29 ก.ย. เวลา 16:33 • ข่าว

ปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ 'ซูเปอร์เอลนีโญ' เตือนไทยรับมือวิกฤติ ค่อยๆ สะสมความรุนแรง

ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" ผลกระทบต่ออุณหภูมิ-ปริมาณฝนของไทย
สรุปประเด็นสำคัญ
อากาศจะร้อนขึ้นจริงไหม ฝนจะทิ้งช่วงหรือไม่ เปิดข้อมูลชวนรู้เรื่อง "เอลนีโญ" คืออะไร ปรากฏการณ์นี้กระทบต่ออุณหภูมิและปริมาณฝนของประเทศไทยอย่างไร
องค์การบริหารมหาสมุทรชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประกาศอย่างเป็นทางการในเดือน มิถุนายน 2569 ว่า โลกได้ก้าวเข้าสู่ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" แล้ว และนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงปลายปี และอาจรุนแรงทุบสถิติที่มีการบันทึกไว้
"เอลนีโญ" เป็นปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก บริเวณเส้นศูนย์สูตรตอนกลางและตะวันออกอุ่นขึ้น ส่งผลให้รูปแบบลม ฝน และความกดอากาศเปลี่ยนแปลงไป หลายพื้นที่อาจเผชิญทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน หรือ ฝนตกน้อยลง
นักวิทยาศาสตร์ต่างมีความกังวลว่า เอลนีโญรอบนี้ยิ่งซ้ำเติมความร้อนของโลก ที่กำลังอุ่นขึ้นอยู่แล้วจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรง
สิ่งที่น่าจับตาคือ นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่ามีโอกาสถึง 63% ที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ ระดับรุนแรงมากในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึง มกราคม 2570 หากเกิดขึ้นจริงจะจัดให้อยู่ในกลุ่มเอลนีโญครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ที่มีการบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 2493
นั้นหมายความว่ามีเวลาอีกไม่มากนักในการเตรียมพร้อม ก่อนที่คลื่นความร้อน ภัยแล้ง รวมถึงผลกระทบต่อภาคเกษตร เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตของผู้คน จะเริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในหลายพื้นที่ทั่วโลก
สถานการณ์ฝนตกหนักในประเทศไทย
สัญญาณเตือน "ซูเปอร์เอลนีโญ" กำลังชัดเจนขึ้น และประเทศไทย อาจเหลือเวลาไม่มากในการเตรียมรับมือ ก่อนสถานการณ์จะไต่ระดับจากฝนทิ้งช่วง สู่ภัยแล้ง อากาศร้อนจัด และวิกฤติขาดแคลนน้ำที่อาจยืดเยื้อไปจนถึงกลางปีหน้า “ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศน์ทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดไทม์ไลน์ 4 ระยะ ชี้จุดเปลี่ยนสำคัญของวิกฤติ พร้อมเตือนว่าหากไม่เร่งบริหารจัดการน้ำตั้งแต่วันนี้ วิกฤติจะค่อยๆ สะสมความรุนแรง ก่อนระเบิดผลกระทบทั้งด้านน้ำ การเกษตร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ
📌 กางไทม์ไลน์ 4 ขั้นตอนจากจุดเริ่มต้นสู่จุดสูงสุด
“ผศ.ดร.ธรณ์” แบ่งสถานการณ์เอลนีโญในประเทศไทยเป็นระยะต่าง ๆ ดังนี้
◾ ระยะที่ 1 (มิถุนายน - กรกฎาคม): เป็นช่วงเริ่มต้นของปรากฏการณ์ ฝนฟ้าอากาศยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่อาจมีความแปรปรวนและรู้สึกร้อนขึ้นบ้างในบางช่วง
◾ ระยะที่ 2 (สิงหาคม - ตุลาคม): ความรุนแรงจะขยับขึ้นสู่ระดับที่ 2 โดยจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจนขึ้นจากการที่ฝนเริ่มทิ้งช่วง และมีปริมาณน้อยกว่าปกติ ในขณะที่อุณหภูมิน้ำทะเลในแถบทะเลจีนใต้ที่สูงขึ้น อาจส่งผลให้เกิดพายุไต้ฝุ่นที่มีความรุนแรงหรือเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
◾ ระยะที่ 3 (พฤศจิกายน - มกราคม): เข้าสู่ช่วง “ซูเปอร์เอลนีโญ” อย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปรากฏการณ์นี้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ส่งผลให้ฤดูหนาวของประเทศไทยมีอุณหภูมิร้อนกว่าปกติ และปริมาณฝนจะน้อยลงอย่างมากจนเกิดความแห้งแล้ง
◾ ระยะที่ 4 (กุมภาพันธ์ - มิถุนายน): แม้ความรุนแรงของเอลนีโญจะเริ่มลดลง แต่ผลกระทบสะสมจะรุนแรงที่สุด โดยเฉพาะปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำเนื่องจากปริมาณน้ำสำรองที่เก็บกักไว้มีน้อย
เทียบเอลนีโญ เเละ ลานีญา
"เอลนีโญ" คืออะไร ต่างจาก "ลานีญา" อย่างไร ?
ทั้งสองปรากฏการณ์คือ "สองขั้วตรงข้าม" ของสภาพอากาศโลกที่เรียกว่า ENSO (El Niño–Southern Oscillation) ปรากฏการณ์ "เอลนีโญ" อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าปกติ ในทางกลับกัน "ลานีญา" คือภาวะตรงข้าม อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิก เขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำกว่าปกติ ทำให้ผลกระทบมักออกไปในทิศทางตรงข้ามกับเอลนีโญ
และเมื่อความร้อนของผิวน้ำทะเลเพิ่มสูงเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะถูกจัดอยู่ในระดับรุนแรงที่เรียกว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ"
สำหรับประเทศไทย ปรากฏการณ์เอลนีโญ มักส่งผลให้อุณหภูมิสูงกว่าปกติ ขณะที่หลายพื้นที่มีปริมาณฝนลดลง จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง และไฟป่า รวมถึงอาจกระทบต่อภาคเกษตรและการจัดการทรัพยากรน้ำในหลายภูมิภาค
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเอลนีโญมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด นักวิทยาศาสตร์ใช้ค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ ที่เรียกว่า Niño 3.4 เป็นตัวชี้วัด โดยแบ่งระดับความรุนแรง ออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้
0.5–0.9°C = เอลนีโญอ่อน
1.0–1.4°C = เอลนีโญปานกลาง
1.5–1.9°C = เอลนีโญรุนแรง
≥ 2.0°C = เอลนีโญรุนแรงมาก หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ"
แม้คำว่า "ซูเปอร์เอลนีโญ" จะไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าปกติประมาณ 2°C ขึ้นไป
เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า รวมถึงฝนตกหนักและน้ำท่วมในบางภูมิภาคของโลก โดยซูเปอร์เอลนีโญครั้งสำคัญที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ได้แก่ ช่วง พ.ศ.2525–2526, พ.ศ.2540–2541 และ พ.ศ.2558–2559
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า แบบจำลองพยากรณ์จาก NOAA, IRI และ ECMWF บ่งชี้ว่า มีแนวโน้มเกิดเอลนีโญในช่วงปี พ.ศ.2569–2570 และมีโอกาสพัฒนาไปสู่เอลนีโญที่มีความรุนแรงได้ แต่ระดับความรุนแรงยังมีความไม่แน่นอน
แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าในช่วง พ.ศ.2569–2570 จะเกิด "ซูเปอร์เอลนีโญ" หรือไม่ แต่สัญญาณจากแบบจำลองพยากรณ์ทั่วโลกบ่งชี้ว่า เอลนีโญอาจกลับมาอีกครั้ง การติดตามข้อมูล เตรียมพร้อม จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
การเเสดงของเส้น Equator
📌 คำเตือนวิกฤติความร้อน และผลกระทบทางทะเล
“ดร.ธรณ์” กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงระยะที่ 4 (กุมภาพันธ์ - พฤษภาคม) ประเทศไทยจะเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด เราอาจพบอุณหภูมิความรู้สึกพุ่งสูงถึง 50 องศาเซลเซียสได้ นอกจากนี้ ความแห้งแล้งที่ผิดปกติจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในช่วงเดือนเมษายน
“ในด้านระบบนิเวศทางทะเล ระยะที่ 4 จะเป็นช่วงที่ทะเลได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากตรงกับฤดูร้อนของไทย ทำให้น้ำทะเลร้อนจัดจนเสี่ยงต่อการเกิดปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง และการประมง”
ภาพประชาชนรับมือกับฝนตก
ผลกระทบต่อ "อุณหภูมิ-ปริมาณฝน" ของไทย ?
นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อเริ่มเข้าสู่สถานการณ์เอลนีโญ จะมีผลกระทบทั้งปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2569 ไปจนถึง มกราคม 2570
ในช่วงเวลาดังกล่าว หลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มได้รับฝนน้อยกว่าค่าปกติ แม้ในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือน มิถุนายน ถึง สิงหาคม ไทยจะได้รับความชื้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาช่วย แต่หากเอลนีโญทวีความรุนแรง ปริมาณฝนก็อาจลดลงตามไปด้วย
ขณะที่ช่วงปลายฤดูฝน ระหว่างเดือน กันยายน ถึง ตุลาคม พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชียมากกว่าปกติ ซึ่งหากพายุเหล่านี้ไม่เคลื่อนเข้าใกล้ไทย ฝนในช่วงปลายฤดูก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก
รวมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ ที่จะเผชิญกับภาวะฝนน้อยลงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคม ซึ่งเป็นฤดูฝนของพื้นที่ดังกล่าว ในส่วนของอุณหภูมิและสภาพอากาศ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย ทำให้อากาศจะอบอุ่นขึ้นโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ฤดูหนาวในปีนี้ อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนปีที่ผ่านมา
รายงงานสถานการณ์น้ำบริเวณถนนเเจ้งวัฒนะ
ไทยเตรียมรับมือเอลนีโญ อย่างไร
นายพิรุณ กล่าวว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำข้อมูลคาดการณ์ภูมิอากาศของประเทศไทยไปจนถึงปี ค.ศ.2100 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ครอบคลุมข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์ ในระดับความละเอียด 25 x 25 กิโลเมตร และ 5 x 5 กิโลเมตร เพื่อให้แต่ละหน่วยงานนำไปใช้วางแผนรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในระยะยาว
ข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายใต้ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างครบวงจร นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับบริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ พัฒนาชุดข้อมูลความเสี่ยงจากน้ำท่วมในแม่น้ำ ที่มีความละเอียดสูงถึง 90 x 90 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2570
จัดทำ Climate Risk Map ระดับตำบล
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ คือการพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ที่มีความละเอียดในระดับตำบล ครอบคลุมภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ.2571 แผนที่ดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ
ประโยชน์ของแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ นั้นคือการชี้เป้าพื้นที่เปราะบางและการบริหารจัดการทรัพยากร ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของแผนที่ความเสี่ยงฯ คือการบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถระบุตำแหน่งของชุมชน พื้นที่การเกษตร หรือพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อภัยคุกคาม เช่น ภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน หรือการรุกตัวของน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ การวางแผนกำลังคน และการเตรียมรับมือได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จากการตั้งรับภัยพิบัติมาเป็นการป้องกันเชิงรุก
แผนที่ความเสี่ยงฯ เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้กับภาคการเกษตร เมื่อเกษตรกรและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรทราบถึงแนวโน้ม และพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งหรือน้ำท่วมล่วงหน้า ย่อมสามารถนำข้อมูลไปวางแผนปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เลือกใช้สายพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือเตรียมแหล่งน้ำสำรองได้อย่างเหมาะสม
ข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฯ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการออกแบบผังเมือง และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงมาประกอบการตัดสินใจจะช่วยให้ภาครัฐหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือสามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบระบายน้ำและถนน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ดีขึ้น
แหล่งอ้างอิง : กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, European Centre for Medium-Range Weather Forecasts, National Oceanic and Atmospheric Administration
เรียบเรียงโดย อาจารย์ต้นสัก สนิทนาม
#ลานีญา #เอลนีโญ #การเปลี่ยนเเปลงสภาพภูมิอากาศ #โลก #น้ำท่วม
#ปรากฎการ #น้ำท่วม2569 #กรุงเทพมหานคร #ภัยพิบัติ
โฆษณา