•
23 ก.ย. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

เมื่อโลกไปถึง Net Zero แต่เรื่องความร้อนอาจยังไม่จบ แถมประเทศเขตร้อนต้องรอวันโลกเย็นนานกว่าพื้นที่ร่ำรวย

หากในสักวันใดวันหนึ่ง นานาประเทศทั่วโลกสามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้สำเร็จ ประเทศในเขตร้อนและประเทศรายได้น้อยจำนวนมากอาจยังต้องรออีกหลายสิบปีกว่าจะได้สัมผัสอุณหภูมิลดลง ขณะที่หลายพื้นที่ในประเทศร่ำรวยอาจได้รับประโยชน์เร็วกว่ามาก
นี่คือข้อมูลจากงานวิจัยใหม่ของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ซึ่งศึกษาว่าอุณหภูมิในแต่ละภูมิภาคจะเปลี่ยนไปอย่างไรหลังโลกเข้าสู่วันที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และพบว่า การลดก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนไปพร้อมกันทั่วโลก
เหตุผลอยู่ที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศมานานหลายทศวรรษ แม้การปล่อยสุทธิจะเป็นศูนย์ คาร์บอนที่มีอยู่แล้วก็ยังส่งผลต่อระบบภูมิอากาศต่อไป อุณหภูมิโลกจึงไม่ได้ลดลงทันทีในวันที่การปล่อยก๊าซเป็นศูนย์
โดยพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรมีแนวโน้มต้องอยู่กับอุณหภูมิที่สูงขึ้นนานกว่าพื้นที่ในละติจูดสูง โดยเฉพาะประเทศรายได้น้อยในเขตร้อน ซึ่งหลายประเทศมีส่วนต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมของโลกในสัดส่วนค่อนข้างต่ำ
ด้วยความร้อนที่ยืดเยื้อกระทบทั้งคนและธรรมชาติ ประเทศเขตร้อนมีประชากรจำนวนมากทำงานกลางแจ้งและพึ่งพาภาคเกษตรกรรม ขณะที่ระบบนิเวศอย่างแนวปะการังก็ต้องรับแรงกดดันจากทะเลที่อุ่นขึ้นต่อไป
นักวิจัยยังศึกษาสถานการณ์ที่โลกไปไกลกว่า Net Zero หรือ Net Negative ซึ่งหมายถึงการดึงคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศมากกว่าที่ปล่อยออกมา
และแม้ไปถึงจุดนั้นได้ ความแตกต่างด้านอุณหภูมิระหว่างภูมิภาคก็ยังไม่หายไปทันที และอาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเริ่มลดลงอย่างชัดเจน
นี่ทำให้เวลาที่โลกใช้เดินทางไปถึง Net Zero มีความหมายมากขึ้น เพราะยิ่งปล่อยก๊าซต่อไปนานเท่าไร คาร์บอนก็ยิ่งสะสม และผลกระทบก็ยิ่งลากยาวออกไป
การตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์กลายเป็นเป้าหมายที่พูดถึงกันทั่วโลกหลังการประกาศใช้ ความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี 2015 ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ความตกลงปารีสกำหนดให้ประเทศต่างๆ ร่วมกันจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้ ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส
ตัวข้อตกลงไม่ได้กำหนดว่า ทุกประเทศต้องลดการปล่อยก๊าซให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050 แต่ระบุทิศทางว่า ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษ โลกควรทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาสมดุลกับปริมาณที่ถูกดูดกลับออกจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับ Net Zero
หลังจากนั้น งานวิจัยด้านภูมิอากาศของ IPCC ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า หากต้องการจำกัดโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศา โลกจะต้องลดการปล่อยก๊าซลงอย่างรวดเร็ว และการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิทั่วโลกควรเข้าใกล้ศูนย์ราวกลางศตวรรษ
รายงานพิเศษของ IPCC ในปี 2018 ประเมินว่า ในเส้นทางที่จำกัดโลกร้อนไว้ที่ 1.5 องศา การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกจะต้องลดลงประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ จากระดับปี 2010 ภายในปี 2030 และเข้าสู่ Net Zero ประมาณปี 2050
แต่ต่อให้เป็นไปตามนั้น ในวันที่โลกไปถึง Net Zero อาจเป็นวันที่การปล่อยก๊าซหยุดเพิ่มขึ้น แต่สำหรับคนที่อยู่ในเขตร้อน วันนั้นอาจยังไม่ใช่วันที่ความร้อนเริ่มลดลง
หลังโลกหยุดเติมคาร์บอนให้ชั้นบรรยากาศแล้ว คนในพื้นที่ที่ร้อนที่สุดของโลกก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้น
ศึกษางานวิจัยเพิ่มเติมที่ Persistence of inequality in regional warming patterns under net-zero and overshoot pathways https://iopscience.iop.org/article/10.1088/1748-9326/aea872
โฆษณา