•
25 ก.ย. เวลา 01:56 • ประวัติศาสตร์

เมื่ออินทนิลสิ้นลมหายใจ

"แม้คำว่า สงครามเย็นเป็นดังสัญญะแทนสถานการณ์ของการต่อสู้ระหว่างสองมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ที่ไร้การเผชิญหน้าโดยตรง แต่ความร้อนระอุกลับปะทุในหลายพื้นที่ของโลกในรูปแบบของสงครามตัวแทน"
"ดังหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นสงครามเวียดนาม สงครามในกัมพูชา หรือสงครามกลางเมืองในลาว ที่ถูกขนานนามว่า ‘สงครามลับ’ ก็ตาม"
"สงครามลับในลาวเริ่มขึ้นในปีค.ศ.1959 ถือเป็นผลลัพธ์จากความขัดแย้งภาพใหญ่ หลังสหรัฐฯ ผู้นำโลกเสรีเชื่อว่า ลาวคือจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถป้องกันการรุกคืบของลัทธิคอมมิวนิสม์ (Commuism) ภายใต้ทฤษฎีโดมิโน (Domino Theory) จากเวียดนามที่ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำชูจากมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซีย"
"ขณะที่ไทยพันธมิตรชาติสำคัญของสหรัฐฯ ต่างก็เห็นพ้องต้องกัน โดยมองลาวที่มีความสำคัญในทางภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะ ‘เมืองน้อง’ ว่า จะถูกกระแสคอมมิวนิสต์กลืนกินจนกระทบต่อความมั่นคงของชาติไม่ได้"
THE MOMENTUM
ร้อยโท ชูเกียรติ สินค้าเจริญ นามเรียกขาน "อินทนิล"
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ก็กลับมาใช้หนี้ท่านผู้อ่านกันต่อ นั่นคือเรื่องเล่าจากสงครามลับในลาว แต่วันนี้เนื้อหามันจะไม่ลับเพราะผู้เขียนจะนำมาเล่าใหม่ ซึ่งเหตุการณ์นี้ใครๆก็ทราบดี นั่นคือเหตุการณ์ที่ทหารไทยขอปืนใหญ่แตกอากาศยิงถล่มฐานพวกเดียวกันในช่วงสงครามลับที่ลาว แล้วเรื่องราวนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพทหารเสือพรานของไทยช่วงสงครามลับในลาวที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
แผนที่ฐานปฏิบัติการหน่วยทหารเสือพรานไทย
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ท้องฟ้ายืมราตรีได้คืบคลานมาเยือน ณ ยอดเขาภูเทิง ซึ่งมีความสูงกว่า 1,500 เมตร ทางตอนใต้ของทุ่งไหหิน ประเทศลาว เสียงปืนใหญ่และระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวอย่างต่อเนื่อง กองพันอาสาสมัครทหารเสือพรานที่ 609 หรือ BC609 กำลังถูกกองกำลังทหารเวียดนามเหนือขนาดใหญ่โอบล้อมและรุกเข้าประชิดบังเกอร์ศูนย์บังคับการกองพัน
ร้อยโท ชูเกียรติ สินค้าเจริญ หรือนามเรียกขาน "อินทนิล" นายทหารฝ่ายยุทธการ (ฝอ.3) วัยเบญจเพศ ซึ่งทำหน้าที่ผู้บังคับกองพันแทนในขณะนั้น ได้ตัดสินใจทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชาในวินาทีชีวิต ท่านคว้าวิทยุสื่อสารส่งสัญญาณไปยังฐานยิงปืนใหญ่ Lion และ Stingray ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
"Mustang, Lion, Stingray... ใครได้ยินเสียงผมแล้ว ช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้"
คำร้องขอปืนใหญ่ยิงถล่มฐานตนเองกลายเป็นบทสรุปแห่งจิตวิญญาณนักรบไทย ที่เลือกจะ"ยอมตายเพื่อชาติ ดีกว่าอยู่อย่างเสียศักดิ์ศรี" โดยยอมสละชีวิตไปพร้อมกับข้าศึก เพื่อไม่ให้ที่มั่นแห่งนี้ตกเป็นของศัตรูโดยง่าย
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมม!"
เสียงปืนใหญ่แตกอากาศระเบิดเหนือฐานอินทนิล
ทหารเสือพรานไทยกับสงครามลับในลาว
เดิมทีการประชุมเจนีวาในปี พ.ศ. 2505 (ค.ศ.1962) ได้กำหนดให้ประเทศลาววางตัวเป็นกลางและห้ามกองทัพต่างชาติเข้าไปปฏิบัติการ แต่ทว่ากองทัพเวียดนามเหนือที่มีประเทศคอมมิวนิสต์ตัวใหญ่ๆอย่างสหภาพโซเวียตสนับสนุนกลับแอบส่งกำลังทหารนับหมื่นนายแทรกซึมเข้ามาในลาวอย่างลับๆ เพื่อจัดตั้งและคุ้มครอง "เส้นทางโฮจิมินห์" ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาลผ่านหุบเขาและป่าไม้ในลาวเข้าไปโจมตีเวียดนามใต้
สำหรับรัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นมองว่าหากฝ่ายคอมมิวนิสต์ยึดครองประเทศลาวได้ทั้งหมด ภัยคุกคามจะขยับมาประชิดชายแดนแม่น้ำโขงทันที และลาวจะกลายเป็นฐานที่มั่นสนับสนุนการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ประเทศไทยจึงตัดสินใจดำเนิน "ยุทธศาสตร์เขตหน้า" เพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์ให้อยู่นอกดินแดนไทย
ในการนี้ ได้มีการจัดตั้ง กองบัญชาการผสม 333 (บก.ผสม 333) ขึ้นอย่างลับๆ โดยมีการร่วมมือกับองค์การข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ในการเปิดรับสมัครชายไทยจิตใจกล้าหาญเข้ามาฝึกเพื่อส่งเข้าไปปฏิบัติการรบนอกแบบในแผ่นดินลาวในนาม "ทหารเสือพราน" หรือ "นักรบนิรนาม 333"
ทหารเสือพรานไทยขณะกำลังขึ้นเครื่องบินลำเลียง C-130
ในขณะที่ทหารเสือพรานไทยถูกส่งไปสนับสนุนทหารฝ่ายราชอาณาจักรลาวหรือลาวขาว ทั้ง 2 ชาติยังได้รับการสนับสนุนจากพี่ใหญ่แห่งโลกเสรีคือสหรัฐอเมริกา แต่อีกก๊กหนึ่งคือขบวนการประเทศลาวพร้อมด้วยทหารลาวฝ่ายซ้ายก็ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามเหนือ สหภาพโซเวียต และจีน โดยทหารเวียดนามเหนือได้ฝึกการใช้อาวุธและยุทธวิธีให้ทหารลาวแดง (ลาวฝ่ายซ้าย) ในขณะที่เวียดนามใต้ก็กำลังรบกับเวียดนามเหนืออย่างดุเดือด
''พวกนายต้องขับไล่ทหารลาวและทหารไทยที่โลกเสรีสนับสนุนออกไป คอมมิวนิสต์จะได้เป็นใหญ่ในอินโดจีน ฉันรู้ว่าพวกนายไม่อยากไปแต่ก็ต้องไปในเมื่อเบื้องบนสั่งลงมา บัดนี้ไอ้พวกจักรวรรดิอเมริกันมันเข้าตีเวียดนามแล้ว แล้วตอนนี้พวกมันกำลังเข้าครอบงำไทย ลาวและเขมร"
"พวกนายจากครอบครัวมา จากบ้านเกิดมา ถือว่าเป็นการดีเพราะเรามีจุดหมายเดียวคือไล่ทหารไทยออกจากป่า ลงจากเขา แล้วตั้งดินแดนสังคมนิยมขึ้นมา พวกนายเห็นด้วยหรือไม่"
"บัดนี้สหายเรากำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับพวกโลกเสรีอันชั่วช้าที่กำลังกลืนกินความเป็นสังคมนิยมในภูมิภาคเรา ฉะนั้นฉันและพวกนายถึงเวลาเเล้วที่จะต้องสู้ ต่อให้มีเลือดออกเราก็จะสู้จนร่างนี้สิ้นลมหายใจ จำไว้ให้ดีเกียรติภูมิของทหารช่างหอมหวาน แต่ต้องเเลดมาซึ่งความเสียสละ"
นายพลเวียดนามเหนือ
ทหารเสือพรานไทยขณะขึ้นเครื่องบินทีทสนามบินล่องแจ้ง
