•
27 ก.ย. เวลา 08:54 • สิ่งแวดล้อม

Fast fashion ราคาที่ต้องจ่ายให้ความต้องงามอันฉาบฉวย

ภาพจำของแฟชั่นในสายตาผู้คนคือความหรูหราและสวยงาม กระแสเทรนด์ใหม่ ๆที่เกิดขึ้นมาในทุกปี และกลายเป็นสิ่งล้าสมัยอย่างเป็นวัฎจักร ทว่าทุกสิ่งย่อมทิ้งบางอย่างไว้เบื้องหลังเสมอ เพื่อความสวยงามที่ฉาบฉวยเรากลับสร้างผลกระทบให้กับโลกอย่างที่คาดไม่ถึง
ตอนนี้ที่โลกหมุนเร็วขึ้น แฟชั่นก็ต้องวิ่งตามโลกให้ทัน
หากผู้คนเรียกร้องความแปลกใหม่ อุตสาหกรรมก็ต้องพร้อมตอบสนองเช่นกัน
เมื่อครั้งอดีต
ก่อนยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมนั้น การผลิตสิ่งทอต้องใช้เวลาและแรงกายมาก หากต้องการที่จะตัดชุดกับช่างเสื้อนั้นก็ต้องใช้เงินมาก แฟชั่นจึงถูกผูกไว้กับชนชั้นปกครองคนทั่วไปจึงเน้นผลิตกันเองในครัวเรือน โดยมีประสงค์เพื่อการใช้งานเป็นหลัก
จนกระทั่งในช่วง 1830 ซึ่งเป็นยุคการปฎิวัติอุตสาหกรรม Barthélemy Thimonnier นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสได้คิดค้น 'จักรเย็บผ้า' ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ก่อนจะถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้การผลิตเสื้อใช้ระยะเวลาสั้นลงและต้นทุนก็ถูกลงอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ชนชั้นกลางจึงสามารถเข้าถึงเสื้อผ้าได้มากขึ้น ทำให้การแต่งกายที่เคยแค่เน้นการใช้งานก็เริ่มกลายเป็นการใส่เพื่อโชว์ความสวยงาม
เมื่อมาถึงช่วง 1960-1970 เมื่อการสวมเสื้อผ้ากลายเป็นการแสดงตัวตนของคนหนุ่มสาว เพื่อให้สิ่งทอมีราคาที่เข้าถึงได้ง่าย การย้ายฐานการผลิตไปในประเทศกำลังพัฒนา, การลดคุณภาพ และการผลิตแบบจำนวนมากจึงเกิดขึ้น
นอกจากนี้นี่ยังเป็นยุคที่เริ่มใช้เส้นใยสังเคราะห์อย่าง: ไนลอน, อคีลิค และโพลีเอสเตอร์อีกด้วย เนื่องจากมีราคาที่ถูกและง่ายต่อการดูแลรักษา
ภาพท้องถนนของกรุงเทพฯที่เต็มไปด้วยคนที่สวมเสื้อผ้าหลายรูปแบบ
การมาถึงของ Fast fashion
ในช่วงปี 1990 แบรนด์เครื่องแต่งกายยักษ์ใหญ่จากสเปนอย่าง Zara เริ่มเข้าสู่นิวยอร์กโดยทางแบรนด์นั้นมีการผลิตเสื้อผ้าที่ทั้งกระบวนการผลิตจนมาขายหน้าร้านใช้ระยะเวลาเพียงแค่ 15วัน ทางบทความ New York time ในสมัยนั้นจึงได้นิยามสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็น Fast fashion
โดย Fast fashion หมายถึงอุตสาหกรรมแฟชั่นที่มีรูปแบบธุรกิจเน้นการผลิตเสื้อผ้าคุณภาพต่ำที่มีต้นทุนไม่สูง โดยจะผลิตอย่างรวดเร็วครั้งละมาก ๆเพื่อให้ทันต่อกระแสแฟชั่นในขณะนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน
เนื่องด้วยราคาที่จับต้องได้ เทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงตัวของสิ่งทอเองที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้ใช้ได้อย่างยาวนาน จึงส่งผลให้การจะตัดสินใจทิ้งนั้นจึงเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ไม่ยากนัก
ปัจจุบันอุตสาหกรรม Fast Fashion มีมูลค่าสูงถึง 1.5082 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเติบโตขึ้น 10.74% จากปี 2024 และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวไปแตะระดับ 2.911 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 (Uniform Market) ในตอนนี้ก็มีอยู่หลากหลายแบรนด์ที่ครองตลาดอยู่ ตัวอย่างที่คนค่อนข้างรู้จักก็เช่น Shein, Zara, H&M, Forever 21 และ UNIQLO เป็นต้น
กองขยะเสื้อผ้าซึ่งถูกนำเข้ามาทิ้งในกลางทะเลทรายอาตากามาในชิลี (credit National Geographic)
รอยเท้าที่เราทิ้งเอาไว้
อุตสาหกรรมสิ่งทอมักถูกพูดถึงในเรื่องการทำลายสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน เนื่องจากต้องอาศัยทรัพยากรในการผลิตเยอะ อาทิ พลังงาน น้ำ ดิน สารเคมี และวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมชนิดต่าง ๆ เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ การเสื่อมคุณภาพของดินและทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น
หากต้องการผลิต ฝ้าย ให้ได้ 1 กิโลกร้ม จะต้องใช้ที่ดิน 19.7 ตารางเมตรสำหรับปลูกต้นฝ้าย และใช้น้ำในการผลิตมากกว่า 22,000 ลิตร ซึ่งนี่เพียงพอสำหรับการผลิต เสื้อเชิ้ตเพียง 1 ตัว โดยที่ยังไม่นับรวมเรื่องของสารพิษที่ใช้กำจัดศัตรูพืชซึ่งอาจปนเปื้อนสู่ดินและแหล่งน้ำ ทางด้านเส้นใยสังเคราะอย่าง โพลีเอสเตอร์ ก็ต้องใช้น้ำมันเป็นวัตถุดิบประมาณ 1.53 กิโลกรัมต่อการผลิตให้ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม
หากอ้างอิงข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ สัดส่วนเกือบ 10% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนทั่วโลกมาจากอุตสาหกรรมแฟชั่น มากกว่ายอดรวมจากภาคการบินและภาคการขนส่งทางทะเลรวมกัน และเกือบ 20% ของการปล่อยน้ำเสียทั่วโลก หรือประมาณ 93,000 ล้านลูกบาศก์เมตรที่เกิดจากกระบวนการย้อมสิ่งทอ
ไร่ฝ้าย credit: Joobhead
สำหรับ Fast fashion ด้วยโมเดลธุรกิจที่เน้นความรวดเร็วและต้นทุนต่ำ ซึ่งมีการผลิตราว 180 พันล้านชิ้นต่อปี เพื่อให้ได้กำไรสูงจึงมักใช้เส้นใยสังเคราะห์ที่มีราคาถูกมากกว่าเส้นใยธรรมชาติ ในบางครั้งก็มีการใช้สารเคมีในกระบวนการผลิตซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการกดราคาแรงงาน ซึ่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอีกด้วย
นอกจากนี้ขยะที่เกิดจากอุตสาหกรรม Fast fashion ทั่วโลกมักจะถูกนำไปทิ้งในประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น กานา, ชิลี ฯลฯ โดยขยะพวกนี้มีปริมาณมากกว่า 1200 ล้านตัน ขยะจำพวกนี้แทบไม่สามารถย่อยสลายได้ จึงทำได้เพียงเผาและฝังกลบเท่านั้น
แนวทางแก้ไข
รู้หรือไม่ว่าในยุคนี้ค่าเฉลี่ยของการสวมใส่เครื่องแต่งกายก่อนจะนำไปทิ้งอยู่ที่ 7 - 10 ครั้ง ซึ่งลดลงมา35% จาก 15 ปีที่แล้ว และดม้ว่าหลายแบรนด์จะมีแนวคิดในการรีไซเคิลเส้นใยผ้า ทว่าเส้นใยเหล่านั้นกลับแบนำกลับมาใช้ไม่ได้จริงเลย
ทางออกที่ดีที่สุดที่เราพอจะทำได้คือ 'การสร้างจิตสำนึก' การบริโภคแต่พอดีซื้อเสื้อผ้าที่จำเป็นต้องใช้งาน ซ่อมแซมเท่าที่จะทำได้ หรือซื้อเสื้อผ้ามือสองก็สามารถช่วยลดการทิ้งที่ไม่จำเป็นได้เช่นกัน
นอกจากหากมีเงินก็สามารถอุดหนุน Slow fashion ซึ่งมีแนวคิดในการผลิตโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ผลิตด้วยกำลังคนโดยใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น สิ่งทอพวกนี้จะมีความทนทานใช้งานได้ยาวนานกว่า Fast fashion มาก ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมรายได้ให้ท้องถิ่นแล้วยังได้เสื้อผ้าที่มีคุณภาพสูงอีกด้วย
แม้วิธีแก้ปัญหาที่นำเสนอจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ได้ เพราะตราบใดที่คนเรียกร้อง อุตสาหกรรมก็ต้องตอบสนอง ถึงอย่างก็หากรวมกันหลายคนก็คงสามารถเป็นแรงกระเพื่อมได้บ้างไม่มากก็น้อย
อ้างอิง
โฆษณา