ แล้วอารยธรรมเกิดใหม่ใด ๆ จะมีความหวังอะไร ข้าพเจ้าอธิบายว่าการลงคะแนนสนับสนุนมนุษย์ในวันนี้คือการลงทุนในอนาคตที่ระบบคะแนนเสียงของสภาอาจถูกปฏิรูปให้เป็นธรรมมากขึ้น
ผู้แทนบางคนเห็นด้วยกับข้าพเจ้า พวกเขาให้คำมั่นสัญญาว่าจะสนับสนุนหรืออย่างน้อยก็จะงดออกเสียง แต่ข้าพเจ้ารู้ว่าคำมั่นสัญญาในสภานี้มีค่าเท่ากับกระดาษที่มันถูกเขียนลงไป หากไม่มีผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมมารองรับ
.
.
ในขณะเดียวกัน จักรวรรดิก็กำลังทำงานของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาส่งผู้แทนไปพบกับสมาชิกกลุ่มเป็นกลางทีละราย ไม่ใช่เพื่ออธิบายเหตุผลหรือหลักการ แต่เพื่อเสนอข้อตกลงที่เป็นรูปธรรม ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ระบบดาวที่กำลังประสบปัญหา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลของพวกเขาต้องการมานาน การรับประกันความปลอดภัยจากภัยคุกคามที่พวกเขากำลังเผชิญ
และในบางกรณี พวกเขาเพียงแค่บอกให้สมาชิกกลุ่มเป็นกลางรู้ว่าจักรวรรดิกำลังจับตามองอยู่ และการลงคะแนนสนับสนุนมนุษย์จะถูกจดจำ
สามเดือนก่อนการลงคะแนน ข้าพเจ้ามีเสียงสนับสนุนที่มั่นคงยี่สิบเจ็ดเสียง ประกอบด้วยกลุ่มสมาพันธ์สิบเก้าเสียง กลุ่มเป็นกลางสามเสียง และอารยธรรมไม่สังกัดกลุ่มห้าเสียง เสียงคัดค้านที่มั่นคงมีประมาณยี่สิบห้าเสียง ประกอบด้วยกลุ่มจักรวรรดิยี่สิบเอ็ดเสียงและกลุ่มเป็นกลางสี่เสียงที่ถูกจักรวรรดิโน้มน้าวไปแล้ว
.
.
ที่เหลืออีกสิบห้าเสียงยังไม่ตัดสินใจ และการต่อสู้เพื่อสิบห้าเสียงนี้คือการต่อสู้ที่แท้จริง
ในช่วงสามเดือนสุดท้ายก่อนการลงคะแนน
ทั้งสองฝ่ายใช้ทุกเครื่องมือที่มี จักรวรรดิเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อระบบดาวของสมาชิกกลุ่มเป็นกลางที่ยังไม่ตัดสินใจ พวกเขาขู่ว่าจะยกเลิกข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่หากสมาชิกคนนั้นลงคะแนนสนับสนุนมนุษย์ สมาพันธ์ตอบโต้ด้วยการเสนอข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ที่จะชดเชยความสูญเสียหากสมาชิกคนนั้นถูกจักรวรรดิคว่ำบาตร
การต่อสู้ดำเนินไปจนถึงนาทีสุดท้ายก่อนการลงคะแนน
เมื่อถึงวันลงคะแนน สิบห้าเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจแตกออกเป็นสองกลุ่ม แปดเสียงเลือกคัดค้านและเจ็ดเสียงเลือกสนับสนุน เมื่อรวมกับเสียงที่ประกาศจุดยืนไว้แล้ว ผลลัพธ์คือ 35 ต่อ 32 ญัตติถูกปฏิเสธ
.
.
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้เปิดโปงให้เห็นความจริงหลายประการเกี่ยวกับแผนที่อำนาจในสภากาแล็กซี
ประการแรก …มันแสดงให้เห็นว่ากลุ่มเป็นกลางคือผู้ชี้ขาดที่แท้จริงในสภา แม้ว่าพวกเขาจะมีคะแนนเสียงรวมกันเพียงเล็กน้อย แต่ในการลงคะแนนที่สูสี พวกเขาคือผู้ที่ตัดสินผลลัพธ์ และนั่นคือเหตุผลที่ทั้งสองกลุ่มทุ่มเททรัพยากรมหาศาลในการโน้มน้าวพวกเขา
ประการที่สอง …มันแสดงให้เห็นว่าจักรวรรดิยังคงมีอำนาจในการโน้มน้าวหรือบีบบังคับสมาชิกกลุ่มเป็นกลางได้มากกว่าสมาพันธ์ แม้ว่าสมาพันธ์จะมีข้อเสนอที่น่าดึงดูดใจ แต่ความกลัวต่อการถูกจักรวรรดิลงโทษมีน้ำหนักมากกว่าความหวังที่จะได้รับผลประโยชน์จากสมาพันธ์
ประการที่สาม… มันแสดงให้เห็นว่าดุลอำนาจในสภากำลังเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ แต่แน่นอน การที่ญัตติซึ่งเสนอโดยอารยธรรมเกิดใหม่พ่ายแพ้ด้วยคะแนนที่ใกล้เคียงเช่นนี้เป็นสัญญาณว่ามหาอำนาจไม่ได้ควบคุมสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีตอีกต่อไป กลุ่มเป็นกลางเริ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้น และอารยธรรมเกิดใหม่เริ่มกล้าที่จะท้าทายระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่
และประการสุดท้าย …มันแสดงให้เห็นว่าในการเมืองของสภากาแล็กซี ไม่มีอะไรที่เป็นไปตามหลักการหรืออุดมการณ์ ทุกการลงคะแนนคือการต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ และผู้ที่ชนะไม่ใช่ผู้ที่มีเหตุผลดีที่สุด แต่คือผู้ที่มีทรัพยากรมากพอจะซื้อหรือข่มขู่เสียงที่ต้องการได้
.
นี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าเรียนรู้จากญัตติ 4782 และนี่คือความจริงที่ข้าพเจ้าต้องการให้มนุษย์รุ่นหลังจดจำไว้ เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับการต่อสู้ในสภาแห่งนี้ในวันข้างหน้า
.
.

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา