•
29 ก.ย. เวลา 18:51 • นิยาย เรื่องสั้น

ตอนที่ 1 : บัญชีโลหิต : สารานุกรมระบบวรรณะจักรวรรดิวัล-ทาริส

"Blood Ledger : The Caste System of the Val-Taris Empire"
▪️บทเปิด : ว่าด้วยระบบวรรณะในฐานะรากฐานของระบอบวัล-ทาริส
ผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโอไรออนอย่างจริงจัง ย่อมต้องเผชิญกับความจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ สถาบันทางการเมืองและสังคมทั้งหมดของจักรวรรดินี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ
หากแต่ถูกวางรากฐานอย่างจงใจโดยราชวงศ์วัล-ทาริส ซึ่งปกครองโอเรียนาไพรม์เมื่อประมาณ 7,000 ปีก่อนศักราชกาแล็กซี และระบบวรรณะคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ราชวงศ์นี้ใช้สร้างและรักษาอำนาจของตนตลอดระยะเวลากว่า 830 ปีที่ครองราชย์
ระบบวรรณะของวัล-ทาริสมิใช่เพียงการแบ่งแยกประชากรตามฐานะหรือหน้าที่ หากแต่คือสถาปัตยกรรมทางสังคมทั้งระบบที่ถูกออกแบบให้ทุกคนมีตำแหน่งแห่งที่ของตนอย่างตายตัว และถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์ด้วยการผูกโยงเข้ากับเสียงออราเคิลซึ่งเป็นแหล่งความชอบธรรมสูงสุดของระบอบทั้งหมด
.
.
ชนชั้นทั้ง 4 ที่ถูกกำหนดขึ้นคือโอเรียนาแท้ ชนชาติที่ยอมจำนน ชนชาติที่เคยต่อต้าน และแรงงานใต้ปกครอง มิได้เป็นเพียงการจัดลำดับสถานะ หากแต่คือการกำหนดชะตากรรมของประชากรทุกคนตั้งแต่เกิดจนตายโดยไม่มีช่องทางหลบหนี
สิ่งที่ทำให้ระบบนี้แตกต่างจากระบบชนชั้นในสังคมอื่น คือการที่มันถูกบังคับใช้อย่างเป็นระบบด้วยกฎหมาย ข้อห้าม และกลไกตรวจสอบที่ซับซ้อนหลายชั้น ประชากรทุกคนต้องขึ้นทะเบียน ยืนยันชนชั้นของตน และแสดงเอกสารประจำชนชั้นเมื่อถูกเรียกตรวจโดยไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ
การแต่งงานข้ามชนชั้นถูกห้ามอย่างเด็ดขาด การเข้าถึงความรู้ถูกจำกัดตามชนชั้นอย่างเข้มงวด และการพยายามเลื่อนชั้นคือความผิดร้ายแรงที่นำไปสู่การประหารชีวิตหรือการถูกลบชื่อออกจากทะเบียนตระกูลทั้งตระกูล
.
.
เบื้องหลังของระบบนี้คือความเข้าใจอันลึกซึ้งของตระกูลวัล-ทาริสในธรรมชาติของอำนาจ พวกเขาตระหนักดีว่าการใช้กำลังทหารปราบปรามประชากรตลอดเวลานั้นสิ้นเปลืองและเปราะบางเกินไป
ระบบวรรณะจึงคือคำตอบที่ทำให้ราชวงศ์ไม่ต้องใช้ดาบบังคับผู้คน เพราะผู้คนยอมรับสถานะของตนเองโดยไม่คิดตั้งคำถาม ความกลัวต่อการถูกลดชั้น การถูกเนรเทศ และการถูกทำให้ไร้ตัวตน คือแรงยึดเหนี่ยวที่ทรงพลังกว่ากองทัพใด ๆ ทั้งสิ้น
ทว่า ระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นคง ก็มีจุดเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายในเช่นกัน เมื่อใดที่แหล่งความชอบธรรมซึ่งค้ำจุนระบบทั้งหมดคือเสียงออราเคิลเริ่มคลุมเครือและเงียบลง ระบบวรรณะทั้งหมดก็สั่นคลอนตามไปด้วย ชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่มาหลายชั่วอายุคนไม่มีแรงจูงใจจะปกป้องระบอบที่กดขี่ตน
.
.
ชนชั้นกลางเริ่มสงสัยในความชอบธรรมของระเบียบ และชนชั้นสูงแตกแยกกันเองเพราะการแย่งชิงอำนาจภายใน ท้ายที่สุดแล้วระบบที่เคยเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพกลับกลายเป็นตัวเร่งที่ทำให้ราชวงศ์วัล-ทาริสล่มสลายโดยไม่มีการต่อสู้ใด ๆ เลย
หนังสือเล่มนี้จะชำแหละระบบวรรณะของวัล-ทาริสลงถึงรายละเอียดปลีกย่อยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหลักการจัดชนชั้น ระบบสายเลือดและการสืบทอดตระกูล ข้อยกเว้นและกรณีพิเศษ การคัดเลือกและยืนยันสถานะบุคคล หน้าที่และสิทธิของแต่ละชนชั้น
การบังคับใช้ในทางปฏิบัติ ความสัมพันธ์กับสถาบันอำนาจต่าง ๆ ความเชื่อมโยงกับศาสนาและความรู้ ผลกระทบระยะยาว ชะตากรรมหลังการล่มสลาย ข้อถกเถียงทางวิชาการ และเอกสารอ้างอิงสำหรับการสืบค้นทั้งหมด
.
.
ทุกบทในหนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นจากเอกสารที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือถูกจัดชั้นความลับระดับโอเมก้า-แบล็ก การอ้างอิงทั้งหมดจึงถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งที่มาได้อย่างเป็นระบบ
และเพื่อให้เห็นว่าข้อสรุปแต่ละข้อตั้งอยู่บนหลักฐานระดับใด มีความน่าเชื่อถือเพียงใด และยังมีช่องว่างใดที่ต้องศึกษาต่อไปอีกในอนาคต
เอกสารฉบับนี้มิได้เขียนขึ้นเพื่อเชิดชูระบบวรรณะ หากแต่เพื่อบันทึกไว้ให้รู้ว่าจักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่สามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่การกดขี่ได้อย่างไร และเพื่อเตือนว่า ระบบเช่นนี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับราชวงศ์วัล-ทาริส มันเพียงแต่เปลี่ยนมือผู้ควบคุมเท่านั้น
.
.
.
▪️หมวดที่ 1 : หลักการพื้นฐานของระบบวรรณะ
▪️"บัญชีโลหิต : สารานุกรมระบบวรรณะจักรวรรดิวัล-ทาริส "
1.1 หลักคิดว่าด้วยการจัดชนชั้น
ระบบวรรณะของจักรวรรดิวัล-ทาริส ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญทางประวัติศาสตร์ และไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือจัดระเบียบทางสังคมที่ถูกคิดขึ้นอย่างผิวเผิน หากแต่เป็นผลลัพธ์ของความคิดพื้นฐานอันหนึ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในอารยธรรมโอเรียนามาอย่างยาวนาน
นั่นคือความเชื่อว่ามนุษย์มิได้เกิดมาเท่าเทียมกัน และความไม่เท่าเทียมนี้ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข แต่คือระเบียบธรรมชาติของจักรวาลที่ต้องถูกจัดวางให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
หลักคิดนี้ไม่ได้ถูกประกาศอย่างโจ่งแจ้งในเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่ง หากแต่ถูกถ่ายทอดผ่านกลไกทางวัฒนธรรมหลายชั้น ตั้งแต่บทสวดในพิธีพยากรณ์ หลักสูตรการศึกษาของชนชั้นต่าง ๆ ไปจนถึงคำสอนภายในครอบครัวที่ถูกสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน
.
.
เด็กชาวโอเรียนาทุกคนถูกสอนตั้งแต่ยังไม่รู้ความว่าการมีชนชั้นสูงต่ำคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และการพยายามเปลี่ยนแปลงสถานะของตนเองคือการฝ่าฝืนเจตจำนงของออราเคิลโดยตรง
สิ่งที่ทำให้หลักคิดนี้ทรงพลังอย่างยิ่งคือการที่มันไม่ได้ใช้ความรุนแรงทางกายภาพเป็นเครื่องมือหลักในการบังคับใช้ หากแต่คือการควบคุมวิธีคิดของประชากรทั้งหมดให้ยอมรับสถานะของตนโดยไม่ต้องมีผู้ใดมาบังคับให้ยอมรับ
ผู้คนส่วนใหญ่ในจักรวรรดิไม่เคยตั้งคำถามว่าทำไมตนเองจึงเกิดมาเป็นชนชั้นที่ 3 หรือชนชั้นที่ 4 เพราะคำตอบที่พวกเขาได้รับมาตั้งแต่เกิดมีเพียงคำตอบเดียวคือ "เป็นเพราะเส้นทางของเจ้ากำหนดไว้เช่นนั้น"
.
.
นักคิดในยุคหลังเรียกกลไกนี้ว่าการควบคุมด้วยระเบียบวาทกรรม กล่าวคือผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยเสมอไป เพราะผู้ที่ไม่เห็นด้วยแทบจะไม่มีวันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก เมื่อทุกคำสอน ทุกกฎหมาย และทุกพิธีกรรมล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า "ผู้ที่อยู่ในชนชั้นต่ำคือผู้ที่สมควรอยู่ตรงนั้น"
การต่อต้านจึงถูกมองว่าไม่ใช่การเรียกร้องความเป็นธรรม แต่คือความโง่เขลาของผู้ที่ไม่เข้าใจระเบียบของจักรวาล
เอกสารราชการที่หลงเหลือจากยุคราชวงศ์หลายฉบับ บันทึกถึงกรณีที่บุคคลพยายามตั้งคำถามต่อระบบวรรณะโดยเปิดเผย บุคคลเหล่านี้ถูกนำตัวไปสอบสวนโดยหน่วยตรวจการณ์วรรณะและถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานบ่อนทำลายเสถียรภาพของจักรวรรดิโดยไม่มีการไต่สวนอย่างเปิดเผย
การลงโทษผู้ตั้งคำถามมิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำจัดบุคคลนั้นเพียงอย่างเดียว หากแต่คือการส่งสัญญาณไปทั่วทั้งสังคมว่าการตั้งคำถามต่อระบบคือความผิดที่ไม่มีผู้ใดควรคิดแม้แต่จะกระทำ
.
.
อย่างไรก็ตาม หลักคิดเรื่องการจัดชนชั้นไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง แต่มันถูกเชื่อมโยงเข้ากับโครงสร้างทางสังคมหลายชั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงถาวร
ระบบวรรณะของวัล-ทาริส จึงไม่เหมือนการแบ่งชนชั้นในสังคมอื่นที่เปิดโอกาสให้เลื่อนไหลได้ตามความสามารถหรือความมั่งคั่ง
เพราะการเลื่อนชั้นในระบบนี้ถูกมองว่าไม่ใช่การพัฒนาตนเอง แต่คือการทำลายสมดุลของระเบียบทั้งหมด การปล่อยให้ผู้ใดขยับออกจากตำแหน่งที่เกิดมาได้เท่ากับการเปิดช่องให้ระเบียบทั้งหมดสั่นคลอนและนำไปสู่ความวุ่นวายที่ไม่อาจควบคุมได้
ราชสำนักจึงไม่เคยออกกฎหมายใดที่เปิดช่องให้เกิดการเลื่อนชั้นตามความสามารถเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีของราชวงศ์ แม้แต่ผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดก็ยังต้องอยู่ในชนชั้นของตนต่อไป เพราะความสามารถไม่เคยถูกนับเป็นคุณสมบัติในการเปลี่ยนสถานะ มีเพียงสายเลือด ความภักดี และการยอมรับจากเสียงออราเคิลเท่านั้นที่มีความหมาย
.
.
หลักคิดนี้ถูกทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวโอเรียนาอย่างแยกไม่ออก จนกระทั่งแม้แต่ผู้ที่ถูกกดขี่ที่สุดก็ยังไม่กล้าตั้งคำถามว่าตนเองสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้หรือไม่ เพราะการตั้งคำถามเช่นนั้นเท่ากับการตั้งคำถามต่อตัวเองว่า "เหตุใดข้าจึงไม่ยอมรับในสิ่งที่จักรวาลกำหนดให้"
เมื่อเป็นเช่นนี้ ระบบวรรณะจึงไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงในการควบคุมชนชั้นล่างมากนัก เพราะชนชั้นล่างได้กลายเป็นผู้คุมขังตนเองไว้แล้วโดยไม่รู้ตัว ความเงียบที่เกิดขึ้นทั่วทั้งจักรวรรดิจึงไม่ใช่ความสงบสุขที่แท้จริง หากแต่คือความเงียบของผู้ที่ถูกทำให้เชื่อว่าตนเองไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะส่งเสียง
.
.
.
1.2 เหตุผลทางการเมืองเบื้องหลังการสร้างระบบวรรณะ
เบื้องหลังของระบบวรรณะมิได้เกิดจากความเชื่อทางศาสนาแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่คือการคำนวณทางการเมืองอย่างเย็นชาของตระกูลวัล-ทาริส เพื่อรักษาอำนาจของตนไว้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารตลอดเวลา
การแบ่งประชากรออกเป็นชนชั้นตายตัว ทำให้ชนชั้นล่างไม่สามารถรวมตัวกันต่อต้านได้ เพราะแต่ละชนชั้นถูกแยกออกจากกันด้วยข้อห้าม สิทธิ และผลประโยชน์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ชนชั้นที่ 2 ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างดีถูกทำให้รู้สึกว่าตนเองมีส่วนได้ส่วนเสียกับจักรวรรดิ พวกเขาได้รับการศึกษาที่ดีกว่าชนชั้นที่ 3 ได้รับสิทธิ์ในการค้าขายและการปกครองท้องถิ่นบางส่วน และถูกทำให้เห็นว่าการก่อกบฏคือความเสี่ยงที่จะทำให้สูญเสียทุกสิ่งที่ตนเองมีอยู่
ชนชั้นที่ 2 จึงไม่คิดจะเข้าร่วมกับชนชั้นที่ 3 ซึ่งถูกกดขี่หนักกว่า เพราะเกรงว่าหากกบฏล้มเหลวตนจะถูกลดสถานะลงไปเป็นชนชั้นที่ 3 หรือแย่กว่านั้น
.
.
ในขณะเดียวกัน ชนชั้นที่ 3 ก็ถูกทำให้หวาดกลัวต่อการถูกลดลงไปเป็นชนชั้นที่ 4 ซึ่งเป็นชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ในสังคมวัล-ทาริส
การเป็นชนชั้นที่ 4 หมายถึงการถูกทำให้ไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิง ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะจดจำว่าตนเองคือใครหรือมาจากไหน ความกลัวนี้ทำให้ชนชั้นที่ 3 ส่วนใหญ่ยอมอดทนต่อการกดขี่ของระบบต่อไปโดยไม่คิดต่อต้าน เพราะการต่อต้านที่ล้มเหลวจะนำมาซึ่งหายนะที่ร้ายแรงกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่มากนัก
การที่ราชสำนักจงใจรักษาความแตกต่างระหว่างชนชั้นที่ 2 และชนชั้นที่ 3 ไว้เสมอจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่คือกลยุทธ์การปกครองที่แยบยลที่สุดอย่างหนึ่งของตระกูลวัล-ทาริส
การทำให้ชนชั้นที่ 2 รู้สึกว่าตนเหนือกว่าชนชั้นที่ 3 คือการซื้อความภักดีของชนชั้นที่ 2 โดยไม่ต้องเสียทรัพยากรใด ๆ เพิ่มเติมเลย เพราะความภาคภูมิใจในสถานะของตนคือรางวัลที่ชนชั้นที่ 2 ได้รับแล้วโดยไม่ต้องเรียกร้อง
.
.
นอกจากนี้ ระบบวรรณะยังทำให้ราชวงศ์สามารถควบคุมทรัพยากรทั้งหมดของจักรวรรดิได้โดยง่าย ชนชั้นที่ 2 และชนชั้นที่ 3 ต่างถูกบังคับให้ส่งบรรณาการในอัตราที่กำหนดไว้ตายตัวโดยไม่มีสิทธิ์ต่อรองใด ๆ
ราชวงศ์จึงไม่ต้องพึ่งพาความภักดีของขุนนางท้องถิ่นแบบราชวงศ์เก่า และสามารถสะสมความมั่งคั่งมหาศาลไว้ที่โอเรียนาไพรม์ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
การควบคุมทรัพยากรนี้ทำให้ราชวงศ์สามารถสร้างกองเรือหลวงและกำลังติดอาวุธของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพากำลังของขุนนางซึ่งเป็นสิ่งที่ราชวงศ์เก่าไม่สามารถทำได้
เบื้องหลังที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือการที่ตระกูลวัล-ทาริส ตระหนักดีว่าอำนาจที่ตั้งอยู่บนเสียงออราเคิลเพียงอย่างเดียวนั้นเปราะบางเกินไป เพราะเสียงออราเคิลคือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดควบคุมได้อย่างแท้จริง แม้แต่ราชวงศ์เองก็ตาม
.
