เมื่อวาน เวลา 02:09 • หุ้น & เศรษฐกิจ

9 ปีที่ทนขาดทุน! ทำไม Steve Jobs ถึงรวยจาก Pixar มากกว่า Apple?

ถ้าพูดถึงชื่อ Steve Jobs ภาพแรกที่ลอยมาในหัวคงเป็นผู้ชายใส่เสื้อคอเต่าสีดำ ยืนเท่ๆ อยู่บนเวที
เขาคือคนที่เปิดตัวสินค้าเปลี่ยนโลกมานักต่อนัก ผมว่าใคร ๆ ก็ต้องคิดนะครับว่าความรวยระดับมหาเศรษฐีของเขาต้องมาจาก Apple แน่ๆ
แต่บอกเลยว่างานนี้มีหักมุมแบบที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนเลย…
ตอนที่ Steve Jobs เสียชีวิตในปี 2011 นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินของเขาไว้สูงปรี๊ดถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่เรื่องที่พีคสุดๆ คือหุ้น Apple ที่เขาถือครองอยู่ กลับเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของความมั่งคั่งทั้งหมด
เงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขากลับมาจากบริษัทซอฟต์แวร์ที่เกือบจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่
เป็นบริษัทที่เขาซื้อมาด้วยเงินแค่หยิบมือในปี 1986 แล้วก็ผลาญเงินสดเขาทุกเดือนยาวนานถึง 9 ปีเต็ม
แถมยังเป็นบริษัทที่เขาเกือบจะถอดใจสั่งปิดทิ้งไปตั้งหลายรอบ
แล้วบริษัทที่ Steve Jobs เกือบจะบีบคอให้ตายคามือ กลับกลายมาเป็นขุมทรัพย์ที่ทำเงินให้เขาได้มากกว่า Apple ได้ยังไง
…
ต้องย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นในปี 1976 ตอนที่ Apple เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก
หลายคนคงจำได้ว่าผู้ก่อตั้งมี Steve Jobs กับ Steve Wozniak สองคู่หูสุดเทพ
แต่เอาเข้าจริงมันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่โลกมักจะลืม เขาชื่อ Ronald Wayne เป็นวิศวกรจากค่าย Atari
ตอนนั้น Jobs กับ Wozniak ถือหุ้นกันคนละ 45% ส่วน Wayne ถือหุ้นที่เหลืออีก 10%
Wayne เป็นเหมือนผู้ใหญ่ในห้องที่คอยดูแลความเรียบร้อย เพราะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าใครเพื่อน
เขาเป็นคนพิมพ์สัญญาหุ้นส่วนฉบับแรก วาดโลโก้แรกของ Apple แล้วก็ช่วยประคับประคองบริษัทตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีลูกค้าซักคน
1
ทีนี้จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้ Jobs ไปกู้เงินมาเพื่อทำออเดอร์แรกส่งให้ร้านคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นร้านหนึ่ง
ซึ่งร้านนี้ดันมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องการเบี้ยวหนี้จ่ายเงินไม่ตรงเวลาเอาซะเลย…
Jobs กับ Wozniak ยังเป็นวัยรุ่นที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่ Wayne ไม่ใช่แบบนั้น
เขามีบ้าน มีทรัพย์สิน มีเงินเก็บ ถ้าเกิดร้านนั้นไม่จ่ายเงิน ธนาคารจะต้องมาตามยึดบ้านของเขาแน่นอน
ด้วยความปอดแหก เพียงแค่ 12 วันหลังเซ็นสัญญา Wayne ก็ขอถอนตัวแล้วขายหุ้น 10% คืนในราคาแค่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ
1
ต่อมาก็รับเงินเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อสละสิทธิ์เรียกร้องทุกอย่างในบริษัทแบบถาวร
1
แต่เชื่อมั๊ยครับ ว่าสัญญาฉบับที่ Wayne พิมพ์ด้วยมือตัวเองนั่นน่ะ ถูกนำไปประมูลขายในปี 2011
ราคาประมูลสูงทะลุ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แพงกว่าค่าตัวหุ้น 10% ที่เขาเคยได้มาหลายร้อยเท่า…
แต่ Jobs กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาเลือกที่จะกอดหุ้นของตัวเองไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ตอนที่ Apple เข้าตลาดหุ้นในปี 1980 Jobs มีหุ้นอยู่ในมือเยอะมาก
พอจบวันแรกของการเทรด มูลค่าหุ้นของเขากระโดดไปทะลุ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตอนนั้นเขาอายุแค่ 25 ปีเท่านั้น กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ที่โลกต้องจับตามอง
นี่คือความมั่งคั่งก้อนแรกที่สร้างจากแนวคิดเรื่อง “Direct Ownership” หรือการเป็นเจ้าของโดยตรงนั่นเอง
แต่ความสำเร็จก็อยู่ได้ไม่นาน พอถึงปี 1983 Jobs ไปดึงตัว John Sculley ประธานของค่ายน้ำดำชื่อดังมาเป็น CEO
ผ่านไปแค่สองปี ทั้งคู่ก็เปิดศึกสายเลือดกันเองเรื่องทิศทางบริษัทและวิธีการทำงาน
สุดท้ายบอร์ดบริหารดันเข้าข้าง John Sculley แล้วก็ปลด Jobs ออกจากอำนาจบริหารในบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ…
ด้วยความโกรธแค้นและอีโก้ที่พังทลาย Jobs ลาออกในปี 1985
แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ตัวเองจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต นั่นคือการเทขายหุ้น Apple ทิ้งจนเกือบหมดเกลี้ยง
เขาทำไปเพียงเพราะความอาฆาตแค้นล้วนๆ เก็บไว้แค่หุ้นเดียวเพื่อจะได้เอกสารรายงานประจำปีส่งมาที่บ้าน
การเทขายหุ้นด้วยอารมณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาได้เงินมาหลักร้อยกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ
ซึ่งถ้าเขายังถือหุ้นก้อนนั้นไว้จนถึงวันที่เขาเสียชีวิต มันจะมีมูลค่าสูงถึง 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
นี่คือการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดระดับโลก ที่เกิดจากความใจแคบและทิฐิล้วนๆ…
การตัดสินใจสำคัญทางการเงินมักจะพังทลายเสมอเมื่ออารมณ์เข้ามาครอบงำ
Jobs ไม่ได้นั่งคำนวณตัวเลขด้วยซ้ำว่าตัวเองจะพลาดอะไรไปบ้าง เขาแค่ต้องการตัดขาดจากคนที่หักหลังเขา
แต่เรื่องราวบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากได้เงินก้อนนั้นมา Jobs เอาไปเทลงทุนในสองบริษัท
บริษัทหนึ่งเจ๊งไม่เป็นท่า ส่วนอีกบริษัทคือกลุ่มกราฟิกเล็กๆ ที่เขาซื้อมาจาก George Lucas ในปี 1986
เขาซื้อมาด้วยราคาเพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะตอนนั้น George Lucas กำลังร้อนเงินเอาไปจ่ายค่าหย่าร้าง
1
Jobs ตั้งชื่อบริษัทนี้ใหม่ว่า Pixar ซึ่งตอนนั้นยังไม่ใช่สตูดิโอทำหนังแอนิเมชันระดับโลกแบบที่เราเห็นทุกวันนี้…
ในยุคที่ยังไม่มี AI หรือเทคโนโลยีล้ำๆ มาช่วย Pixar เป็นแค่บริษัทขายฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่ขายแทบไม่ออก
Jobs ต้องตัดสินใจปิดแผนกฮาร์ดแวร์ทิ้ง แล้วก็เลิกจ้างพนักงานจนเหลือแค่ทีมเล็กๆ ไม่กี่คน
ในช่วงเวลานั้น เขาต้องเป็นคนเซ็นเช็คเงินสดจากบัญชีส่วนตัวทุกเดือนเพื่อมาโปะยอดขาดทุน
เขาผลาญเงินส่วนตัวไปหลายแสนดอลลาร์ทุกเดือน จนเงินเก็บเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที
มีหลายครั้งที่เขาอยากจะขายกิจการทิ้งแล้วยอมเจ็บตัว แต่เขาก็ยังคงทนถือมันไว้ถึง 9 ปีเต็ม
เขาควักเนื้อตัวเองไปกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพยุงบริษัทที่คนอื่นมองว่าเป็นความล้มเหลว…
คำถามก็คือ ทำไมเขาถึงยอมทนขาดทุนได้ยาวนานขนาดนั้น
เพราะสิ่งที่ Jobs ถืออยู่ มันไม่ใช่แค่บริษัทซอฟต์แวร์ แต่มันคือออปชันระยะยาว
เขาจ่ายเงินเพื่อซื้อโอกาสที่มันจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น
เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งที่ชิปคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลง หนังแอนิเมชันเต็มรูปแบบจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน
นักลงทุนทั่วไปแค่เห็นตัวแดงปีเดียวก็หนีหายกันหมดแล้ว แต่ Jobs ทนแบกรับความกดดันถึง 9 ปี
1
จนกระทั่งสัปดาห์ที่พลิกชีวิตก็มาถึงในเดือนพฤศจิกายน 1995 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ได้ออกฉาย…
หนังเรื่องนี้กวาดรายได้ทั่วโลกไปมหาศาล กลายเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งของปีนั้นเลยทีเดียว
และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา Pixar ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
นายธนาคารแนะนำให้ตั้งราคาหุ้นต่ำๆ ไว้ก่อน แต่ Jobs ดื้อและสั่งให้ตั้งราคาเปิดที่ 22 ดอลลาร์สหรัฐ
มันเป็นราคาเดียวกับตอนที่ Apple เข้าตลาดหุ้นเป๊ะๆ
พอจบวันแรก ราคาหุ้นพุ่งไปไกล ดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแบบสวยๆ
และประเด็นสำคัญก็คือ Jobs ถือหุ้นบริษัทนี้อยู่ถึง 80% เลยทีเดียว…
ชั่วข้ามคืน Jobs กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างเป็นทางการ
เขาไม่ได้รวยเพราะ Apple แต่รวยเพราะสตูดิโอเล็กๆ ที่เขาอุ้มชูมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง
เงิน 10 ล้านก้อนแรก กลายเป็น 1.1 พันล้าน ทันที มันคือผลตอบแทนที่โหดสุดๆ
1
ความเป็นเจ้าของมอบสิ่งหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจให้เขา นั่นก็คืออำนาจต่อรอง
ตอนนั้น Pixar มีสัญญากับค่าย Disney ซึ่งทางนั้นเป็นคนออกทุน จัดจำหน่าย และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด
Pixar เป็นแค่คนรับจ้างผลิต แต่พอมีเงินทุนของตัวเอง Jobs สั่งฉีกสัญญาเก่าทิ้งทันที…
เขาบีบให้ทำสัญญาใหม่แบบแบ่งรายได้กันคนละครึ่งและให้ Pixar ร่วมออกทุนสร้างได้
จังหวะเดียวกันนี้เอง อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ Jobs สร้างขึ้นอย่าง NeXT ก็กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน
แม้ฮาร์ดแวร์จะขายไม่ค่อยออก แต่ซอฟต์แวร์ที่ซ่อนอยู่คือระบบปฏิบัติการที่ล้ำสมัยมาก
ในจังหวะที่ Apple กำลังจะล้มละลาย มีเงินสดเหลือให้ใช้ประทังชีวิตแค่ไม่ถึง 90 วัน
พวกเขาตัดสินใจเข้าซื้อ NeXT ในราคา 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเอาเทคโนโลยีมาใช้
แต่ลึกๆ แล้วทุกคนรู้ดีว่า Apple ไม่ได้แค่ซื้อซอฟต์แวร์ แต่กำลังซื้อตัว Steve Jobs กลับมาต่างหาก…
เมื่อ Jobs กลับมาผงาดที่ Apple เขาเริ่มปล่อยผลิตภัณฑ์ที่เขย่าวงการเทคโนโลยี
สินค้าอย่าง iMac ไปจนถึง iPhone พลิกฟื้นให้ Apple แซงหน้าคู่แข่งและกลายเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงสุดในโลก
เขาสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น Apple มหาศาลระดับ 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แต่ทุกคนรู้มั๊ย ว่า Jobs แทบไม่ได้เก็บความมั่งคั่งมหาศาลนี้ไว้กับตัวเขาเองเลย
หลายคนเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า Jobs รับเงินเดือนแค่ปีละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดูเป็นคนสมถะสุดๆ
แต่โครงสร้างการเงินเบื้องหลังมันซับซ้อนกว่านั้น เขาได้ออปชันหุ้นจำนวนมหาศาลแทน…
ต่อมาเขาแลกออปชันเหล่านั้นเป็นหุ้นจำกัดสิทธิ์ ซึ่งเมื่อเขาเสียชีวิต เขาถือหุ้น Apple อยู่เพียง 0.6% เท่านั้น
ตัวเลขนี้มันสะท้อนสัจธรรมสำคัญในโลกทุนนิยมได้ดีมากๆ
คุณไม่ได้รวยจากการลงมือสร้างบางสิ่ง แต่คุณรวยจากการเป็นเจ้าของสิ่งนั้นต่างหาก
Jobs สร้างมูลค่าให้ Apple มหาศาลแต่ถือหุ้นแค่หยิบมือ ในขณะที่ Pixar เขาเป็นเจ้าของถึง 80%
ผลตอบแทนก้อนสุดท้ายและก้อนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาจึงมาจากการระเบิดฟอร์มของสตูดิโอแอนิเมชันแห่งนี้
ย้อนกลับไปตอนที่สัญญาของ Disney กำลังจะหมดลง Jobs เปิดศึกงัดข้อกับ CEO ของฝั่งนั้น…
1
เขาถึงขั้นประกาศกร้าวว่าจะตัดหางปล่อยวัด Disney แล้วหาผู้จัดจำหน่ายเจ้าใหม่มาแทน
ความเด็ดขาดของ Jobs ทำให้บอร์ดบริหาร Disney ตื่นตระหนกจนเกิดการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง
CEO คนใหม่รู้ดีว่าถ้าเสีย Pixar ไป ธุรกิจแอนิเมชันของตัวเองต้องลำบากแน่ๆ
ผลสรุปคือ Disney ยอมควักกระเป๋า 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ Pixar ทั้งหมด
โดยจ่ายเป็นหุ้นแทนเงินสด ทำให้หุ้นของ Jobs ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้น Disney มูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ทันที
ชายที่ชื่อ Steve Jobs กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักร Disney …
1
เขามีสัดส่วนถึง 7% ซึ่งมากกว่าผู้บริหารระดับสูงหรือทายาทสายเลือดแท้ๆ ของบริษัทเสียอีก
เมื่อเรามาดูมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริงในวาระสุดท้ายของชีวิตเขา
จากทรัพย์สินทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากหุ้น Apple บริษัทที่เขาสร้างมันมากับมือ
ส่วนก้อนใหญ่ที่สุดกลับมาจากหุ้น Disney ที่เขาเลือกจะเก็บไว้ให้เติบโตอย่างเงียบๆ
ถ้าเราตัดภาพจำเรื่องเสื้อคอเต่าสีดำและการพรีเซนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจออกไป
สิ่งที่เหลืออยู่คือหลักการลงทุนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมากสำหรับทุกคน…
หาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ อดทนฝ่าฟันช่วงเวลาที่มันยังไม่ทำกำไร
และที่สำคัญที่สุด จงอย่าตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ชั้นดีทิ้งเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเด็ดขาด
ความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ สินทรัพย์ที่ทำให้เขาร่ำรวยที่สุด คือสิ่งที่เขาไม่ได้นั่งบริหารแล้ว
ส่วนบริษัทที่โลกจดจำเขาได้มากที่สุด กลับเป็นบริษัทที่เขามีสัดส่วนความเป็นเจ้าของน้อยนิดเหลือเกิน
เป็นเรื่องราวที่ให้แง่คิดเรื่องการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ได้ดีมากๆ
ใครจะไปคิดว่าความโกรธในวันนั้น จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจเลยทีเดียว…
References : [forbes,businessinsider,cnbc,bloomberg,macrumors]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา