•
25 ก.ย. เวลา 12:03 • ท่องเที่ยว
ศรีลังกา

กอลล์ เสน่ห์เมืองเก่าริมทะเล

Chapter 95/4: Galle, Where History Meets the Sea
มาถึงตอนสุดท้ายของทริปศรีลังกากันแล้วค่ะ ตอนนี้เราจะพาไปเดินเล่นกันใน Galle เมืองเก่าริมทะเลที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และเรื่องราวจากอดีต ทั้งกำแพงเมืองเก่า ป้อมปราการ โบสถ์ และอาคารสวยๆ ที่ยังคงกลิ่นอายของวันวานเอาไว้ได้อย่างคลาสสิก
Galle (กอลล์) เป็นเมืองท่าประวัติศาสตร์ทางตอนใต้ของศรีลังกา โดดเด่นด้วยเสน่ห์จากการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมยุโรปในยุคอาณานิคมกับวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมแบบเอเชียใต้ จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ในปี 1988
เดิมทีเมืองนี้รู้จักกันในชื่อ Gimhathiththa (กิมฮาทิธทา) เป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีพ่อค้าจากหลายชาติแวะเวียนเข้ามาค้าขาย ก่อนที่ชาวโปรตุเกสจะเดินทางมาถึงศรีลังกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 และเข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่นี้ ต่อมาในปี ค.ศ. 1588 ได้มีการสร้างป้อมปราการขึ้น เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นทางทหารและป้องกันท่าเรือ
รูปจาก: https://i-discoverasia.com/stories/explore-galle-fort-through-the-lens-of-locals/
ต่อมาในปี ค.ศ. 1640 ชาวดัตช์หรือเนเธอร์แลนด์ ได้เข้ามายึดครองเมืองต่อจากโปรตุเกส และได้ขยายรวมถึงพัฒนา Galle Fort (ป้อมกอลล์) ให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น มีการสร้างกำแพงป้อมขนาดใหญ่ และป้อมปราการตามจุดต่างๆ จากหินปะการังและหินแกรนิต จน Galle กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดของเมืองป้อมที่ชาวยุโรปสร้างขึ้นในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1796 อังกฤษเข้าครอบครอง Galle ต่อจากดัตช์ และยังคงใช้เมืองนี้เป็นศูนย์กลางด้านการปกครองและการเดินเรือ ก่อนที่บทบาทของท่าเรือสำคัญจะค่อยๆ ย้ายไปยังเมือง Colombo ในเวลาต่อมา
ไฮไลต์สำคัญของเมือง Galle ก็คือ Galle Fort ป้อมปราการขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปี ที่ภายในเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่อง ถนนสายเล็กๆ โบสถ์ ร้านค้า และคาเฟ่ที่ตั้งอยู่ในอาคารเก่าสไตล์โคโลเนียล ซึ่งยังคงกลิ่นอายของยุคดัตช์เอาไว้ได้อย่างดี
กำแพงป้อมหนาเหล่านี้ นอกจากจะเป็นส่วนสำคัญของ Galle Fort แล้ว ยังมีส่วนช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์สึนามิในปี ค.ศ. 2004 โดยช่วยรับแรงปะทะของคลื่นยักษ์ ทำให้พื้นที่ภายใน Galle Fort ได้รับความเสียหายค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับพื้นที่ชายฝั่งโดยรอบ นับเป็นเรื่องน่าทึ่งที่กำแพงซึ่งสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ยังคงช่วยปกป้องเมืองจากภัยธรรมชาติได้จนถึงทุกวันนี้
รู้จักความเป็นมาของเมือง Galle และ Galle Fort กันแล้ว ก็ไปเดินเล่นชมเมืองกันเลยค่ะ
เมื่อเดินขึ้นมาบนกำแพงป้อม เราจะเจอกับทางเดินที่สามารถเดินเชื่อมต่อกันไปจนรอบป้อมได้ เป็นระยะทางรวมทั้งหมดเกือบ 3 กิโลเมตร เป็นทางเดินที่ทำไว้ดีเลยเดินไม่ยาก และตลอดทางเราจะได้ชมวิวทะเลสลับกับบรรยากาศของเมืองเก่าได้ด้วย
ด้านบนยังมีซากสิ่งก่อสร้างจากยุคอาณานิคมให้เห็นอยู่พอสมควร อย่างภาพด้านล่างนี้
Lloyd Naval Signal Station (สถานีส่งสัญญาณทางทะเล)
นี่คือ Lloyd Naval Signal Station หรือ สถานีส่งสัญญาณทางทะเล ที่สร้างขึ้นในสมัยอังกฤษราวปี ค.ศ. 1900 เอาไว้ใช้สำหรับติดต่อกับเรือที่เดินทางผ่านบริเวณท่าเรือ Galle
ปืนใหญ่โบราณ
ปืนใหญ่โบราณที่ตั้งอยู่บน Bastion ซึ่งในอดีตใช้เป็นจุดป้องกันเมืองจากการโจมตีทางทะเล ปัจจุบันยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์
ป.ล. Bastion คือป้อมที่ยื่นออกไปจากแนวกำแพง ซึ่งตลอดแนวกำแพงของ Galle Fort จะมี Bastion ทั้งหมด 14 จุด 
ตรงนี้คือบริเวณ Clippenburg Bastion ที่ยังคงมีซากของสิ่งก่อสร้างในอดีต แต่ตอนนี้ถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นร้านอาหารและคาเฟ่แล้ว
Clippenburg Bastion
เดินมาถึง Star Bastion ตรงนี้จะมีบันไดเชื่อมขึ้นไปยังแนวกำแพงด้านบน และสามารถเดินต่อไปยังบริเวณ Clock Tower ที่ตั้งอยู่บน Moon Bastion ได้
Star Bastion
มีโมเดลจำลองของ Galle Fort ให้ดูด้วย ทำให้เห็นภาพรวมของเมืองเก่าได้ชัดเจน
โมเดลจำลองของ Galle Fort
เดินต่อมาเราก็จะเจอกับหอนาฬิกา Galle Clock Tower หรือชื่อทางการว่า Anthonisz Memorial Clock Tower ที่มองเห็นเด่นเป็นสง่ามาเลย
หอนาฬิกานี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1883 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ Dr. Peter Daniel Anthonisz แพทย์ชาว Galle ที่ได้รับความเคารพจากคนในเมือง โดยเงินค่าก่อสร้างทั้งหมดมาจากการระดมทุนของชาวเมือง เป็นเสมือนการขอบคุณจากคนไข้ที่คุณหมอเคยรักษานั่นเอง
Galle Clock Tower
บริเวณด้านล่างของหอนาฬิกา เราจะเห็นรูปปั้นจำลองของคนสมัยก่อน มีทั้งที่เป็นทหารชาวดัตช์และคนท้องถิ่น ซึ่งรูปปั้นเหล่านี้ถูกทำขึ้นในภายหลังเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวในอดีตของ Galle Fort ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจวิถีชีวิตในสมัยนั้นได้มากขึ้น
รูปปั้นจำลองของคนสมัยก่อน
วิวทะเลรอบป้อม สวยมาก
หลังคากระเบื้องดินเผา
หลังคากระเบื้องดินเผาสีแดงที่เห็นได้ทั่วเมือง เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยให้ Galle ยังคงกลิ่นอายของเมืองเก่าในยุคอาณานิคมเอาไว้ได้อย่างสวยงาม
จากตรงนี้เราเดินลงมาจากป้อมเข้าไปในเมืองแทน จะเจอกับโบสถ์สีขาว Dutch Reformed Church หรือ Groote Kerk
Dutch Reformed Church
โบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1755 ในสมัยที่ดัตช์ปกครอง Galle เป็นหนึ่งในอาคารประวัติศาสตร์สำคัญของเมือง ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงใช้งานในฐานะโบสถ์โปรเตสแตนต์อยู่
อันนี้คือหอระฆัง Detached Belfry ของ Dutch Reformed Church
หอระฆัง Detached Belfry
เป็นหอระฆังแห่งที่มีอายุเก่าแก่กว่าตัวโบสถ์เสียอีก เพราะเดิมหอระฆังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กับโบสถ์หลังเก่าที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งตรงข้าม ก่อนจะมีการสร้าง Groote Kerk หลังที่เห็นในปัจจุบันขึ้นในปี ค.ศ. 1755
ถัดมาเป็น All Saints' Church
All Saints' Church
โบสถ์แองกลิกันที่สร้างขึ้นในสมัยที่อังกฤษปกครองระหว่างปี ค.ศ. 1868–1871 เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Victorian Gothic Revival ที่จะมีหลังคาสูง ซุ้มโค้ง และรายละเอียดแบบโกธิก เป็นโบสถ์ที่ดูแตกต่างจากอาคารสไตล์ดัตช์ที่เห็นส่วนใหญ่ภายใน Galle Fort
ใกล้กับโบสถ์จะเป็น Clan House อาคารหินสีขาวสองชั้นที่สร้างในปี ค.ศ. 1847 ที่นี่เคยเป็นสำนักงานของบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้กับ Clan Line บริษัทเดินเรือในยุคนั้น
Clan House
ด้านในยังมีป้ายบอกตารางเดินเรือที่ใช้มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มอยู่เลย
มองเห็นด้านหลังของ All Saints' Church ด้วย
เดินมาจนเจอกับประภาคารที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของ Galle Fort กันแล้ว
Galle Lighthouse
Galle Lighthouse คือประภาคารสีขาวที่อยู่ปลายแนวกำแพงของ Galle Fort บริเวณ Point Utrecht Bastion เป็นประภาคารแห่งแรกของ Galle ที่สร้างโดยอังกฤษในปี 1848 แต่ถูกไฟไหม้เสียหายในปี 1936 จึงสร้างประภาคารหลังปัจจุบันขึ้นใหม่ในปี 1939 ตัวหอสูงประมาณ 26.5 เมตร และยังคงทำหน้าที่นำเรือเข้าสู่ท่าเรือ Galle อยู่จนถึงปัจจุบัน
บริเวณใต้ Point Utrecht Bastion ใกล้กับ Galle Lighthouse ยังมีคลังเก็บดินปืนเก่าซ่อนอยู่ภายในแนวป้อม
คลังเก็บดินปืนเก่า ที่แรกนึกว่าเป็นคุกซะอีก
ส่วนอันนี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคือ Meeran Jumma Mosque เป็นมัสยิดที่ดูแปลกตามาก
Meeran Jumma Mosque
เป็นอาคารที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1904 โดยใช้สถาปัตยกรรมผสมระหว่าง Victorian Baroque เข้ากับรายละเอียดแบบอิสลาม เลยดูคล้ายโบสถ์ยุโรปมากกว่ามัสยิดทั่วไป สวยมากเลย
เดินวนกลับเข้าไปในเมืองอีกรอบ จนมาเจอกับ Historical Mansion Museum Arcade (เดินมั่วมาก 😁)
Historical Mansion Museum Arcade
เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่รวบรวมของสะสมจากหลายยุคสมัย มีทั้งเหรียญเก่า ข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ และของโบราณต่างๆ มากมาย
แต่บรรยากาศของที่นี่ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ดูคล้ายบ้านเก่าที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและของสะสมจากอดีตมากกว่า
เราเจอจานที่มีสัญลักษณ์ VOC ที่เป็นชื่อย่อของ Vereenigde Oost-Indische Compagnie หรือบริษัท Dutch East India Company ที่นี่ด้วย
บรรยากาศในเมืองมันช่างน่ารักจริงๆ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ ปะปนอยู่กับร้านรวงสมัยใหม่ได้อย่างกลมกล่อมมาก เดินแล้วรู้สึกคล้ายๆ กับกำลังเดินอยู่ในเมืองเก่าภูเก็ตเหมือนกัน
เอาล่ะ ถึงเวลาบอกลาเมือง Galle สุดน่ารักกันแล้ว เพราะเราต้องออกเดินทางต่อเพื่อไปเตรียมตัวขึ้นเครื่องกลับไทย แต่ระหว่างทางจะแวะเที่ยว Colombo กันอีกซักนิด เพราะยังมีเวลาเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง
หลังจากนั่งรถกันประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เราก็ถึงที่ Colombo ซึ่งเราก็ไปไหว้พระที่ Gangarama Temple เป็นที่แรกเลย
Gangarama Temple
Gangaramaya Temple หรือวัดคงคาราม เป็นอีกหนึ่งวัดสำคัญของศรีลังกา ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า รวมถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์และโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาจำนวนมาก
Hair Relics Of The Supreme Buddha หรือ พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า
นอกจากนั้นภายในวัดยังเต็มไปด้วยพระพุทธรูปจำนวนมากจากหลากหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้โบราณ รถยนต์คลาสสิก และของสะสมมีค่ามากมาย
จากวัดคงคาราม เรานั่งรถไปที่สวนสาธารณะที่อยู่ริมทะเลกะว่าจะไปนั่งเล่นแถวนั้นซักหน่อย ปรากฎว่าเป็นชายหาดที่คลื่นแรงมาก ขนาดอยู่ไกลๆ คลื่นยังซัดมาโดนเลย
จากตรงนี้เราสามารถเห็น Port City Colombo โครงการพัฒนาเมืองใหม่ขนาดใหญ่ที่ถมทะเลขึ้นมา ซึ่งมีบริษัทจากจีนเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ด้วย พี่แกไปทุกที่จริงๆ
อากาศร้อนมากๆ เราไปตากแอร์เย็นๆ กันที่ Colombo Lotus Tower ตึกที่สูงที่สุดใน Colombo กันดีกว่า
Colombo Lotus Tower
Colombo Lotus Tower (โคลัมโบ โลตัส ทาวเวอร์) เป็นหอคอยสื่อสารและสิ่งก่อสร้างเดี่ยวที่สูงที่สุดในเอเชียใต้ ด้วยความสูง 356 เมตร
ที่นี่ถูกออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายดอกบัวกำลังบาน เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงวัฒนธรรมและการพัฒนาทางเทคโนโลยีของศรีลังกานั่นเอง
ภายในอาคารมีร้านค้า ร้านอาหาร และที่สำคัญ มีดาดฟ้าชมวิวแบบพาโนรามา ที่สามารถมองเห็นวิวของเมือง Colomco ทะเลสาบ และมหาสมุทรอินเดียได้อย่างชัดเจน
นอกจากนั้นก็ยังมีห้อง Pixel Bloom ที่จัดแสดงแสงสีเสียงแบบดิจิทัลด้วย
ห้อง Pixel Bloom
ออกจาก Colombo Lotus Tower ยังมีเวลาเหลืออีก ก็เลยไปเดินเล่นต่อที่ Independence Square
ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Independence Memorial Hall อาคารที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงการได้รับเอกราชของศรีลังกาจากอังกฤษเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1948
Independence Memorial Hall
ตัวอาคารเป็นศาลาเปิดขนาดใหญ่ รายล้อมด้วยเสาหินแกะสลัก ดูสง่างาม แต่ก็ให้บรรยากาศสงบมาก ตอนเย็นคนมาเดินออกกำลังกายกันในบริเวณนี้เยอะมากๆ
 
และแล้ว ถึงเวลาไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับไทยกันแล้วค่ะ จบวันอันแสนยาวนานซะที 😌
เป็นยังไงกันบ้างคะกับทริปศรีลังกาทริปนี้ ส่วนตัวเราประทับใจผู้คนที่นี่มากๆ คนศรีลังกาอาจดูหน้าตาค่อนข้างดุ แต่พอเราได้สบตากัน แทบทุกคนเลยนะที่ยิ้มกลับมาให้ ถือเป็นมิตรภาพเล็กๆ ที่น่ารักและเป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ จากการเดินทางครั้งนี้
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวในศรีลังกาก็ว้าวมาก ที่นี่มีอะไรให้ดูให้ทำเยอะกว่าที่คิด และที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา คือการได้ไปสักการะพระเขี้ยวแก้ว ณ สถานที่ประดิษฐานด้วยตัวเอง ถือเป็นบุญครั้งหนึ่งของชีวิตเลยค่ะ
สำหรับใครที่ชอบเรื่องเล่าการเดินทางแบบแซมประวัติศาสตร์หน่อยๆ ในสไตล์ JWanderlust ฝากติดตามกันด้วยนะคะ 🙏 แล้วเราจะได้มาเจอกันอีกในทริปต่อไป ส่วนครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวประเทศไหน ต้องติดตามกันค่ะ
สำหรับ Blog นี้ ขอบคุณที่มาเที่ยวด้วยกันนะคะ 😊
โฆษณา