กระทั่งในช่วงฤดูหนาวกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2514 ด้านทหารเวียดนามเหนือก็กระจายกำลังไปช่วยสหายลาวฝั่งซ้าย แล้วคืบคลานเข้าสู่ทุ่งไหหิน เพื่อเปิดฉาก "ยุทธการแคมเปญ Z" การบุกครั้งนี้อยู่ภายใต้การบัญชาการของ "พลเอก เล จ่อง เติ๊น" โดยมี "พลเอก เหวียน หิว หวาน" นายทหารผู้เชี่ยวชาญการศึกเป็นที่ปรึกษา ฝ่ายข้าศึกได้ทุ่มกำลังพลมหาศาลกว่า 27,000 นาย จากกองพลที่ 312 ซึ่งเป็นกองพลที่เคยชนะศึกจากสมรภูมิเดียนเบียนฟู และกองพลที่ 316 ร่วมด้วยกองพันอิสระ กองพันทหารช่าง และกำลังทหารลาวฝ่ายซ้าย
ทหารเวียดนามเหนือใช้ยุทธวิธีที่ถูกเปรียบเทียบว่าเหมือน "งูเหลือม" คือการเคลื่อนพลอย่างเงียบเชียบ รวดเร็ว และใช้กำลังที่เหนือกว่าอย่างมหาศาล โดยใช้รถบรรทุกกว่า 2,500 คัน ลำเลียงยุทโธปกรณ์ สัมภาระ และวัตถุระเบิดหนักกว่า 118 ตัน มุ่งหน้าสู่ทุ่งไหหิน ครั้งนี้ฝ่ายเวียดนามเหนือไม่ได้ใช้ยุทธวิธีกองโจร แต่เป็นการจัดกำลังรบตามแบบเต็มรูปแบบ
โดยทุ่มปืนใหญ่สนามขนาด 130 มม. และ 122 มม. ที่มีระยะยิงไกลถึง 27 กิโลเมตรสำหรับยิงข่มปืนใหญ่ 155 มม. ของไทยที่ยิงได้ไกลประมาณ 15 กิโลเมตร ร่วมด้วยเครื่องยิงลูกระเบิดหนัก ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส. 82 มม.) และรถถัง T-34/85
สนามบินล่องแจ้งยุคสงครามลับ
ในขณะที่เคลื่อนพลเข้าสู่ทุ่งไหหินปัจจัยทางธรรมชาติยังเป็นใจให้กับฝ่ายเวียดนามเหนืออย่างมาก สภาพอากาศหนาวเย็นกลางเดือนธันวาคมที่มีหมอกหนาจัดลงมาปกคลุมหุบเขาและยอดเขาได้บดบังสายตาการตรวจการณ์ของทหารเสือพรานไทย และทำให้ยากเครื่องบินรบที่จะมาบินสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิด
ณ ยอดภูเทิงทหารท้องถิ่นลาวที่คอยระวังป้องกันตามแนวเนินสูงรอบนอกยังคงเดินลาดตระเวนต่อไป โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากองกำลังทหารเวียดนามเหนือสามารถคืบคลานข้ามหุบเขาและเตรียมยิงถล่มชุดใหญ่ใส่ทหารเสือพรานไทยยอดภูเทิงตลอดจนฐานยิงต่างๆ ทั่วทุ่งไหหินในเวลาอันรวดเร็ว แต่ในความมืดมิด 2 ทหารฝ่ายราชอาณาจักรลาวก็คุยกันใต้ต้นไม้
"เจ้าว่ามันสิเซาบ่สงครามเทื่อนี่"(เอ็งว่าสงครามรอบนี้จะจบไหม) ทหารลาวขาวอีกนายถาม "ข้อยเซื่อว่ามันสิต้องเซา บ่มื่อใดก็มื่อหนึ่ง" (ข้าเชื่อว่ามันก็ต้องจบแน่ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง) ทหารลาวอีกนายตอบ "เจ้าคิดฮอดบ้านบ่ ข้อยฮู้ว่าเจ้าคิดฮอดหลาย แต่มันก็บ่มีทางใดที่สิให้เฮาเลือก นอกจากเฮาสิต้องสละชีพเพื่อบ้านเกิดของเฮา" เพื่อนที่ตอบคำถามปลอบใจ "ข้อยเซื่อว่าโลกเสรีบ่มีทางทิ่มเฮา หากทิ่มเฮามันก็ลำบากเเท้เด้"
ทหารเสือพรานไทยได้ถูกส่งออกไปรบนอกประเทศในช่วงปีพ.ศ.2504-2516
ในขณะที่กำลังเดินไปในป่ายามค่ำคืน ทั้งคู่ก็ถือปืน M16 ใส่กระสุนเต็มนัดพร้อมลั่นไกทุกเมื่อ ความเงียบใดที่มีในโลก ไม่เท่าความเงียบของป่าที่ไร้ซึ่งเสียงสัตว์ สมัยนั้นไม่มีกล้อง Night Vision ติดหมวกทหาร ไม่มี GPS นำทาง พวกเขามีเข็มทิศและดาวเหนือที่กำลังนำทางพวกเขากลับฐาน ก่อนที่ในเวลาต่อมาเพื่อนของพวกเขาจะต้องถอนตัวออกไป
พวกเขาทั้ง 2 นายได้ฝ่าความมืดมิดของป่ายามราตรีเดินตรงกลับมาที่ฐานบนยอดเขาภูเทิง ซึ่งมีความสูงกว่า 1,500 เมตร ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทุ่งไหหิน นับเป็นจุดสูงข่มทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในพื้นที่ เพราะจากยอดภูเทิงสามารถสังเกตการณ์ ตรวจการณ์ และควบคุมพื้นที่แนวราบโดยรอบของทุ่งไหหินได้อย่างครอบคลุม
บนแนวสันเขาแห่งนี้ เป็นที่ตั้งหลักของกองพันอาสาสมัครทหารเสือพรานที่ 609 (BC 609) ร่วมด้วยทหารกองทัพแห่งชาติลาว (ลาวฝ่ายขวา หรือทหารท้องถิ่น) ซึ่งวางกำลังอยู่ตามแนวเนินสูงรอบนอกเพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนระวังป้องกัน
ในส่วนของที่มั่นบนยอดภูเทิงได้รับการดัดแปลงและสร้างสิ่งก่อสร้างทางทหารอย่างมั่นคงตามหลักยุทธวิธี ไมว่าจะเป็น บังเกอร์ศูนย์บัญชาการขนาดใหญ่ที่ขุดเจาะลึกลงในพื้นดินและชั้นหิน เสริมโครงสร้างอย่างแข็งแรงเพื่อใช้เป็นศูนย์บัญชาการ ห้องยุทธการ คลังเก็บกระสุน และที่พัก
คูเรต หรือร่องสนามเพลาะที่ขุดลึกล้อมรอบฐานและเชื่อมต่อถึงกันระหว่างบังเกอร์ต่างๆ เพื่อการเคลื่อนกำลังและส่งกำลังบำรุง ต่อมาเป็นหลุมบุคคลและฐานปืนกล มีการขุดหลุมบุคคลคู่สำหรับพลยิงประจำการ และฐานปืนกลหนาแน่นพร้อมหลุมดักระเบิดมือ ไม่เพียงเท่านี้ยังมีการวางแนวลวดหนามล้อมรอบขอบฐานอย่างแน่นหนาเพื่อสกัดการบุกประชิดของทหารเวียดนามเหนือ
ในบางสมรภูมิที่สงครามลับในลาวรวมถึงทุ่งไหหิน เครื่องบินรบที่ส่งมาสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดไม่สามารถทำได้เนื่องจากมีหมอกบดบังและเมฆมาก
สมรภูมิทุ่งไหหินได้เริ่มต้นขึ้น ก่อนการปะทะครั้งใหญ่ในเช้ามืดครั้งใหญ่ ทหารท้องถิ่นลาวซึ่งเคยวางกำลังอยู่ตามเนินสูงรอบนอกทำหน้าที่เป็นแนวระวังป้องกัน ได้ตัดสินใจผละออกจากที่มั่นและถอยร่นไปโดยแทบไม่ได้ทำการสู้รบ ส่งผลให้ทหารเวียดนามเหนือฉวยโอกาสเคลื่อนกำลังเข้าโอบล้อมเชิงภูเทิงและยึดเนินสูงข่มสำคัญรอบนอกได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะนี้ทหารเวียดนามเหนือได้นำปืนปรส. 82 มม. และเครื่องยิงลูกระเบิดขึ้นไปตั้งบนเนินสูงเหล่านั้น เพื่อระดมยิงเล็งตรงใส่ฐาน BC 609 บนยอดภูเทิง และฐานยิงปืนใหญ่ Lion เชิงเขาได้อย่างจังโดยที่ทหารเสือพรานไทยไม่รู้ตัวและมองไม่เห็นท่ามกลางสายหมอกหนาทึบ
เพราะฉะนั้นการตั้งฐานในเช้าตรู่วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2514 สภาพอากาศฤดูหนาวบนยอดเขาสูงเต็มไปด้วยหมอกหนาจัดลงมาปกคลุมจนมืดมิด บดบังสายตาการตรวจการณ์และส่งผลให้เครื่องบินไม่สามารถบินเข้ามาสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดได้
ทหารเสือพรานไทยกับปืน M16 คู่ใจ
ก่อนที่ปืนใหญ่จะดังคำรามไปทั่วทุ่งไหหิน ทหารเวียดนามเหนือจำนวนหนึ่งได้เดินฝ่าหมอกเข้าป่า ณ เชิงภูเทิง แล้วเตรียมการเข้าตียึดจุดสูงข่มตามที่ได้ฝึกมา พวกเขาไม่เคยขึ้นมาถึงยอดภูเทิงแม้แต่ครั้งเดียว นี่จะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะขึ้นภูเขาสูงที่สุดในพื้นที่นี้ รอบตัวมีแต่ความเงียบสงบของป่า ไม่มีเสียงจิ้งหรีดบรรเลงเพลงขับขาน ไม่มีเสียงเสือโคร่งดังคำรามในป่าแห่งนี้
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมม!"
เมื่อทุกอย่างประจวบเหมาะ ฝ่ายเวียดนามเหนือจึงเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่แบบตั้งตัวไม่ทัน ในเวลาประมาณ 05:30 น. ปืนใหญ่สนามขนาด 130 มม. และ 122 มม. รวมถึงปืน ค. และจรวดนับร้อยกระบอกของข้าศึก ได้ระดมยิงปูพรมถล่มใส่ที่มั่นทหารเสือพรานไทยทุกฐานพร้อมกันทั่วทุ่งไหหิน ตั้งแต่ภูเก็งทางตอนเหนือลงมาจนถึงภูเทิงทางตอนใต้
ห่ากระสุนปืนใหญ่ตกถล่มใส่ภูเทิงอย่างหนักหน่วงจนฝุ่นควันและเปลวไฟตลบอบอวล แรงระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์และยิงถูกคลังกระสุนจนเกิดการระเบิดกึกก้อง ก่อนที่กำลังทหารราบข้าศึกจำนวนมหาศาลจะกรูขึ้นมาจากด้านหลังและรอบทิศทาง บีบให้ทหารเสือพรานไทยกองพัน BC 609 ต้องกระโจนเข้าประจำคูเรตและหลุมบุคคล เพื่อเปิดฉากการรบประชิดตัวอันดุเดือดในทันที
"ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!"
เสียงปืน M16
ทหารเสือพรานนายหนึ่งจับปืน M16 ลั่นไกใส่เจาะร่างทหารเวียดนามเหนือล้มลงตรงหน้า จากนั้นก็วิ่งฝ่าดงกระสุนไปหลบหลังต้นไม้ต้นหนึ่งก่อนจะโผล่ออกมายิงรัวๆ ทันใดนั้นเองก็มีระเบิดขว้างลอยมา จึงกระโดดหลบแล้วหมอบ
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม!"
เมื่อระเบิดขว้างผ่านไปร่างนั้นก็จับปืน M16 ยิงสลับกับเข้าหลบหลังต้นไม้ที่ใช้เป็นที่กำบัง ในขณะนี้โอกาสทองมาถึงแล้ว จึงจับปืน M16 วิ่งฝ่ากระสุนพร้อมด้วยเสียงระเบิดไปช่วยยิงสนับสนุนให้เพื่อน "เอาซักนัดไหมไอ้พวกแกว!" เมื่อตะโกนเสร็จ มือทั้ง 2 ข้างที่จับปืนคู่ใจยังไม่วางลง ทหารเสือพรานไทยนายนี้นิ้วเข้าโกร่งไกแล้ว M16 ก็สาดอย่างบ้าคลั่ง ทหารเวียดนามเหนือไม่ยอมถอย พวกเขายังคงบุกเข้าเรื่อยๆ
ทหารเสือพรานจับปืน M16 หน้าบังเกอร์
ทหารเสือพรานไทยนายนี้ได้พูดกับตัวเองว่า "เราจะตายอย่างหมาหรือเราจะตายเยี่ยงวีรบุรุษก็ให้มันรู้ไป" เขาไม่รอช้าจึงจับปืน M16 ไปฟาดหัวทหารเวียดนามเหนือนายหนึ่งที่กำลังล็อคคอทหารเสือพรานไทยอีกนายระหว่างต่อสู้ด้วยศิลปะป้องกันตัว เขาหัวไปจนร่างทหารนายนั้นล้มลงพื้น แต่ก็ยังลุกขึ้นมาพร้อมกับโยนปืนอาก้าทิ้งก่อนจะใช้เท้าถีบหน้าอกทหารเสือพรานที่เอาปืน M16 ฟาดหัวก่อนหน้านี้หลังกระแทกท่อนไม้ของต้นไม้ต้นหนึ่ง
พอเห็นทหารที่เป็นคู่ปรับฉวยโอกาสชักมีดออกมาพร้อมแทงเข้าที่ราวนมเบื้องซ้าย ก็กระโดดไปทางขวาก้มตัวหลบมีดของทหารเวียดนามเหนือนายนี้จนมีดไปปักท่อนไม้ ส่วนทหารเสือพรานไทยนายเดิมก็กลิ้งหลบกระสุนปืน แล้วหันไกปืนไปทางฝ่ายตรงข้าม ก่อนจะยิงออกไปอึก 3 นัดจนร่างที่สู้กับเขาเอนกายลงไปนอนกับพื้นต่อหน้าต่อต่อตา
"ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!"
"วี้ดดดดดดดดดดดดดด!"
"บึ้มมมมมมมมมมมมมมม!"
เมื่อเสียงปืนใหญ่จากการเปิดฉากโจมตีของเวียดนามเหนือสงบลง ทหารเสือพรานไทยแห่งกองพัน BC609 บนยอดภูเทิงต่างกระโดดเข้าประจำคูเรตและหลุมบุคคล พร้อมทั้งคว้าปืน M16 ขึ้นสาดกระสุนตอบโต้อย่างไม่คิดชีวิต ท่ามกลางหมอกหนาและฝุ่นควันจากแรงระเบิดที่ตกลงมารอบฐาน ทหารไทยต้องคอยฉากหลบห่าลูกปืนและสะเก็ดระเบิดที่พุ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง
แผนที่ทุ่งไหหิน
การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดถึงขั้นประชิดตัวในร่องคู ทหารไทยหลายนายต้องเผชิญกับแรงระเบิดที่ยิงจากมาลูกปืน ค. และระเบิด TNT ที่ข้าศึกขว้างข้ามเข้ามาในบังเกอร์ สิบตรี เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์และสิบตรี หวาน เม่นนาเกล็ด 2 ทหารไทยในวีรกรรมนั้นเล่าถึงบรรยากาศในขณะนั้นกับอาจารย์หนุ่ม พลตรี ศนิโรจน์ ธรรมยศว่า แรงระเบิดทำให้สะเก็ดสาดเข้าใส่ร่างกายจนบาดเจ็บ เลือดและน้ำเหลืองไหลออกหู ใบหน้าและผมไหม้เกรียม บางนายเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเลือดและไส้ทะลัก บาดแผลที่มือและใบหน้าทำให้ทรมานจนแม้แต่จะกลืนอาหารก็ทำไม่ได้
แต่ทว่า ในสมรภูมิที่ถูกโอบล้อมไว้หมดสิ้น ไม่มีเฮลิคอปเตอร์มารับผู้บาดเจ็บออกไปได้เนื่องจากข้าศึกระดมยิงตกกดไว้ ทหารเสือพรานไทยทุกนายต่างรู้ดีว่าไม่มีทางถอนตัว ผู้บังคับบัญชาและทหารในฐานต่างคอยส่งเสียงปลุกใจกันว่า "สู้เท่านั้นมีทางรอด" และ "ตายก็ตาย"
แม้จะบาดเจ็บสาหัส อ่อนล้า และหิวโหยจากการสู้รบที่ยืดเยื้อ แต่ทหารเสือพรานไทยที่ยังพอมีแรงต่างกัดฟันสู้ต่อไป ผู้ที่บาดเจ็บมือหนึ่งก็ยังใช้มืออีกข้างคอยหย่อนระเบิดมือตอบโต้ หรือคอยประคองปืน M16 สาดกระสุนใส่ข้าศึกที่พยายามปีนคูเลดขึ้นมาอย่างเหนียวแน่น แสดงถึงความใจเพชรที่ไม่ยอมให้ที่มั่นตกเป็นของศัตรูตราบใดที่ยังมีลมหายใจ
เสบียงและน้ำไม่มาถึงท้อง ทหารทุกนายต้องสู้รบไปพร้อมกับความหิวโหยอย่างรุนแรง พร้อมกับสะเก็ดระเบิดและควันที่ฟุ้งกระจายทำให้ทหารจำนวนมากได้รับบาดเจ็บ มีเลือดไหล มัน้ำเหลืองไหล ร่างกายไหม้เกรียม และเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล แต่ก็ไม่มีโอกาสได้รับการรักษาพยาบาล
อนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงชัยชนะของขะบวนกานปะเทดลาวจากฝ่ายโลกเสรี
อาหารมื้อสุดท้ายกลางบังเกอร์ได้เกิดขึ้นในช่วงเย็นก่อนที่ฐานจะถูกยึดครอง ร้อยโท ชูเกียรติ สินค้าเจริญ นามเรียกขาน "อินทนิล" ได้หยิบกระดาษเอกสารออกมาปู แล้วนำนมข้นหวานมาราดและโรยด้วยนมผง ยื่นให้ลูกน้องที่เหลือรอดเลียกินเพื่อประทังความหิว พร้อมกับท่านได้กล่าวคำพูดที่สลักลึกลงในใจขอของทหารทุกนายว่า
*"กินซะ ทุกคน... นี่เป็นอาหารมื้อสุดท้ายแล้ว เดี๋ยวเราจะได้แยกจากกัน"
ความอดอยากและความยากลำบากที่ตัดขาดจากโลกภายนอกนี้ ไม่ได้ทำให้จิตใจของพวกเขาคลอนแคลน แต่กลับย้ำเตือนให้ทหารเสือพรานทุกนายกอดคอกันสู้จนวาระสุดท้ายโดยไม่ยอมจำนน
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมม!"
เสียงปืนใหญ่ทหารเวียดนามเหนือ
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2514 การสู้รบในสมรภูมิทุ่งไหหินเข้าสู่วิกฤตขั้นสูงสุด ทหารเวียดนามเหนือทุ่มกำลังเข้าตีฐาน BC609 บนยอดภูเทิงอย่างหนักหน่วง กระสุนปืนใหญ่และอาวุธหนักของข้าศึกยิงตกใส่กองกระสุนปืนคอและคลังกระสุนบริเวณ บก.พัน จนเกิดการระเบิดกึกก้องและส่งควันพุ่งสูง ส่งผลให้เครื่องกีดขวางและบังเกอร์ส่วนใหญ่ถูกทำลาย กระทั่งเวลาประมาณ 14:00–15:00 น. กำลังทหารราบข้าศึกก็สามารถบุกเจาะแนวป้องกันเข้ามายึดพื้นที่ฐานได้เกือบครึ่งหนึ่ง
บนยอดภูเทิงทหารเวียดนามเหนือได้จับปืนอาก้ารัวๆยิงปะทะกับทหารไทย วันนี้ก็มีทหารเวียดนามเหนือนายเดิมที่ตีรันฟันแทงกับทหารเสือพรานไทยนายหนึ่งจนถูก M16 ยิงไป 3 นัดล้มลงกับพื้นกลับมาแล้ว ทันใดนั้นเขาก็หันกระบอกปืนอาก้าแล้วยิงใส่ทหารไทยที่เป็นคู่อรินายนั้นแต่ว่ารอบนี้หลบทัน
กองทัพอากาศสหรัฐฯมีการส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดในลาวหลายเที่ยวทำให้กลายเป็นประเทศที่ขนานนามว่ามีการโดนทิ้งระเบิดมากที่สุดในโลก
"เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!"
เสียงปืนอาก้า
รอบนี้ทั้ง 2 คู่กรณีไม่มีเสียงท้าต่อยตี มีแต่การดวลปืนกันว่าใครจะชนะใครด้วยความแม่นยำ ฝั่งทหารเสือพรานไทยคู่อริคนเดิมก็ใช้ทีเด็ดคือปืน M16 ยิงไปที่ทหารเวียดนามเหนือผู้เป็นคู่ปรับ โชคเข้าข้างเขาที่กระสุนไม่โดนสักนัด จากนั้นก็โผล่ออกมายิงปืนอาก้าใส่ทหารไทยที่เป็นตัวตึงของฐาน แต่กลับฉวยโอกาสตอนที่ปืนอาก้ายิงมาวิ่งไปหลบหลังต้นไม้อีกต้น
ทหารเวียดนามเหนือเจ้าเก่าเจ้าเดิมนายนี้ไม่ได้เดินตามหาตัวทหารไทย เขาวิ่งหลบห่ากระสุนและระเบิดจำนวนมากที่พุ่งเข้ามา จากนั้นพอสายตาไปเห็นทหารไทยนายนั้นพาเพื่อนที่บาดเจ็บเข้าไปในฐาน แล้วเขาก็ยิงปืนอาก้าออกไป
"เปรี้ยงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!"
ทหารเสือพรานไทยที่ปะทะกับเขาก่อนหน้านี้กระโดดลงพื้นแล้วทำท่าหมอบจากนั้นก็ลุกขึ้นมาแล้วยิงปืน M16 เจาะเข้าที่ขาซ้ายของเขา เขาไม่รอช้าจึงยิงปืนอาก้าใส่หน้าอกเบื้องซ้ายและใต้หน้าอกเบื้องซ้ายอีกนัด ก่อนที่ทั้งคู่จะสิ้นลมหายใจทหารเวียดนามเหนือนายเดิมก็ถูกคู่ปรับของเขายิงปืน M16 ใส่ 5 นัดก่อนที่ร่างกายอันกำยำจะล้มลงแนบสนิทกับพื้นโดยที่ยังไม่ทันที่จะได้ช่วยชีวิตเพื่อนอีกคนที่กำลังลำบาก
ร่างของทหารเวียดนามเหนือ 1 นายและทหารเสือพรานไทย 1 นายที่ยิงปะทะกันก่อนหน้านี้นอนแน่นิ่งไร้ลมหายใจจนกระทั่งเพื่อนที่เป็นทหารเวียดนามเหนืออีกนายหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บเห็นเหตุการณ์ก็คิดจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกยิงโดยฝีมือทหารเสือพรานไทยจนล้มลงไปนอนกับพื้น จากนั้นก็วิ่งเข้าไปหาเพื่อนที่ถูกยิงจนเสียชีวิตในสนามรบแล้วอุ้มต่อด้วยการพาตัวของผู้เสียชีวิตขี่หลังออกมา
ในช่วงที่สงครามดุเดือดในลาวไม่จบ เครื่องบิน C-130 มีหน้าที่ลำเลียงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากในลนวไปลงที่สนามบินในไทยเช่นที่ อุดรธานี , น้ำพอง ขอนแก่น และอุบลราชธานี
ในขณะเดียวกันเสียงวิทยุที่ได้ยินคำสุดท้ายที่ไม่มีใครอยากได้ยินก็ดังขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 19:00 น. ทหารเวียดนามเหนือได้หนุนเนื่องขึ้นมาแน่นขนัดอยู่เต็มหลังคาบังเกอร์ศูนย์บังคับการ เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่สามารถรักษาที่มั่นไว้ได้ และปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อข้าศึก อินทนิลจึงคว้าวิทยุสื่อสารส่งสัญญาณไปยังฐานยิงปืนใหญ่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"Mustang, Lion, Stingray... ใครได้ยินเสียงผมแล้ว ช่วยยิงแตกอากาศกลางฐานให้ผมด้วย เพราะเป็นทางเดียวที่ผมจะรอดอยู่ได้"
ทันใดนั้นเองปืนใหญ่จากฐานยิง Stingray ได้ทำหน้าที่ตอบรับคำร้องขอสุดท้าย ปูพรมยิงกระสุนปืนใหญ่แบบชนวนแตกอากาศ เป้าหมายไม่ใช่การยิงใส่ฐานปืนใหญ่ทหารเวียดนามเหนือ เป้าหมายที่ยิงไปคือกลางฐาน BC 609 บนยอดภูเทิง
ตัดภาพไปที่ยอดภูเทิงทหารเสือพรานไทยที่ไม่หลบในฐานก็ยังคงใช้ปืน M16 และระเบิดมือต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามอย่างทรหด แต่ในขณะที่ทหารทุกนายต่างกัดฟันสู้ต่อไป ข้างบนพวกเขาก็มีกระสุนแตกอากาศพุ่งมาด้วยความเร็ว
"วี้ดดดดดดดดดดดดดดดด!"
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมมม!"
บัดนี้กระสุนปืนใหญ่แตกอากาศจากฐานยิงปืนใหญ่ Stingray ได้ทำหน้าที่สมศักดิ์ ณ ฐานปฏิบัติการ BC 609 นานเกือบ 10 นาที สะเก็ดระเบิดนับหมื่นชิ้นสาดลงมาราวห่าฝน ทำลายสังหารกำลังทหารข้าศึกที่รายล้อมอยู่รอบฐานไปกว่า 200 ศพ
เมื่อเสียงปืนใหญ่ยิงแตกอากาศสงบลง ทหารเวียดนามเหนือที่เหลือรอดได้กรูเข้ามาขว้างระเบิด TNT จำนวนมากเข้าใส่บังเกอร์ของอินทนิลจนเกิดกลุ่มควันและเปลวไฟพุ่งพรวดออกมา ในวินาทีนั้นร้อยโท ชูเกียรติ สินค้าเจริญ ได้สิ้นลมหายใจไปกับเสียงปืนใหญ่แตกอากาศที่ระเบิดเหนือฐาน เเม้ตัวจะตายแต่คนไทยก็ไม่ลืมวีรกรรมที่ท่านทำจนวินาทีสุดท้าย
กองพัน BC 609 ละลายทั้งหน่วยบนยอดเขาภูเทิง เหล่านายทหารและกำลังพลชุดสุดท้ายสละชีพพร้อมกันภายในบังเกอร์ มีเพียงกำลังพลส่วนน้อย เช่น สิบตรี เจริญศักดิ์ เฟื่องวงศ์ และ สิบตรี เฉลิม กระตุกนาค ที่ตกเป็นเชลยศึกและถูกคุมขังในเวียดนามเหนือนานเกือบ 3 ปี ก่อนได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่ประเทศไทย
รักชาติยอมสละแม้  ชีวี
รักเกียรติจงเจตน์พลี  ชีพได้
รักราชมุ่งภักดี  รองบาท
รักศาสตร์ราญเศิกไส้  เพื่อเกื้อพระศาสนาฯ
อันสยามเป็นบ้านเกิด  เมืองนอน
ดุจบิดามารดร  เปรียบได้
ยามสุขสโมสร  ทุกเมื่อ
ยามศึกทุกข์ยากไร้  ปลาดเร้นฤาควรฯ
ที่มา : กษัตริยานุสรณ์
ประพันธ์โดย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (ขณะทรงศึกษาอยู่ชั้น ม.5)
ขอสดุดีท่านผู้เสียสละทุกท่านที่จากไปในสงครามลับที่ลาวทุกสมรภูมิรวมไปถึงการเสียสละของร้อยโท ชูเกียรติ สินค้าเจริญ วีรบุรุษแห่งสมรภูมิทุ่งไหหิน ผู้ขอยิงปืนใหญ่แตกอากาศใส่พวกเดียวกันในขณะที่ทหารเวียดนามเหนือล้อมฐาน การออกไปสู้นอกประเทศหาใช่การออกไปตายอย่างเปล่าประโยชน์ แต่มันเป็นการต่อสู้จนตัวตายนอกประเทศเพื่อไม่ให้ประเทศไทยตกเป็นเมืองขึ้นคอมมิวนิสต์ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
sanirojthumayos
พลตรี สัมพันธ์ แจ้งเจนเวทย์
Weerapol Pakdeepetch
เรารักประเทศไทย
Pad1968 Vietnam Reenactment Group
ครูหนุ่ม ศนิโรจน์ ธรรมยศ
สมบูรณ์ ลาลีพันธ์
The Wild Chronicles Group สมาคมผู้สนใจประวัติศาสตร์ สงคราม เรื่องต่างประเทศ
THAI PBS
FRANK OENEN
Richard Vandervord
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา