Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ
เกิดอะไรขึ้นกับ AirAsia? เจาะลึกวิกฤตหนี้ 4.5 พันล้านที่สายการบินไม่อยากบอกคุณ
ต้องบอกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ AirAsia กำลังอยู่ในจุดที่เรียกว่าวิกฤตหนักสุดๆ
หนักขนาดที่ว่าตลาดทุนกำลังตัดสินใจเททิ้งแบบไม่ไยดีเลย…
1
นักลงทุนในตลาดพากันเทขายหุ้นหนีตายกันแบบฝุ่นตลบ มูลค่าบริษัทหายไปแล้วถึง 75% ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา
1
สื่อทุกสำนักในมาเลเซียถึงกับพาดหัวข่าวตัวโตๆ ด้วยคำว่าล้มละลาย…
ถ้าลองไปเปิดงบการเงิน ไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมาคือการขาดทุนที่สาหัสที่สุดในรอบสี่ปี เงินสดมหาศาลกว่า 202 ล้านดอลลาร์สหรัฐละลายหายไปในเวลาแค่สามเดือน สภาพบัญชีตอนนี้แทบจะว่างเปล่าไม่มีเงินสดมาหมุนเวียน
แต่ความสยองที่แท้จริงคือบิลหนี้สินที่กำลังจ่อคิวทวงเงินอยู่หน้าประตู มูลค่ารวมกว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ต้องหามาจ่ายภายใน 12 เดือนข้างหน้า…
แต่แปลกมากที่ภาพหน้าฉากกลับกลายเป็นคนละเรื่องเลย เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อน Tony Fernandes บอสใหญ่ของที่นี่เพิ่งมาเยือนไทย
เขาเดินชิลเข้ามาจัดงานแถลงข่าวที่กรุงเทพแบบสบายใจเฉิบ…
เขาบอกนักข่าวทุกคนว่าไม่ต้องแพนิก บริษัทยังมีสภาพคล่องสูง แถมยังบอกอีกว่าวิกฤตยุค Covid ยังหนักหนากว่านี้เยอะ
ฟังเหมือนดูดีใช่มั๊ยครับ แต่ความจริงหลังไมค์มันคือหนังคนละม้วนเลย…
ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกอย่างมันยังปรกติ ทำไมบิลค่าใช้จ่ายถึงค้างจ่ายบานตะไทเต็มไปหมด
แล้วทำไมรัฐบาลมาเลเซียถึงต้องแอบยกหูโทรหาคู่แข่งเพื่อเตรียมแผนสำรอง…
รัฐบาลถึงกับต้องแอบถามว่าถ้าไม่มีสายการบินสีแดงเจ้านี้ ใครจะมาช่วยบินรับส่งคนในประเทศแทน
เรื่องนี้มันมีเงื่อนงำและเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าติดตามมากๆ…
ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปเล่าความหลังกันซักนิดดีกว่า ปี 2001 ช่วงที่โลกเพิ่งบอบช้ำจากเหตุการณ์วิกฤตความปลอดภัยระดับโลก
ตอนนั้นอุตสาหกรรมการบินซบเซาหนักมาก…
Tony Fernandes ที่ตอนนั้นเป็นผู้บริหารค่ายเพลง แกตัดสินใจทำเรื่องที่บ้ามาก คือการซื้อสายการบินนี้มาบริหาร ด้วยราคาที่เป็นตำนานสุดๆ คือแค่ 1 ริงกิตเท่านั้นเอง พร้อมกับแบกหนี้สินก้อนโตมาบริหารต่อ
1
เขาเปลี่ยนเกมอุตสาหกรรมนี้ด้วยโมเดลธุรกิจที่ตัดทุกอย่างออก ไม่มีอาหารฟรี ไม่มีเลานจ์หรูหรา เน้นราคาตั๋วถูกเข้าสู้…
ผลลัพธ์คือทำเอาคนเอเชียหันมาบินกันรัวๆ โมเดลนี้มันปังสุดๆ และสร้างกำไรมหาศาลมาตลอด 25 ปี
เขาคือคนที่ทำให้วลีที่ว่าใครๆ ก็บินได้กลายเป็นเรื่องจริง…
แต่โลกธุรกิจมันโหดร้ายและพลิกผันได้เสมอ ช่วง 8 เดือนก่อนหน้านี้ ทุกอย่างยังดูสวยหรูอยู่เลย
