•
26 ก.ย. เวลา 04:26 • กีฬา

ทำไมสนามกีฬา 2 แห่ง ขนาดใกล้กัน แต่ราคาพื้นต่างกันเป็นแสน?

เวลาคุยเรื่องทำพื้นสนามกีฬา หลายคนมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า
“ราคาต่อตารางเมตรเท่าไหร่?”
คำถามนี้ไม่ผิดครับ
แต่ในงานจริง ตัวเลข “บาทต่อตารางเมตร” เพียงอย่างเดียว อาจยังไม่สามารถบอกงบทั้งหมดของโครงการได้
ลองนึกภาพสนามกีฬา 2 แห่ง ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
สนามแรก
พื้นคอนกรีตเดิมค่อนข้างเรียบ แข็งแรง ไม่มีรอยแตกร้าวมาก และไม่มีปัญหาน้ำขัง
ส่วนสนามที่สอง
มีรอยแตกร้าวหลายจุด พื้นบางส่วนต่ำกว่าระดับ มีน้ำขัง และต้องซ่อมพื้นก่อนเริ่มติดตั้งระบบพื้นสนามกีฬา
พื้นที่แทบไม่ต่างกัน
แต่ต้นทุนของทั้งสองสนาม อาจต่างกันมาก
เพราะสิ่งที่เราจ่ายจริง ไม่ได้มีแค่ “ค่าพื้นสนาม”
ยังมีเรื่องสภาพพื้นเดิม ระบบพื้นที่เลือก จำนวนชั้น ความหนา งานซ่อมพื้น งานตีเส้น และรายละเอียดของหน้างานแต่ละโครงการ
ราคาพื้นสนามกีฬา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนตารางเมตรอย่างเดียว
สมมติว่าเรารู้ว่าสนามมีพื้นที่ 100 ตารางเมตร
แล้วนำราคาวัสดุต่อตารางเมตรมาคูณทันที
ตัวเลขที่ได้อาจใช้เป็น “งบประมาณเบื้องต้น” ได้
แต่ยังไม่ใช่ราคาสุดท้าย
เพราะยังต้องดูอีกหลายเรื่อง เช่น
พื้นเดิมพร้อมทำงานหรือไม่
ต้องซ่อมรอยแตกร้าวหรือเปล่า
มีปัญหาน้ำขังหรือไม่
ต้องปรับระดับพื้นเพิ่มหรือไม่
เป็นสนามในร่มหรือกลางแจ้ง
ต้องการระบบพื้นแบบไหน
รวมถึงต้องตีเส้นกี่ชนิดกีฬา
ทั้งหมดนี้มีผลกับต้นทุนครับ
Acrylic, PU, PVC, EPDM และ PP Modular ไม่ใช่พื้นแบบเดียวกัน
พื้นสนามกีฬาแต่ละระบบ มีโครงสร้างและลักษณะการใช้งานแตกต่างกัน
Acrylic
เป็นระบบที่พบได้บ่อยในสนาม Hard Court โดยเฉพาะงานกลางแจ้ง และมีหลายรูปแบบตามจำนวนชั้นและสเปกของโครงการ
PU
คำว่า PU เองก็ไม่ได้หมายถึงระบบเดียว
บางโครงการใช้ PU Coating สำหรับพื้น Hard Court
บางโครงการใช้ PU Sports Flooring แบบยืดหยุ่น ซึ่งมีโครงสร้างและความหนามากกว่า
ต้นทุนจึงแตกต่างกันได้มาก
PVC
เป็นวัสดุแผ่นสำเร็จรูป นิยมใช้กับสนามกีฬาในร่มหลายประเภท
EPDM
มีความยืดหยุ่นและช่วยรองรับแรงกระแทก เหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการคุณสมบัติด้านความนุ่มมากขึ้น
PP Modular
เป็นระบบแผ่นสำเร็จรูปที่นำมาประกอบเข้าด้วยกัน และสามารถเปลี่ยนเฉพาะบางส่วนได้เมื่อเกิดความเสียหาย
ดังนั้น ถ้ามีคนบอกว่า
“พื้น PU ราคาเท่านี้”
หรือ
“พื้น Acrylic ราคาเท่านั้น”
แต่ยังไม่ได้ดูรายละเอียดของระบบ
ก็อาจยังเปรียบเทียบราคาได้ไม่ตรงกันครับ
ช่วงราคาใช้วางงบได้ แต่ไม่ควรมองเป็นราคาตายตัว
ถ้าต้องการประเมินงบในช่วงแรก ราคาพื้นสนามกีฬาโดยประมาณอาจอยู่ในช่วงดังนี้
Acrylic
ประมาณ 450–1,200 บาท/ตร.ม.
PU
ประมาณ 900–2,800 บาท/ตร.ม.
PVC
ประมาณ 800–2,000 บาท/ตร.ม.
EPDM
ประมาณ 1,200–3,000 บาท/ตร.ม.
PP Modular
ประมาณ 1,000–2,500 บาท/ตร.ม.
ช่วงราคาเหล่านี้เหมาะสำหรับใช้ตั้งงบประมาณเบื้องต้น
แต่ไม่ควรสรุปว่าเป็นราคาสุดท้ายของทุกโครงการ
เพราะหน้างานจริงอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันมาก
สภาพพื้นเดิม อาจทำให้งบเปลี่ยนมากกว่าที่คิด
ในหลายโครงการ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เกิดจากวัสดุพื้นสนามกีฬาโดยตรง
แต่อาจเกิดจาก “งานเตรียมพื้น”
ถ้าพื้นคอนกรีตเดิมเรียบ แข็งแรง ได้ระดับ และไม่มีปัญหาน้ำขัง
การเริ่มติดตั้งระบบพื้นก็ทำได้ง่ายกว่า
แต่ถ้าพื้นมีรอยแตกร้าว ผิวหลุดร่อน เป็นแอ่ง หรือมีน้ำขัง
ก็อาจต้องซ่อมและปรับสภาพพื้นก่อน
บางพื้นที่ต้องปรับระดับ
บางพื้นที่ต้องแก้เรื่องการระบายน้ำ
บางพื้นที่อาจต้องเตรียมผิวเพิ่มเติมก่อนเริ่มระบบพื้นสนาม
ดังนั้น การดูเฉพาะราคาวัสดุต่อตารางเมตร โดยไม่ดูสภาพพื้นเดิม อาจทำให้งบที่ตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริงได้
พื้นที่ติดตั้งจริง อาจมากกว่าพื้นที่ภายในเส้นสนาม
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือ
“พื้นที่ที่นำมาใช้คิดราคา”
ขนาดสนามตามเส้นแข่งขัน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด
ในงานจริงมักมีพื้นที่รอบสนาม พื้นที่ใช้งาน และพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มเติม
ดังนั้น เวลาประเมินราคา ควรใช้ “พื้นที่ติดตั้งจริง”
ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่ภายในเส้นสนามเท่านั้น
โดยเฉพาะสนามโรงเรียน สนามชุมชน หรือสนามอเนกประสงค์
พื้นที่รอบสนามอาจมีสัดส่วนค่อนข้างมากครับ
งานตีเส้นหลายกีฬา ก็มีผลกับราคา
สนามหนึ่งแห่งอาจใช้เล่นกีฬาเพียงชนิดเดียว
แต่อีกสนามหนึ่งอาจใช้เล่นทั้ง
บาสเกตบอล
วอลเลย์บอล
แบดมินตัน
และฟุตซอล
แม้ว่าระบบพื้นหลักจะเป็นแบบเดียวกัน
แต่จำนวนเส้น จำนวนสี และรายละเอียดของงานตีเส้นก็เพิ่มขึ้น
บางใบเสนอราคารวมงานตีเส้นแล้ว
บางใบเสนอราคาแยกออกมาอีกส่วนหนึ่ง
ดังนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบราคา ควรดูด้วยว่า “ขอบเขตงานเหมือนกันหรือยัง”
ก่อนขอราคา ควรเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง?
ถ้าอยากให้การประเมินราคาใกล้เคียงงานจริงมากขึ้น
อย่างน้อยควรเตรียมข้อมูลเหล่านี้
ประเภทกีฬา
ขนาดพื้นที่ กว้าง × ยาว
เป็นสนามในร่มหรือกลางแจ้ง
สภาพพื้นเดิม
ระบบพื้นที่สนใจ
จังหวัดหรือสถานที่ติดตั้ง
และรูปถ่ายพื้นที่จริง
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดการเดาราคา
และช่วยให้สามารถเปรียบเทียบสเปกจากแต่ละผู้รับเหมาได้ตรงกันมากขึ้น
ก่อนถามว่า “เจ้าไหนถูกกว่า” ลองถามอีกคำถามก่อน
เมื่อเราได้รับใบเสนอราคา 2 ใบ แล้วพบว่าราคาต่างกันมาก
อย่าเพิ่งดูเฉพาะตัวเลขสุดท้าย
ลองเช็กก่อนว่า
สเปกเหมือนกันหรือไม่
จำนวนชั้นเท่ากันหรือไม่
ความหนาเท่ากันหรือไม่
รวมงานซ่อมพื้นหรือยัง
รวมงานตีเส้นหรือไม่
ใช้วัสดุเกรดเดียวกันหรือไม่
รวมค่าเดินทางหรือเงื่อนไขหน้างานครบหรือยัง
และมีเงื่อนไขการรับประกันต่างกันหรือไม่
หลายครั้งราคาที่ต่างกัน เกิดจาก “ขอบเขตงานไม่เหมือนกัน”
มากกว่าจะเป็นเรื่องว่าเจ้าไหนแพงหรือถูกเพียงอย่างเดียว
ถ้ากำลังวางงบทำสนามกีฬา และต้องการดูรายละเอียดช่วงราคา Acrylic, PU, PVC, EPDM และ PP Modular เพิ่มเติม
อ่านรายละเอียดได้ที่
สุดท้าย ถ้าจะสรุปเรื่องราคาพื้นสนามกีฬาแบบง่าย ๆ
ผมคิดว่าควรดูพร้อมกันอย่างน้อย 3 เรื่อง
พื้นที่ติดตั้งจริง
สภาพพื้นเดิม
และ
ระบบพื้นที่เลือก
เพราะสามเรื่องนี้เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สนามสองแห่ง ซึ่งดูเหมือนมีขนาดใกล้เคียงกัน สามารถมีงบประมาณต่างกันได้มากครับ
โฆษณา