28 ก.ย. เวลา 04:38 • ธุรกิจ

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คืออะไร ใครต้องจ่าย เริ่มหักเมื่อไหร่

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund) คือกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินให้ลูกจ้างเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยการลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ หรือเสียชีวิต
เรื่องนี้กำลังเป็นที่พูดถึงเพราะเริ่มจัดเก็บเงินจริงตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป หมายความว่าสลิปเงินเดือนของลูกจ้างจำนวนมากจะมีรายการหักใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบรรทัด นอกเหนือจากประกันสังคมและภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักเท่าไหร่ และจะขึ้นอีกเมื่อไหร่ ?
อัตราการนำส่งถูกแบ่งเป็นสองระยะ เพื่อให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างค่อย ๆ ปรับตัว
ระยะแรก ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสม 0.25% ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบอีก 0.25% รวมเป็น 0.50% ต่อเดือน
ระยะที่สอง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป อัตราจะปรับขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.50% รวมเป็น 1% ต่อเดือน
ลองคำนวณให้เห็นภาพ พนักงานเงินเดือน 25,000 บาท จะถูกหักเงินสะสม 62.50 บาทต่อเดือน และนายจ้างสมทบให้อีก 62.50 บาท เท่ากับเดือนนั้นมีเงินสะสมอยู่ในกองทุน 125 บาท ส่วนลูกจ้างรายวันก็ต้องนำส่งเช่นกัน โดยคำนวณจากค่าจ้างที่ได้รับจริงในเดือนนั้น
ตัวเลขต่อเดือนดูไม่มาก แต่สำหรับองค์กรที่มีพนักงานหลักร้อยคน จะกลายเป็นรายการที่ต้องตั้งงบประมาณและวางระบบนำส่งให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น
ใครต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างบ้าง และใครได้รับยกเว้น ?
เงื่อนไขของกิจการที่เข้าข่ายบังคับ คือมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
จุดที่ HR มักเข้าใจผิดคือคิดว่าถ้าบริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้วก็จบ ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้เลย ความจริงคือถ้ามีพนักงานบางส่วนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เช่น ยังไม่ผ่านทดลองงาน หรือเลือกไม่เข้าร่วมเอง นายจ้างมีหน้าที่ต้องให้พนักงานกลุ่มนั้นเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแทน
ส่วนกิจการที่ไม่เข้าข่าย ได้แก่ กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน กิจการที่จัดให้ลูกจ้างทุกคนเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว กิจการที่จัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนดไว้แล้ว และกิจการบางประเภทที่ได้รับยกเว้นเป็นการเฉพาะ เช่น มูลนิธิ สมาคม งานบ้าน และกิจการที่ไม่แสวงหากำไร
กิจการที่ไม่เข้าข่ายบังคับยังสามารถยื่นความประสงค์เข้าร่วมโดยสมัครใจได้ ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่อยากเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานโดยไม่ต้องตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งมีภาระบริหารสูงกว่ามาก
และที่ต้องย้ำคือ ถ้ากิจการเข้าเงื่อนไขบังคับแล้ว ลูกจ้างไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ เพราะเป็นกฎหมายภาคบังคับ ไม่ใช่สวัสดิการตามความสมัครใจ
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต่างจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและประกันสังคมอย่างไร
สามกองทุนนี้คนสับสนกันมาก แต่แยกได้ด้วยคำถามง่าย ๆ ว่าแต่ละกองทุนออกแบบมาเพื่ออะไร
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คือเงินสำรองระยะสั้นสำหรับช่วงที่ออกจากงาน เป็นภาคบังคับสำหรับกิจการที่เข้าเงื่อนไข และเมื่อออกจากงานจะได้รับคืนทั้งเงินสะสมของตัวเองและเงินสมทบของนายจ้างเต็มจำนวน ไม่ว่าจะออกด้วยเหตุใดก็ตาม
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือเงินออมระยะยาวสำหรับการเกษียณ เป็นสวัสดิการตามความสมัครใจ และจุดต่างที่สำคัญคือสิทธิในเงินสมทบส่วนของนายจ้างมักผูกกับอายุงาน ถ้าลาออกก่อนครบเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด อาจไม่ได้รับเงินส่วนนั้นเต็มจำนวน
ประกันสังคม คือหลักประกันความเสี่ยงในชีวิตที่ครอบคลุมกว้างกว่ามาก ทั้งเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน และชราภาพ เป็นภาคบังคับตั้งแต่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป และมีผู้จ่ายเงินสมทบถึงสามฝ่ายคือลูกจ้าง นายจ้าง และรัฐบาล
พูดสั้นที่สุดคือ ประกันสังคมบริหารความเสี่ยง กองทุนสำรองเลี้ยงชีพออมเพื่อเกษียณ ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเงินก้อนรองรับช่วงที่ขาดรายได้จากการออกจากงาน
ลูกจ้างจะได้เงินคืนจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเมื่อไหร่ ?
ได้คืนเมื่อความเป็นลูกจ้างสิ้นสุดลงในทุกกรณี ซึ่งครอบคลุมทั้งการลาออกเอง การถูกเลิกจ้าง การสิ้นสุดสัญญาจ้างตามวาระ การเกษียณอายุ และกรณีเสียชีวิตซึ่งเงินจะตกแก่ทายาทหรือผู้รับผลประโยชน์ที่ระบุไว้
ประเด็นที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าลาออกเองแล้วจะไม่ได้เงินส่วนของนายจ้างคืน ซึ่งไม่ใช่ เพราะกองทุนนี้ออกแบบมาเพื่อรองรับการขาดรายได้จากการออกจากงานทุกรูปแบบ ต่างจากเงินชดเชยเลิกจ้างที่ได้เฉพาะกรณีถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด
นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง
ภาระงานฝั่งนายจ้างแบ่งได้เป็นสี่เรื่อง
ขึ้นทะเบียน ยื่นแบบฟอร์มขึ้นทะเบียนนายจ้างและลูกจ้างกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการผ่านระบบ e-Service ของกรมได้
หักและตั้งงบ เริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างของลูกจ้างในอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมเตรียมงบประมาณสำหรับเงินสมทบในส่วนของนายจ้างในจำนวนเท่ากัน
นำส่งภายในกำหนด นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบพร้อมแบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
แจ้งลูกจ้าง แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องให้ลูกจ้างทราบภายใน 7 วันนับจากที่เริ่มหักเงินสะสมครั้งแรก
และเมื่อลูกจ้างออกจากงาน นายจ้างยังมีหน้าที่แจ้งและยื่นเรื่องต่อกองทุนเพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินคืน ภายใน 30 วันนับจากวันที่ออกจากงาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องผนวกเข้าไปในกระบวนการ Offboarding ตั้งแต่ตอนนี้
สรุป
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคือเงินออมภาคบังคับสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยเริ่มจัดเก็บตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ในอัตราฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และจะปรับขึ้นเป็นฝ่ายละ 0.50% ในอีกห้าปีข้างหน้า จุดเด่นคือลูกจ้างได้รับเงินคืนเต็มจำนวนทั้งส่วนของตัวเองและของนายจ้างเมื่อออกจากงาน ไม่ว่าจะลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง สิ่งที่นายจ้างควรทำตั้งแต่ตอนนี้คือขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อย ตรวจว่าระบบเงินเดือนรองรับรายการหักใหม่ และสื่อสารกับพนักงานล่วงหน้าก่อนที่สลิปใบแรกจะออก
โฆษณา