ตลาดหลักทรัพย์มาเลเซียเพิ่งปลดป้ายเตือนปัญหาทางการเงินให้อย่างเป็นทางการ…
บริษัทเหมือนเพิ่งหลุดพ้นจากการปรับโครงสร้างหนี้ยุค Covid มาได้แบบสวยๆ
พอถึงเดือนกุมภาพันธ์บอสใหญ่ก็ประกาศเปิดเส้นทางบินกลับไปลอนดอนอีกครั้ง แถมยังประกาศสั่งซื้อเครื่องบิน Airbus ลำใหม่อีกหลายร้อยลำ…
สถานการณ์ดูเหมือนว่า AirAsia กำลังจะกลับมาผงาดในวงการการบินได้อีกครั้ง
แต่ทว่าแค่สามสัปดาห์หลังจากงานฉลองอันยิ่งใหญ่ เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางปะทุขึ้น…
ช่องแคบฮอร์มุซถูกสั่งปิดกะทันหัน ราคาน้ำมันเครื่องบินในเอเชียพุ่งทะยานเป็นจรวดทันที จาก 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กระโดดไปแตะ 231 ดอลลาร์สหรัฐ…
และนี่แหละคือจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะ AirAsia พลาดตรงที่ไม่ได้ทำ “Hedging” ราคาน้ำมันเอาไว้เลย ไม่มีการป้องกันความเสี่ยงอะไรทั้งสิ้น…
หลายคนอาจจะงงว่ามันคืออะไร อธิบายง่ายๆ แบบนี้ มันเหมือนเวลาเราซื้อกาแฟล่วงหน้าทั้งปีในราคาแก้วละร้อยบาท
ต่อให้ราคาเมล็ดกาแฟจะพุ่งไปแก้วละสองร้อย เราก็ยังจ่ายแค่ร้อยเดียว…
แต่นี่คือราคาน้ำมันระดับโลกที่ผันผวนสุดๆ สายการบินคู่แข่งเขายอมควักเงินจ่ายเพื่อล็อคราคาป้องกันความเสี่ยงไว้
แต่กลุ่มบริษัทแม่ในมาเลเซียกลับใจเด็ดมีตัวเลขประกันความเสี่ยงที่ 0% ซึ่งแปลว่าต้องทนซื้อน้ำมันราคาแพงโคตรตามตลาดโลกแบบรายวัน
ซึ่งที่ผ่านมา 20 ปี การไม่ทำประกันอาจจะช่วยประหยัดเงินได้เยอะ เพราะแนวโน้มราคาน้ำมันมันลดลงมาโดยตลอด ผู้บริหารเลยคิดว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อประกัน
แต่สงครามในตะวันออกกลางแค่ไตรมาสเดียว ก็กวาดกำไรที่สะสมมาหายวับไปหมดเกลี้ยงบัญชีแทบจะทันที…
1
ซ้ำร้ายยังโดนเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมาเหยียบซ้ำอีก
ลองนึกสภาพว่าเราขายตั๋วได้เงินบาท เงินริงกิต ที่ค่าเงินชอบสวิง แต่เวลาไปจ่ายหนี้ธนาคาร ดันต้องหาเงินดอลลาร์สหรัฐไปจ่ายเขา…
แค่ความผันผวนของค่าเงินอย่างเดียว ก็ทำเอาบริษัทขาดทุนไป 81 ล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว
พอต้นทุนหลักพุ่งปรี๊ด สายการบินต้นทุนต่ำที่กำไรบางอยู่แล้วก็ไปต่อไม่เป็น…
พวกเขาพยายามผลักภาระต้นทุนน้ำมันไปที่ราคาค่าตั๋วแล้ว แต่ก็ยังแบกรับยอดขาดทุนมหาศาลส่วนที่เหลือไม่ไหว สถานการณ์เลยยิ่งบานปลายหนักขึ้นเรื่อยๆ…
พอเข้าสู่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สถานการณ์ก็เริ่มตึงเครียดหนัก
บริษัทต้องเดินหน้าไปขอเลื่อนจ่ายค่าเช่าเครื่องบินถึง 16 ลำ แถมยังค้างจ่ายค่าบำรุงรักษาเครื่องยนต์กับบริษัทยักษ์ใหญ่อีก…
ที่พีกคือยังค้างจ่ายค่าธรรมเนียมสนามบินกับรัฐบาลมาเลเซียอีกเพียบ
นักลงทุนทั่วไปอาจจะหลงเชื่อข่าวประชาสัมพันธ์สวยๆ จากบริษัท แต่รัฐบาลที่นั่งดูบิลค้างชำระกองเป็นภูเขาย่อมรู้ดีว่าความจริงคืออะไร…
รัฐบาลทนไม่ไหวจนต้องแอบจ้างบริษัทที่ปรึกษาการบินจากสิงคโปร์ ชื่อว่า Alton Aviation Consultancy ให้เข้ามาประเมินความเสียหาย เพื่อเตรียมหาทางหนีทีไล่เอาไว้แต่เนิ่นๆ…
1
และถึงขั้นต้องโทรทาบทาม Malaysia Airlines และ Batik Air แบบลับๆ ถามตรงๆ ว่าถ้ายักษ์ใหญ่สีแดงเจ้าหนี้ล้มครืนลงมา พวกคุณจะรับช่วงต่อเส้นทางบินในประเทศไหวมั๊ย…
ทั้งคู่บอกว่ารับไหว แต่มีข้อแม้คือต้องยกเครื่องบินและสัญญาเช่ามาให้พวกเขาด้วย
พอข่าวลับสุดยอดนี้หลุดออกมาถึงหูนักข่าว หุ้นก็ร่วงยับเยินแดงเถือกทันที…
แต่… ต้องย้ำก่อนว่าตอนนี้เขายังไม่ได้ยื่นเรื่องล้มละลายใดๆ ทั้งสิ้น เที่ยวบินทุกเที่ยวยังคงเปิดรับผู้โดยสารและบินตามปกติ สิ่งที่รัฐบาลทำมันเป็นแค่การเตรียมแผนสำรอง…
แต่ความน่าสงสัยมันดันไปอยู่ที่ตัวเลขของฝูงบินต่างหาก สิ้นเดือนมิถุนายน บริษัทมีเครื่องบินแบบ Airbus ในมือทั้งหมด 239 ลำ แต่บินหาเงินจริงๆ ได้แค่ 161 ลำ…
ส่วนอีก 78 ลำกลับจอดทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้สร้างรายได้อะไรเลย เครื่องบินจอดนิ่งๆ แบบไม่มีรายได้เข้า แต่บิลค่าเช่าดันเดินหน้าทุกวัน
แถมยังมีดีลสุดแปลกที่ทำเอาคนทั้งวงการถึงกับอึ้ง บริษัทเพิ่งได้รับส่งมอบเครื่องบินรุ่นใหม่ A321neo มาสดๆ ร้อนๆ 10 ลำ แต่กลับเอา 6 ลำไปขายทิ้งให้บริษัทให้เช่าหน้าตาเฉย…
ขายให้สตาร์ทอัพเวียดนามชื่อ Sun PhuQuoc Airways ที่เพิ่งตั้งไข่
ที่น่าตกใจคือขายขาดแบบไม่ได้ทำสัญญาเช่ากลับมาบินต่อ มันแปลกมากๆ เพราะเครื่องรุ่นใหม่นี้มันเทพมาก ประหยัดน้ำมันกว่ารุ่นเก่าตั้ง 20% ซึ่งตอบโจทย์ยุคน้ำมันแพงสุดๆ
ในเมื่อน้ำมันแพงระยับขนาดนี้ ทำไมถึงไม่เก็บของดีไว้ใช้เอง พอโดนสื่อจี้ถามประเด็นนี้ Tony Fernandes ก็ตอบกลับไปกลับมา…
ตอนแรกบอกจะเก็บเครื่องไว้เพื่อขยายธุรกิจในอนาคต แต่แป๊บเดียวก็เปลี่ยนคำพูดบอกว่าต้นทุนปฏิบัติการเครื่องใหม่มันแพงเกินไป ความจริงที่คนวงในรู้กันดีก็คือเรื่องเงินล้วนๆ…
การเอาเครื่องบินใหม่เอี่ยมไปขายทิ้งทันที คือการหาเงินสดฉุกเฉินที่ไวที่สุดต่างหาก
1
ตอนนี้บริษัทต้องการเงินสดหนักมากเพื่อมาอุดรอยรั่วที่กำลังพังทลาย…
บอสใหญ่ต้องวิ่งเต้นเจรจาขอกู้เงินก้อนโตถึง 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศให้ทันภายในเดือนธันวาคมนี้ บวกกับอีก 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากธนาคารในประเทศ…
เขาออกมาอ้างว่ามีนักลงทุนเศรษฐีตะวันออกกลางพร้อมเปย์แล้ว แต่ตัวเขาเองขอเล่นตัวปฏิเสธไปก่อน เพราะอยากต่อรองให้ได้เงื่อนไขการกู้ยืมที่ดีกว่านี้…
ฟังดูเป็นเกมจิตวิทยาที่พยายามรักษาฟอร์มของผู้บริหารสุดๆ เพราะในมือเขามีไพ่ตายใบสำคัญคือฝูงเครื่องบินกว่า 100 ลำในมาเลเซีย ที่ครองสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศไปแล้วถึง 60%…
