24 ก.ย. เวลา 01:35 • ปรัชญา
คำว่า ชีวิตนั้น มันเริ่มต้น ตั้งแต่ ธาตุทั้งสองมาประสมกัน มีธาตุทั้งสี่ ที่สะสมบุญกรรมมาสิ่งที่สะสมมาแต่อดีตชาติ มาประกอบ กับธาตุทั้งสอง ก่อตัวเป็นรูป .ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา มีแม่ที่ท้อง ต้องดูแล เรื่องราวอาหารการกินเรื่องราวต่าง ที่จะไม่ใก้กระทบกระเทือน ลูกในครรภ์ .บ้างก็หมดโอกาส ที่จะโตในท้อง หลุดลอกออไปเสียก่อน จิตที่อุตส่าห์ จับจิงว่าจะได้กายมนุษย์ ก็หมดโอกาส ก็ต้องเป็นโอปาติกะต่อไป เป็นจิตดวงน้อยๆเหมือนไข่กบ ล่องลอนไม่ที่อาศัย
คราวนี้ เมื่อธาตุทั้งสอง ธาตึทั้งสี่ ประกอบกันขึ้นมา ก็มีเรื่องราวคำว่า อุปการะอุปถัมภ์ บางครั้ง ก็เจอะเจอกรรมตัดรอน ตั้งแต่ในครรภ์ เกิดแท้งขึ้นมา ก็หมดโอกาส ได้กายมนุษย์
การเกิดแต่ละครั้ง ก็มีความเสี่ยง จะได้กายมาครบอาการสามสิบสอง หรือไม่ครบ ขาดสิ่งใดไปก็ลำบาก ขาดตาขาดหู มาไม่ครบ ร่างกายอ่อนแอ่ หัวโต .มันมีความเสี่ยง ที่ว่า เกิ่ดที่นั้นที่นี่ ตามป่าเขา ในเมือง ยากจน หรือ เพียบพร้อม ที่ว่า เกิดในพ่อแม่ ที่เป็นมนุษย์ ที่เลือกไม่ได้ ว่าจะได้พ่อแม่คู่ไหน เพราะสิ่งที่นำจิตไปเกิด นั้น มาจากเรื่องราวของกรรม ที่เคยสร้างสะสมกันมา นำพาให้มาเกิด ได้โอกาส เป็นมนุษย์
เรื่องราวต่างๆ ที่นำพาชีวิต มีกรรมหนุนนำให้เกิดขึ้นในกาย ที่ว่าอารมณ์นึกคิด จะมาบังเกิดขึ้น ในกาย ที่ว่า กายนี้ นึกคิดไม่หยุดหย่อน เกิดขึ้นจน กายนี้ หมดสภาพไป ที่ว่า อารมณ์อุปโลกน์ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้ยึด .เอามาเป็นจิตของตัวเอง .แล้วก็ยากที่จะทำจิต ให้เป็นจิต .แก่นของจิต
คราวนี้ .ก็มีเรื่องราว ที่ว่า จิตนั้นสะสมอะไรมา ก็จะมาเกิดขึ้น กับจิตที่อาศัยกายมนุษย์นั้น ที่เรียกว่า กินนอนอยู่ในสังขารกรรม ที่กายนี้ แก่เฒ่าชรา แล้วก็หายไปจากโลก จิตดวงน้อย ก็ต้องไปหาที่อยู่ใหม่ ไม่รู้จะเป็นดวงอะไร มืดหรือสว่าง
จากไสผู้ที่ทุกข์หรือสุข ก็อยู่ที่ เมื่อมีกายเป็นมนุษย์ เค้าให้โอกาส เลือกทาง ไปที่ทุกข์หรือสุข ทำด้วยสติปัญญา ที่กายมนุษย์มีให้ รูปหมาแมวสัตว์อื่นมันทำไม่ได้ .มีแต่รูปมนุษย์เท่านั้น ที่สามารถใช้รูปนั้นให้กิดเป็นคุณ รูปนี้ เกิดมา แล้วก็ดับ ใชพทำอะไรที่เป็นคุณแก่จิต ของตนเองที่อาศัย
กายนี้ ก็ของอาศัย กายนี้เป็นของโลก .ให้จิตมาอาศัยโลก .ถึงเวลา หมดเวลา เค้าก็หยุด ลมเข้าออก สิ่งที่หามายึด ก็ต้องทิ้งไว้ในโลก จากไปแต่จิตดวงเดียว สะสมอะไรกับจิต ที่ได้โอกาสมีกายพ่อแม่เป็นมนุษย์.
โฆษณา