.
การสร้างระบบวรรณะขึ้นมาจึงคือการสร้างฐานอำนาจทางสังคมที่มั่นคงขึ้นมาค้ำจุนระบอบเสียงออราเคิลอีกชั้นหนึ่ง โดยการทำให้ชนชั้นสูงทั้งหมดมีส่วนร่วมในการรักษาระบบวรรณะเพราะพวกเขาคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากมัน
ชนชั้นสูงจึงไม่ใช่เพียงผู้ถูกปกครองโดยราชวงศ์ หากแต่คือพันธมิตรที่ร่วมปกป้องระบอบวรรณะทั้งหมดโดยไม่ต้องถูกบังคับใด ๆ พวกเขารู้ดีว่าหากระบบวรรณะล่มสลาย สิทธิและสถานะทั้งหมดของพวกเขาจะสั่นคลอนตามไปด้วย การปกป้องระบบวรรณะจึงไม่ใช่การรับใช้ราชวงศ์แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่คือการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองโดยตรง
.
.
นี่คือเหตุผลที่ทำให้ระบบวรรณะของวัล-ทาริส แข็งแกร่งอย่างยิ่งในยุคแรกของราชวงศ์ เพราะมันไม่ได้ตั้งอยู่บนความกลัวต่อราชวงศ์เพียงอย่างเดียว แต่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ร่วมกันของชนชั้นสูงทั้งหมด
การจะทำลายระบบนี้จึงไม่ใช่การโค่นล้มจักรพรรดิเพียงพระองค์เดียว แต่คือการทำให้ชนชั้นสูงทั้งหมดเห็นว่าผลประโยชน์ที่พวกเขาเคยได้รับกำลังจะหมดไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงปลายราชวงศ์เมื่อเสียงออราเคิลเริ่มเงียบลงและความชอบธรรมทั้งหมดเริ่มสั่นคลอน
.
.
.
1.3 เกณฑ์การจัดวรรณะ 3 ประการ
ระบบวรรณะของวัล-ทาริส ยึดเกณฑ์หลักสามประการในการจัดชนชั้นซึ่งถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัดตลอดหลายร้อยปีของราชวงศ์ เกณฑ์ทั้งสามนี้ไม่ได้แยกออกจากกันโดยเด็ดขาด หากแต่ทำงานประสานกันเป็นกลไกเดียวกันที่กำหนดชะตากรรมของประชากรทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย
▫️เกณฑ์ประการแรก คือ …เชื้อสายโอเรียนาแท้ ผู้ที่สืบสายเลือดจากโอเรียนาไพรม์โดยตรงจะถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นสูงสุดเสมอไม่ว่าฐานะทางเศรษฐกิจหรือการศึกษาเดิมของตนจะต่ำเพียงใดก็ตาม เชื้อสายจึงกลายเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดของจักรวรรดิ และทำให้ชนชั้นสูงต้องรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดของตนอย่างเข้มงวดที่สุด
การแต่งงานข้ามชนชั้นถูกห้ามอย่างเด็ดขาดไม่ใช่เพราะความรังเกียจทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว แต่เพราะมันจะทำให้สายเลือดของชนชั้นสูงถูกเจือปนและทำให้ความชอบธรรมในการปกครองของชนชั้นที่ 1ถูกสั่นคลอน
ความสำคัญของเชื้อสายในระบบนี้สูงส่งถึงขนาดที่แม้แต่โอเรียนาแท้ที่ยากจนหรือไร้อำนาจทางการเมืองก็ยังคงมีสถานะเหนือกว่าชนชั้นที่ 2 ที่ร่ำรวยมหาศาล เพราะความมั่งคั่งไม่สามารถซื้อสายเลือดได้ และสายเลือดเท่านั้นคือสิ่งที่ทำให้บุคคลมีสิทธิ์ในการเข้าถึงอำนาจ ความรู้ และความศักดิ์สิทธิ์ของออราเคิล
.
.
▫️เกณฑ์ประการที่สอง คือ …ความภักดีต่อราชวงศ์ ชนชาติที่ยอมจำนนต่อจักรวรรดิโดยดีจะถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นที่สูงกว่าชนชาติที่เคยต่อต้าน แม้ทั้งสองชนชาติจะมีเทคโนโลยีหรือวัฒนธรรมใกล้เคียงกันก็ตาม
เกณฑ์นี้ทำให้ความภักดีกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ราชวงศ์ใช้แบ่งแยกและควบคุมประชากรทั้งหมดของจักรวรรดิ ชนชาติใดที่ยอมรับอำนาจของโอเรียนาไพรม์โดยไม่ต่อสู้จะได้รับสิทธิ์ในการปกครองตนเองบางส่วน ได้รับการลดหย่อนบรรณาการ และได้สถานะที่เหนือกว่าชนชาติที่ขัดขืน
ในทางกลับกัน ชนชาติใดที่เคยต่อต้านจะถูกตีตราให้เป็นชนชั้นที่ 3 หรือต่ำกว่าตลอดไปโดยไม่มีทางลบล้างได้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วอายุคน ความภักดีในอดีตของบรรพบุรุษกลายเป็นมรดกที่กำหนดชะตากรรมของลูกหลานทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงการกระทำของคนรุ่นหลัง
ระบบนี้จึงทำให้ทุกชนชาติต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าการต่อต้านจักรวรรดินั้นคุ้มค่าหรือไม่ เพราะหายนะที่ตามมาจะตกทอดไปถึงคนรุ่นถัดไปโดยไม่มีวันสิ้นสุด
.
.
▫️เกณฑ์ประการที่สาม คือ …ระดับการเข้าถึงความรู้ ชนชั้นสูงเท่านั้นที่มีสิทธิ์เรียนรู้ภาษาโอเรียนาชั้นสูง ประวัติศาสตร์ของออราเคิล และความรู้ทางเทคนิคขั้นสูง ส่วนชนชั้นล่างถูกจำกัดการศึกษาให้เหลือเพียงการฝึกอาชีพพื้นฐานที่จำเป็นต่อการทำงานเท่านั้น เกณฑ์นี้คือการปิดประตูไม่ให้ชนชั้นล่างมีเครื่องมือทางปัญญาใด ๆ ที่จะตั้งคำถามต่อระบบได้
การควบคุมความรู้มิได้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาในระบบเท่านั้น หากแต่รวมถึงการควบคุมข่าวสาร เอกสาร และแม้แต่ตำนานที่เล่าขานกันในแต่ละชนชั้น ชนชั้นที่ 2 ไม่เคยรู้ความจริงเกี่ยวกับออราเคิล
ชนชั้นที่ 3 รู้เพียงว่าต้องเคารพเสียงศักดิ์สิทธิ์โดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร และชนชั้นที่ 4 ถูกตัดขาดจากความรู้ทั้งหมดโดยสิ้นเชิงแม้แต่เรื่องราวของบรรพบุรุษของตนเอง
.
เกณฑ์ทั้งสามประการนี้ทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เชื้อสายกำหนดว่าบุคคลเกิดมาในชนชั้นใด ความภักดีกำหนดว่าชนชั้นนั้นจะถูกปฏิบัติอย่างไร และการเข้าถึงความรู้กำหนดว่าบุคคลนั้นจะสามารถเข้าใจระบบที่กดขี่ตนเองได้มากน้อยเพียงใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือสังคมที่ทุกคนถูกตรึงอยู่กับที่ของตนอย่างแน่นหนาโดยไม่มีช่องทางหลบหนี ทั้งทางร่างกาย ทางสังคม และทางความคิด
.
.
.
▪️หมวดที่ 2 : โครงสร้างของวรรณะทั้ง 4 ชั้น
2.1 ชนชั้นที่ 1 : โอเรียนาแท้
ชนชั้นที่ 1 ของจักรวรรดิวัล-ทาริส คือโอเรียนาแท้ ชนชาติผู้ปกครองดั้งเดิมของโอเรียนาไพรม์ และคือชนชั้นสูงสุดของระบบวรรณะทั้งหมด คำว่า "โอเรียนาแท้" มิได้เป็นเพียงชื่อเรียกทางเชื้อชาติ หากแต่คือสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกผูกโยงเข้ากับสายเลือดและสิทธิ์ในการเข้าใกล้ความจริงสูงสุดของจักรวาล
ผู้ที่เกิดในชนชั้นนี้เท่านั้นที่ได้รับการยอมรับว่ามีความบริสุทธิ์เพียงพอจะรับรู้ความจริงเกี่ยวกับออราเคิล และมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ดำรงตำแหน่งแห่งอำนาจที่แท้จริงของจักรวรรดิ
ชนชั้นที่ 1 มิได้เป็นกลุ่มคนกลุ่มเดียวที่เท่าเทียมกันทั้งหมด หากแต่ถูกจัดลำดับภายในอย่างละเอียดตามความใกล้ชิดกับราชวงศ์และบทบาทในระบบอำนาจ ระดับสูงสุดคือสายเลือดตรงของตระกูลวัล-ทาริส ซึ่งเป็นผู้เดียวที่มีสิทธิ์ขึ้นครองราชบัลลังก์
สายเลือดตรงนี้ถูกเฝ้ารักษาอย่างเข้มงวดที่สุด เพราะการสืบทอดบัลลังก์ที่ผิดเพี้ยนไปเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ระบบทั้งหมดสั่นคลอนได้
.
.
รองจากสายเลือดตรงคือสายเลือดรองของตระกูลวัล-ทาริส ซึ่งถูกฝึกฝนให้ทำหน้าที่สำคัญรองลงมา ได้แก่ ผู้ถาม ผู้ถือแผนที่ และผู้พิทักษ์ชั้นใน
ตำแหน่งเหล่านี้มิได้มีความสำคัญน้อยกว่าการครองราชย์ หากแต่คือกลไกที่ทำให้พระราชอำนาจทำงานได้จริง
ผู้ถามคือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ตั้งคำถามต่อออราเคิล ผู้ถือแผนที่คือผู้ที่บันทึกและตีความเส้นทางที่เสียงออราเคิลชี้แนะ และผู้พิทักษ์ชั้นในคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดห้องประทับมากที่สุด สายเลือดรองจึงไม่ใช่เพียงผู้คอยรับใช้ หากแต่คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้จักรวรรดิขับเคลื่อนต่อไปได้
.
.
ระดับถัดมาคือสายเลือดของตระกูลขุนนางทั้ง 7 ตระกูล ซึ่งร่วมปกครองจักรวรรดิผ่านสภา ตระกูลเหล่านี้มีที่มาจากโอเรียนาแท้เช่นเดียวกับราชวงศ์ แต่สายเลือดของพวกเขาถูกจัดให้ต่ำกว่าราชวงศ์อย่างชัดเจน
พวกเขาได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงความรู้เรื่องออราเคิลบางส่วน ได้รับสิทธิ์ในการนั่งในสภาเพื่อตีความคำพยากรณ์ และได้รับสิทธิ์ในการปกครองดินแดนบางส่วนของโอเรียนาไพรม์ แต่อำนาจทั้งหมดนี้ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของราชวงศ์เสมอ
ระดับล่างสุดของชนชั้นที่ 1 คือโอเรียนาแท้ทั่วไป ซึ่งรับราชการในตำแหน่งสูงของจักรวรรดิ เช่น ผู้บริหารราชการ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และนายทหารระดับสูง
แม้พวกเขาจะไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองโดยตรงเหมือนราชวงศ์หรือขุนนาง 7 ตระกูล แต่สถานะของพวกเขาก็ยังคงสูงกว่าประชากรชนชั้นอื่นทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง โอเรียนาแท้ทั่วไปยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงการศึกษา ความรู้ และทรัพยากรที่ชนชั้นล่างไม่มีทางได้รับ
.
.
โอเรียนาแท้ทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดล้วนถูกเรียกรวมกันว่า "ผู้เห็นแสง" คำเรียก
นี้มิได้เป็นเพียงคำยกย่อง หากแต่คือการตอกย้ำสถานะพิเศษของชนชั้นที่ 1 ว่าพวกเขาคือผู้เดียวที่ได้สัมผัสความศักดิ์สิทธิ์ของออราเคิลโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นในระยะใกล้หรือระยะไกลก็ตาม แสงของออราเคิลในที่นี้มิได้หมายถึงแสงที่มองเห็นด้วยตา หากแต่คือแสงแห่งความรู้ที่ส่องสว่างให้แก่ผู้ที่มีสิทธิ์รับรู้เท่านั้น
การเป็น "ผู้เห็นแสง" จึงไม่ใช่เพียงสิทธิ์ หากแต่คือภาระอันหนักหน่วงที่ชนชั้นที่ 1 ทุกคนต้องแบกรับ พวกเขาถูกคาดหวังให้รักษาความลับของจักรวรรดิ ปกป้องความศักดิ์สิทธิ์ของออราเคิล และดำรงตนให้สมกับสายเลือดที่บริสุทธิ์ของตน
การละเมิดหน้าที่เหล่านี้ไม่ว่าจะด้วยการทรยศ การเปิดเผยความลับ หรือการแต่งงานข้ามชนชั้น ล้วนนำไปสู่การลงโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ระบบวรรณะจะกำหนดได้
ชนชั้นที่ 1 จึงไม่ใช่เพียงชนชั้นปกครองในความหมายทั่วไป หากแต่คือชนชั้นที่ถูกทำให้เชื่อว่าตนเองคือผู้เดียวที่คู่ควรกับความจริงของจักรวาล และคือผู้เดียวที่สามารถแบกรับภาระในการรักษาระเบียบทั้งหมดไว้ได้
ความเชื่อนี้ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของชนชั้นที่ 1 อย่างแยกไม่ออก และเป็นรากฐานที่ทำให้พวกเขาปกครองจักรวรรดิโดยไม่เคยรู้สึกว่าตนเองกำลังกดขี่ผู้ใดเลย
.
.
.
2.2 ชนชั้นที่ 2 : ชนชาติที่ยอมจำนน
ชนชั้นที่ 2 ของจักรวรรดิวัล-ทาริส คือชนชาติที่ถูกผนวกโดยสมัครใจหรือยอมเข้าร่วมกับจักรวรรดิโดยไม่มีการต่อสู้ ประชากรกลุ่มนี้คือผู้ที่เลือกยอมรับอำนาจของโอเรียนาไพรม์ตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะด้วยความหวาดกลัวต่อกองเรือหลวง หรือด้วยการคำนวณว่าการยอมจำนนจะนำมาซึ่งผลประโยชน์มากกว่าการต่อต้าน
ชนชั้นที่ 2 จึงถูกมองว่าเป็นชนชาติที่ฉลาดพอจะรู้ว่าควรเลือกทางไหน และสมควรได้รับรางวัลจากการยอมรับอำนาจของจักรวรรดิ
ประชากรชนชั้นที่ 2 ยังคงมีผู้ปกครองท้องถิ่นของตนเองในระดับหนึ่ง ผู้ปกครองเหล่านี้ถูกแต่งตั้งโดยราชสำนักกลางและต้องได้รับการยืนยันทุกครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนตัว
พวกเขามีสิทธิ์ในการปกครองท้องถิ่นภายในกรอบที่ราชสำนักกำหนด มีสิทธิ์ในการประกอบอาชีพ ค้าขาย และเดินทางระหว่างระบบดาวบางเส้นทางตามที่ได้รับอนุญาต แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าถึงความรู้เรื่องออราเคิลและไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมพิธีพยากรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น
.
.
ชนชั้นที่ 2 คือกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของจักรวรรดิอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาคือผู้ค้า ช่างฝีมือ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคส่วนใหญ่ที่ทำให้ระบบทั้งหมดขับเคลื่อนต่อไปได้
ระบบการค้าระหว่างดาว ระบบการผลิตสินค้า และระบบการซ่อมบำรุงยานและโครงสร้างพื้นฐานของจักรวรรดิล้วนอยู่ในมือของชนชั้นที่ 2 เกือบทั้งหมด หากปราศจากชนชั้นนี้ เศรษฐกิจของจักรวรรดิจะหยุดชะงักลงทันที
ความมั่งคั่งของชนชั้นที่ 2 นี้ไม่เคยเปลี่ยนสถานะทางสังคมของพวกเขาได้เลย เพราะกฎหมายวรรณะกำหนดไว้ตายตัวว่าชนชาติชั้น 2 จะไม่มีวันก้าวขึ้นไปเทียบเท่าโอเรียนาแท้ได้ ไม่ว่าจะสะสมทรัพย์สินมากเพียงใดก็ตาม
.
.
ชนชั้นที่ 2 บางตระกูลร่ำรวยมหาศาลเกินกว่าขุนนางชั้นสูงบางคนเสียอีก แต่ทรัพย์สินเหล่านั้นไม่สามารถซื้อสายเลือดหรือสิทธิ์ในการเข้าถึงความจริงของออราเคิลได้เลย
ชนชั้นที่ 2 ยังถูกแบ่งย่อยภายในตามประวัติความภักดีของตระกูลต้นตระกูล ตระกูลใดที่ยอมจำนนก่อนและไม่เคยแสดงท่าทีต่อต้านเลยจะถูกจัดให้อยู่ในระดับสูงของชนชั้นที่ 2 และได้รับสิทธิ์ในการปกครองท้องถิ่นและการค้าระหว่างดาวมากกว่าตระกูลที่ยอมจำนนภายหลัง
การแบ่งย่อยนี้คือเครื่องมือที่ราชวงศ์ใช้ตอบแทนผู้ภักดีและกดดันผู้ที่ยังไม่พิสูจน์ตนเอง โดยทำให้เห็นว่าความภักดีที่มากกว่าจะนำมาซึ่งสิทธิ์ที่มากกว่าด้วยเช่นกัน
.
.
แม้ชนชั้นที่ 2 จะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่าชนชั้นที่ 3 อย่างชัดเจน แต่พวกเขาก็ยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดในหลายด้าน พวกเขาถูกห้ามแต่งงานข้ามชนชั้นโดยเด็ดขาด
ถูกจำกัดการเข้าถึงการศึกษาเฉพาะวิชาชีพและการบริหารท้องถิ่นเท่านั้น และถูกจับตาจากหน่วยตรวจการณ์วรรณะอยู่เสมอ การใช้ชีวิตของชนชั้นที่ 2 จึงอยู่ภายใต้ความหวาดระแวงตลอดเวลาเช่นกัน เพียงแต่พวกเขาได้รับผลประโยชน์มากพอจะยอมรับการควบคุมนั้นโดยไม่คิดต่อต้าน
ชนชั้นที่ 2 จึงคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของกลยุทธ์การปกครองของราชวงศ์วัล-ทาริส นั่นคือการให้ผลประโยชน์มากพอที่จะทำให้ผู้คนยอมรับการถูกควบคุมโดยไม่ตั้งคำถาม
พวกเขามีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าคนส่วนใหญ่ของจักรวรรดิ และพวกเขารู้ดีว่าการก่อกบฏอาจทำให้สูญเสียทุกสิ่งที่มี ชนชั้นที่ 2 จึงเป็นชนชั้นที่ภักดีต่อจักรวรรดิมากที่สุดในบรรดาประชากรทั้งหมด แม้จะไม่มีใครเคยบังคับให้พวกเขาภักดีก็ตาม
.
.
.
2.3 ชนชั้นที่ 3 : ชนชาติที่เคยต่อต้าน
ชนชั้นที่ 3 ของจักรวรรดิวัล-ทาริส คือชนชาติที่ถูกยึดครองโดยใช้กำลังหรือเคยมีประวัติต่อต้านจักรวรรดิ ประชากรกลุ่มนี้คือผู้ที่เคยลุกขึ้นสู้กับกองเรือหลวง หรือเคยปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของโอเรียนาไพรม์ จนกระทั่งถูกปราบปรามลงด้วยกำลังทหาร
ชนชั้นที่ 3 จึงถูกตีตราให้เป็นชนชาติที่ต้องชดใช้ความผิดในอดีตของตนไปตลอดกาล ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ชั่วอายุคนก็ตาม
ประชากรชนชั้นที่ 3 ถูกบังคับให้ส่งบรรณาการในอัตราสูงที่สุดในบรรดาประชากรทั้งหมด บรรณาการนี้ถูกกำหนดไว้ตายตัวโดยไม่มีสิทธิ์ต่อรอง และถูกเรียกเก็บอย่างเข้มงวดจนทำให้ชนชั้นที่ 3 แทบไม่เหลือทรัพยากรเพื่อการพัฒนาตนเองแต่อย่างใด
พวกเขาถูกจำกัดการเดินทางให้อยู่เฉพาะดาวของตนเท่านั้น ถูกห้ามสะสมอาวุธหรือเทคโนโลยีบางประเภท และถูกห้ามติดต่อกับชนชาติอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากราชสำนัก
.
.
ชนชั้นที่ 3 คือแหล่งเกณฑ์ทหารหลักของจักรวรรดิและถูกส่งไปยังแนวชายขอบที่เสี่ยงอันตรายที่สุดในยามสงคราม ทหารเกณฑ์จากชนชั้นที่ 3 มักถูกจัดให้อยู่ในหน่วยรบแนวหน้า ถูกส่งไปประจำการในดาวที่อันตรายที่สุด และถูกใช้เป็นกำลังพลกลุ่มแรกในการโจมตีทุกครั้ง
การจัดวางเช่นนี้ทำให้ชนชั้นที่ 3 ต้องแบกรับความสูญเสียมากที่สุดในสงครามทุกครั้ง ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากประวัติการต่อต้านของพวกเขาในอดีต
ชนชั้นที่ 3 ไม่มีระบบตระกูลที่ราชสำนักให้การรับรองอย่างเป็นทางการ พวกเขาจึงไม่มีผู้ปกครองท้องถิ่นที่สืบสายเลือดโดยตรง หากแต่ถูกปกครองโดยข้าหลวงจากโอเรียนาไพรม์หรือผู้ที่ราชสำนักแต่งตั้งขึ้นเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
.
.
ข้าหลวงเหล่านี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองชนชั้นที่ 3 และไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ใดนอกจากราชสำนักกลางเท่านั้น การปกครองของข้าหลวงจึงมักเต็มไปด้วยการกดขี่และการแสวงหาประโยชน์โดยไม่มีผู้ใดกล้าทักท้วง
ชีวิตของชนชั้นที่ 3 เต็มไปด้วยความยากลำบากและการถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา พวกเขาถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามภายในที่ต้องเฝ้าระวัง และถูกปฏิบัติด้วยความหวาดระแวงจากชนชั้นอื่นเสมอ
ชนชั้นที่ 2 รังเกียจชนชั้นที่ 3 เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน ชนชั้นที่ 1 ดูถูกชนชั้นที่ 3 เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่เคยคิดท้าทายอำนาจของจักรวรรดิ และชนชั้นที่ 4 ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อชนชั้นที่ 3
.
.
แม้ชนชั้นที่ 3 จะถูกกดขี่อย่างหนัก แต่ก็ยังมีความหวังอันริบหรี่ว่าสักวันหนึ่งสถานะของตนอาจดีขึ้นได้ หากราชสำนักเห็นว่าพวกเขาภักดีเพียงพอแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความหวังนี้แทบไม่มีทางเป็นจริงเลย เพราะระบบวรรณะถูกออกแบบมาให้ชนชั้นที่ 3 ต้องแบกรับภาระหนักที่สุดตลอดไปโดยไม่มีวันได้รับการปลดปล่อย ชนชั้นที่ 3 จึงเป็นชนชั้นที่ถูกกดดันมากที่สุดรองจากชนชั้นที่ 4 และเป็นแหล่งสะสมความเกลียดชังที่อันตรายที่สุดของจักรวรรดิ
.
.
.
2.4 ชนชั้นที่ 4 : แรงงานใต้ปกครอง
ชนชั้นที่ 4 ของจักรวรรดิวัล-ทาริส คือแรงงานใต้ปกครอง ซึ่งเป็นชนชาติที่ถูกกวาดล้างเกือบทั้งหมดจากการต่อต้านอย่างรุนแรง
ประชากรกลุ่มนี้คือผู้ที่เคยลุกขึ้นต่อสู้กับจักรวรรดิจนเกือบจะเอาชนะได้ หรือเคยทรยศต่อราชวงศ์ในระดับที่ไม่อาจให้อภัยได้ ชนชั้นที่ 4 จึงไม่ใช่เพียงผู้ที่พ่ายแพ้สงคราม แต่คือผู้ที่ถูกทำให้ไร้ตัวตนโดยสิ้นเชิงเพื่อไม่ให้หลงเหลือความทรงจำใด ๆ เกี่ยวกับการต่อต้านของพวกเขาอีกเลย
ประชากรชนชั้นที่ 4 ไม่มีสิทธิ์ใด ๆ ตามกฎหมายเลยแม้แต่ข้อเดียว พวกเขาถูกบังคับให้ทำงานหนักในระบบดาวชั้นในโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนตามมาตรฐาน
ถูกห้ามเดินทางออกจากระบบดาวที่ตนถูกบังคับให้ทำงานโดยเด็ดขาด และถูกห้ามสืบประวัติศาสตร์หรือภาษาของตนเองโดยสิ้นเชิง พวกเขาจึงไม่รู้ว่าตนเองเคยเป็นใคร มาจากดาวดวงใด หรือมีบรรพบุรุษเป็นผู้ใดมาก่อน
.
.
ชนชั้นที่ 4 คือชนชั้นที่ถูกทำให้ไร้ตัวตนโดยสมบูรณ์ พวกเขาไม่มีระบบตระกูล ไม่มีทะเบียนประชากร และไม่มีแม้แต่สิทธิ์ที่จะจดจำว่าตนเองคือใครหรือมาจากไหน การทำให้ชนชาติเหล่านี้ไร้สิทธิ์โดยสิ้นเชิงคือการลงโทษเชิงสัญลักษณ์ที่ราชวงศ์ใช้เตือนชนชาติอื่น ๆ ว่าการต่อต้านจักรวรรดิจะนำไปสู่หายนะที่ไม่มีวันฟื้นคืน
ชะตากรรมของชนชั้นที่ 4 จึงไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่คือข้อความที่ถูกส่งไปทั่วทั้งจักรวรรดิว่าผู้ใดก็ตามที่คิดท้าทายอำนาจของโอเรียนาไพรม์จะต้องจบลงเช่นนี้
แรงงานชนชั้นที่ 4 ถูกจัดสรรให้ทำงานตามหน่วยแรงงานที่ราชสำนักกำหนดโดยไม่มีสิทธิ์เลือกที่อยู่หรืออาชีพของตนเอง
พวกเขาถูกส่งไปยังระบบดาวชั้นในที่ต้องการแรงงานหนัก เช่น เหมืองแร่ โรงงานอุตสาหกรรมหนัก และโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของจักรวรรดิ ชีวิตของชนชั้นที่ 4 จึงหมดไปกับการทำงานหนักภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ราชสำนักโดยไม่มีวันหยุดพักและไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ
.
.
ชนชั้นที่ 4 ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมพิธีกรรมใด ๆ ของจักรวรรดิเลยแม้แต่น้อย พวกเขาถูกตัดขาดจากศาสนา จากการศึกษา และจากวัฒนธรรมของตนเองทั้งหมด
พวกเขาไม่รู้ว่าออราเคิลคืออะไร ไม่รู้ว่าตนเองกำลังทำงานให้แก่ผู้ใด และไม่รู้แม้แต่เหตุผลว่าทำไมตนเองจึงต้องใช้ชีวิตเช่นนี้ ความไม่รู้ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ชนชั้นที่ 4 ถูกควบคุมได้ง่ายที่สุด และเป็นเหตุผลที่ราชวงศ์พยายามทำให้พวกเขาไร้ตัวตนมากที่สุด
ชนชั้นที่ 4 จึงคือปลายทางที่มืดมิดที่สุดของระบบวรรณะวัล-ทาริส พวกเขาคือผู้ที่ถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิอย่างสิ้นเชิง ไร้ชื่อ ไร้สายเลือด ไร้ความทรงจำ และไร้ความหวังใด ๆ ที่จะกลับคืนสู่ความเป็นมนุษย์อีกครั้ง
ชนชั้นที่ 4 คือภาพสะท้อนที่แท้จริงของความโหดร้ายที่ระบบวรรณะสามารถกระทำได้เมื่อผู้ปกครองต้องการทำให้ผู้แพ้หายไปจากจักรวาลอย่างถาวร
.
.
โฆษณา