เขารู้ดีว่าถ้ารัฐบาลปล่อยให้สายการบินนี้ล้ม การเดินทางครึ่งประเทศจะกลายเป็นอัมพาตทันที และนักการเมืองก็จะต้องตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น…
การเจรจานี้จึงเป็นเหมือนการยื่นคำขาดให้รัฐบาลรู้ตัว ว่าถ้าปล่อยให้ล้ม รัฐบาลเองก็ต้องควักเงินภาษีไปอุ้มบริษัทอื่นมาบินแทนอยู่ดี เกมนี้ต้องจับตาดูกันยาวๆ ว่าใครจะยอมถอยก่อนกัน…
ปัญหาของโมเดลธุรกิจแบบโลว์คอสต์กำลังลุกลามไปทั่วโลก สายการบิน Spirit Airlines ในอเมริกาเพิ่งจะปิดตำนาน 34 ปีไปหมาดๆ
ส่วน airBaltic ของประเทศลัตเวียก็เพิ่งยื่นล้มละลายไปหมาดๆ เหมือนกัน แถมปีที่แล้วค่าย Jetstar Asia ก็เพิ่งถอนตัวจากสิงคโปร์
กลายเป็นว่าสายการบินต้นทุนต่ำ 3 แห่งจาก 3 ทวีปทยอยร่วงกันหมด
แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Singapore Airlines ก็ยังปวดหัว ต้องทนดูสายการบินลูกอย่าง Scoot ขาดทุนยับตลอดทั้งปี
ซึ่งยังดีที่มีรายได้จากที่นั่งชั้นพรีเมียมของบริษัทแม่มาช่วยอุ้มไว้ ส่วนค่ายอื่นในฟิลิปปินส์ก็เลือดไหลไม่หยุดเหมือนกัน…
ถึงจุดนี้ทุกคนคงต้องตั้งคำถามกันอย่างจริงจังแล้วว่า อนาคตของการบินราคาประหยัดที่ทุกคนเข้าถึงได้จะเป็นยังไงต่อไป เราจะยังมีตั๋วโปรโมชั่นราคาถูกๆ ให้บินเที่ยวกันอีกมั๊ย…
หรือต้นทุนการเดินทางจะพุ่งทะยานขึ้นไปจนคนทั่วไปจับต้องไม่ได้ และในสภาวะที่ตลาดโหดร้ายขนาดนี้ ใครจะเหลือรอดเป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งพอจะขายตั๋วให้พวกเราได้บ้าง…
ต้องรอดูว่าผู้ชายที่เคยสร้างตำนานระดับโลกด้วยเงินแค่ 1 ริงกิต จะสามารถงัดทักษะการเจรจาพาดันบริษัทให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้อีกมั๊ย ธันวาคมนี้คงได้รู้กันชัดๆ แน่นอน…
จะมีเม็ดเงินก้อนใหญ่ช่วยต่อลมหายใจให้ไปต่อได้สวยๆ หรือเรื่องราวความตื่นตระหนกทั้งหมดจะกลายเป็นแค่เรื่องตลก
หรือเขาจะถูกจดจำในฐานะชายที่ทำเรื่องย้อนแย้งที่สุดในประวัติศาสตร์ธุรกิจ…
สั่งซื้อเครื่องบินใหม่ทีเดียว 300 ลำ แต่กลับต้องจำใจขายเครื่องบินที่เพิ่งบินมาจอดหน้าออฟฟิศทิ้งเพื่อประทังชีวิต
บทสรุปของตำนานสายการบินสีแดงแห่งเอเชียจะเป็นยังไง จะกลับมาผงาดบนท้องฟ้าได้อย่างภาคภูมิใจอีกครั้ง หรือจะร่วงหล่นกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำในหนังสือธุรกิจ
คงมีแค่เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบที่แท้จริงได้…
References : [reuters, bloomberg, cnbc, flightglobal, thestar]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/what-happened-to-airasia/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
การลงทุน
ธุรกิจ
ข่าวรอบโลก
4 บันทึก
10
3
4
10
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย