•
30 ก.ย. เวลา 07:03 • ประวัติศาสตร์

นายพลวังเปา นักสู้ขวัญใจชาวม้ง

"เมื่อปีค.ศ.1960 ลาวเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมือง วังเปาเข้าข้างฝ่ายขวานิยมกษัตริย์ เขาใช้พิธีผีของชาวม้งบนบานให้โทบี้ ลายฟองเดินทางมาพบและสนับสนุนเขาแทนที่จะไปหนุนฝ่ายเป็นกลาง โทบี้ เดินทางมาหาเขาในอีก 3 วันต่อมา เขาเกลี้ยกล่อมจนโทบี้ ลายฟอง เห็นด้วย
จนกระทั่งในที่สุดเขาได้พบกับบิล แลร์ และร่วมมือกันในสงครามครั้งใหม่"
เอเชียยามสงคราม
"พันโท วังเปา นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพราชอาณาจักรลาว กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ประจำการในแขวงเชียงขวาง ในปีค.ศ.1964 นายพันหนุ่มได้กลายเป็นชาวม้งคนแรกที่ติดยศนายพลตรีแห่งกองทัพรัฐบาล และ เวลาต่อมาได้เป็นผู้นำกองทัพลับที่เข้มแข็งที่สุดในการต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวกับกองทัพเวียดนามในลาว"
"กองทัพของนายพลวังเปา ได้ทำให้ 'บั้นรบทุ่งไหหิน' แขวงเชียงขวางในช่วงปีค.ศ.1972-1973 กลายเป็น 1 ใน 3 ยุทธภูมินองเลือดที่สุด ตามที่รัฐบาลลาวในปัจจุบันบันทึกเอาไว้ เชียงขวางเป็นแนวรบที่อยู่ใกล้กับฐานที่มั่นปฏิวัติของฝ่ายคอมมิวนิสต์ปะเทดลาวมากที่สุด ซึ่งสหรัฐฯ เชื่อว่า หากสามารถยึดครองเขตที่ราบสูงได้ ก็จะกุมสภาพการศึกได้ทั้งหมด"
ผู้จัดการออนไลน์
ทุ่งไหหินในปัจจุบัน
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในบทความก่อนหน้านี้ท่านจะเห็นแล้วว่าผู้เขียนได้นำเสนอวีรกรรมของทหารเสือพรานไทยในสมรภูมิทุ่งไหหินที่สงครามลับในลาวกันไปแล้ว วันนี้ผู้เขียนก็นำทุกท่านมาทำความรู้จักกับ ''นายพลวังเปา'' นายพลที่อายุน้อยที่สุดในช่วงสงครามลับ ซึ่งเขาก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากโดยเฉพาะการจัดตั้งกองทัพม้งให้เข้มแข็งในการต่อสู้กับทหารขะบวนกานปะเทดลาวและทหารเวียดนามเหนือ เรื่องราวของเขาจะเป็นอย่างไร ไปติดตามกันครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพนายพลวังเปาที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
นายพลวังเปา นายที่ทหารชาวม้งเคารพนับถือ
ท่ามกลางสายหมอกหนาแน่นและกลิ่นควันปืนที่ปกคลุมค่ายทหารกลางป่าลึกในช่วงสงครามลับ นายพลวังเปายืนสง่างามในชุดสนามสีซีดพร้อมหวกเบเร่ต์สีดำได้ปรากฎตัวต่อหน้าคณะนักสู้ชาวม้งที่มารวมตัวกัน สายตาอันคมกล้าของเขากวาดมองเหล่าทหารหนุ่มและเด็กชายชาวม้งที่ต้องสวมรองเท้าบูตไซส์ใหญ่เกินตัวและแบกปืนยาวด้วยความห่วงใยและเด็ดเดี่ยว
วังเปาก้าวเดินมาหยุดตรงหน้า แล้วเอ่ยปากพูดปลุกใจทหารม้งทุกนายด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า "ข้าขอถามพวกเอ็งทุกคนว่า พร้อมที่จะสู้เพื่อปกป้องบ้านและครอบครัวของเราหรือไม่! ถ้าเอ็งพร้อม ข้าจะมอบปืนและอาหารให้เอ็งไปสู้ ข้าเชื่อว่าครอบครัวจะรอรับพวกเอ็งทุกคนกลับมาเสมอ"
"นับตั้งแต่บัดนี้ไป พวกเอ็งจะต้องต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ที่กำลังกลืนกินภูมิภาคนี้ ต่อให้มีการเสียสละ เราก็ไม่เสียใจที่เราได้เกิดมาต่อสู้เพื่อปลดปล่อยประเทศลาวจากจากความแตกแยกที่ค่อยประเทศมาช้านี้ จากความร่วมมือระหว่างอเมริกา ไทยและลาวฝ่ายราชอาณาจักร ทำให้พวกเรามีความแข็งแกร่งมากขึ้นในระดับหนึ่ง แต่เราก็จะสู้เพื่อให้ชาวม้งไม่ต้องพลัดถิ่นไปอยู่ที่อื่น"
"มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต่อสู้เพื่อให้ดินแดนของเราที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระมุขสูงสุดในการปกครองประเทศอยู่ยั้งยืนยงต่อไป บ้านเมืองในขณะนี้พวกเอ็งก็รู้ดีว่าอยู่ในช่วงระส่ำระส่าย ผู้คนแตกความสามัคคี แล้วเราชาวม้งจะเป็นแบบนั้นได้เทียวหรือ นี่อาจเป็นศึกชี้ชะตาว่าลาวจะอยู่กับโลกเสรี หรือจะอยู่กับคอมมิวนิสต์กันแน่"
"และข้าขอให้สัญญาใจกับพวกเอ็งว่า หากวันใดที่เราต้องพ่ายแพ้หรืออแผ่นดินถูกอิทธิพลของคอมมิวนิสต์กลืนกินแล้ว ข้าจะไม่ทิ้งพวกเอ็ง ข้าจะพาพวกเอ็งหนีไปหาที่อยู่ใหม่ด้วยกัน!"
นายพลวังเปาเจ้าของฉายาพยัคฆ์น้อยแห่งหนองแฮด
ชีวิตของพยัคฆ์น้อยแห่งหนองแฮดหรือชื่อจริงที่รู้จักกันดีคือนายพลวังเปา ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1929 ในครอบครัวเกษตรกรชาวม้ง ณ หมู่บ้านหนองแฮด แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ชายแดนเวียดนามเหนือ
ในวัยเด็ก เขาเติบโตมาเหมือนเด็กชาวดอยทั่วไปที่ต้องทำไร่และเลี้ยงสัตว์ แต่พ่อของเขาเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงส่งเข้าเรียนในโรงเรียนประถมที่ฝรั่งเศสจัดตั้งขึ้น ทำให้เด็กชายวังเปาได้เรียนรู้ภาษาฝรั่งเศส ระเบียบวินัยทหาร และประวัติศาสตร์การรบ ซึ่งกลายเป็นรากฐานฉายแววความเป็นผู้นำตั้งแต่เยาว์วัย
วังเปาเริ่มเข้าสู่ชีวิตทหารตั้งแต่วัยเยาว์ โดยเข้าร่วมทำหน้าที่เป็นคนนำทางและหน่วยลาดตระเวนให้แก่กองกำลังฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามอินโดจีนครั้งที่ 1ต่อมาเขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยและรับราชการในกองตำรวจรวมถึงกองทัพราชอาณาจักรลาว
เหตุการณ์สำคัญครั้งนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ **3 มกราคม ค.ศ. 1961 ณ บ้านป่าดงแขวงเชียงขวาง ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ครั้งใหญ่ของสงครามลับในลาว ผู้ที่เดินทางไปพบคือเจมส์ วิลเลียม แลร์ หรือบิล แลร์ (Bill Lair) เจ้าหน้าที่ CIA ร่วมกับพันตำรวจโท ประเนตร ฤทธิ์ลือชัย (หัวหน้านนท์) ผู้บังคับการตำรวจพลร่ม (PARU) ของไทยที่เข้าไปปฏิบัติการลับ
บิล แลร์ "ผู้พันวังเปา เรามีความยินดีที่ได้พบพยัคฆ์น้อยแห่งชาวม้งอย่างท่าน เราทราบมาว่าคอมมิวนิสต์มันได้ขยายอิทธิพลมาถึงประเทศลาวแล้ว คราวนี้เราจะต้งร่วมมือกัน ท่านเห็นด้วยกับผมหรือไม่"
วังเปา "ผมตกลงที่จะรวบรวมชาวม้งจัดตั้งเป็นกองกำลังกองจรเพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยวันนี้ผมจะขอยื่นเงื่อนไขขอรับการสนับสนุนอาวุธ ยุทโธปกรณ์ เสบียงอาหาร และวิทยุสื่อสารจากประเทศท่าน"
บิล แลร์ "แล้วท่านว่าเราจะชนะไหม เพราะผมเห็นท่าสถานการณ์ช่วงนี้ไม่ค่อยดี แต่อย่างไรเสียผมก็มั่นใจว่าท่านทำได้ ผู้พัน"
วังเปา "ถ้าลาวตกเป็นเมืองขึ้นของสังคมนิยมเราก็ไม่ต่างอะไรกับเวียดนามที่กำลังจะรวมชาติในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้หากคอมมิวนิสต์โจมตีเวียดนามใต้จนพินาศ รายต่อไปก็จะเป็นเขมรรวมถึงลาวด้วย ผมจึงมาหาท่านเพื่อการนี้"
ในขณะนั้นวังเปาได้เอ่ยปากขอพันธสัญญาสำคัญกับ บิล แอร์ ว่าหากวันใดที่ชาวม้งต้องพ่ายแพ้หรือไม่สามารถอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ได้อีกต่อไป ทางสหรัฐฯ จะต้องไม่ทอดทิ้งและต้องช่วยนำพาชาวม้งไปหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่
General Vang Pao
การเจรจาครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ CIA จัดตั้งเป็นโครงการโมเมนตัม (Project Momentum)** เริ่มต้นจากการฝึกทหารม้งชุดทดลอง 1,000 นาย โดยใช้ตำรวจพารูของไทยเป็นครูฝึกยุทธวิธี ก่อนจะขยายกำลังจนกลายเป็นกองทัพลับนับหมื่นนาย
ท่ามกลางม่านหมอกหนาตึบที่ปกคลุมหุบเขาใกล้กับสนามบินล่องแจ้ง เสียงเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ดังคำรามกึกก้องอยู่เหนือรันเวย์ นายพลวังเปายืนสง่างามในชุดทหารคล้ายชุดรด.สีซีดพร้อมหมวกเบร่ต์สีดำและรองเท้าบูตสีดำ พร้อมกับมกับมีความหวังว่าสักวันหนึ่งชาวม้งจะตองกอบกู้เอกราชมาสู่ราชอาณาจักรลาวให้จงได้
"เห้ย! เอ็งดูสายตานายเราสิ ข้าว่านายกำลังเตรียมแผนที่จะตอบโต้พวก NVA ครั้งใหญ่ เราจะอยู่เฉยๆได้ยังไงวะ"
ทหารลาวฝ่ายราชอาณาจักรนายหนึ่ง
''ก็ไม่แน่นะ เห็นทีจะต้องสู้จนตัวตาย ข้ารู้ว่านายกำลังครุ่นคิดเหมือนกับเราสองคน เอ็งเป็นชาวม้งที่สมัครใจมารบกับนาย ส่วนข้าก็เป็นทหารราชอาณาจักรลาว เราทั้ง 2 คนไม่มีแยกจากจากกัน เพราะเรามีนายคนเดียวกัน" ทหารม้งนายหนึ่ง
"ข้าเชื่อฝีมือนายที่ชื่อวังเปา ท่านไม่เคยคิดที่จะลบชื่อพวกเราออก ท่านเห็นว่าพวกเรายังคงมีกำลังวังชาที่จะต่อสู้กับไอ้โจรคอมมิวนิสต์ที่กำลังเป็นใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ต่อให้ศึกครั้งนี้หามีวันจบไม่ เราก็ต้องร่วมกำลังรบสู้กับทหารลาวแดงและพวกเวียดนามให้ได้" ทหารลาวฝ่ายราชอาณาจักร
สิ้นเสียงคำพูด 2 นายทหารที่คุยกันตอนที่กำลังมองนายพลวังเปาอยู่ห่างๆ พวกเขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เหนือเทือกเขาหินปูนหลังจากที่เมฆเคลื่อนออกไป แสงอาทิตย์ก็สาดส่องลงบนตัวนายและลูกน้องที่ยืนอยู่บนดิน พร้อมท้องฟ้าสีครามเบื้องบน
ช่วงสงครามลับในลาวเครื่องบินขับไล่ F-4E มีภารกิจหลักคือการสนับสนุนทางอากาศโดยใกล้ชิดแก่ทหารราชอาณาจักรลาว , ทหารม้ง และทหารเสือพรานไทย
"ฟ้าวววววววววววววววววววว! บู้มมมมมมมมมมมมมมมม!"
เสียง F-4E
และแล้วฝูงนกเหล็ก 4 เครื่องก็บินผ่านเหนือสนามบินล่องแจ้งที่ความสูง 1,500 ฟุต มันกำลังบินมุ่งหน้าไปสู่ดินแดนข้าศึกด้วยหัวใจที่แน่วแน่และมุมานะต่อการขับไล่ทหารคอมมิวนิสต์ออกไปเปรียบได้กับหมอกำลังรักษาโรคออกจากผู้ป่วยรายหนึ่ง ซึ่งโรคร้ายที่กำลังขับไล่ออกไปนั่นคืออิทธิพลคอมมิวนิสต์
ใช่แล้ว! เสียงที่พวกเขาได้ยินนั่นคือเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด F-4E จากฝูงบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 469 กองบินขับไล่ทางยุทธวิธีที่ 388 (469th Tactical Fighter Squadron  : 388th Tactical Fighter Wing) ฐานทัพอากาศโคราช ในประเทศไทย
สนามบินล่องแจ้งที่เครื่องบินขับไล่ F-4E บินผ่านนั้นตั้งอยู่ในหุบเขาที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาหินปูนสูงชัน ในช่วงสงครามล่องแจ้งไม่เคยถูกระบุไว้บนแผนที่สาธารณะใดๆ และได้รับรหัสลับทางทหารจาก CIA ว่า "LS 20A" (Lima Site 20 Alternate) ที่แห่งนี้ถือเป็นสนามบินที่พลุกพล่านที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เครื่องบินขับไล่ F-4E กองทัพอากาศสหรัฐฯ
ระหว่างหุบเขามีการสร้างรันเวย์สนามบินขึ้นเพื่อเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ในช่วงที่การสู้รบรุนแรงที่สุด มีเครื่องบินขึ้น-ลงมากกว่า 400 เที่ยวต่อวัน หรือเฉลี่ยทุกๆ 1 นาที โดยมีสายการบินแอร์อเมริกา (Air America) ซึ่งเป็นสายการบินบังหน้าของ CIA บินขนส่งอาวุธ เสบียง ยุทโธปกรณ์ และกำลังพลตลอด 24 ชั่วโมง
จากพื้นที่ป่าเขาอันเงียบสงบละม้ายคล้ายกับบรรยากาศป่าไม้และภูเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย บัดนี้ล่องแจ้งขยายตัวอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นมากเป็นอันดับสองของประเทศลาวรองจากนครหลวงเวียงจันทน์ ที่นี่เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวทหารม้ง เจ้าหน้าที่ CIA และทหารอาสาสมัครเสือพรานจากประเทศไทยตามโครงการ 333 ที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นครูฝึกยุทธวิธีและร่วมรบ
และที่สำคัญล่องแจ้งถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ในสมรภูมินี้ กล่าวคือทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบัญชาการรบภาคพื้นดินเพื่อสกัดกั้นการรุกคืบของฝ่ายคอมมิวนิสต์ประเทศลาวและกองทัพเวียดนามเหนือ ตลอดจนเป็นจุดปล่อยหน่วยรบพิเศษเข้าไปชี้เป้าทางอากาศและขัดขวางการขนส่งบนเส้นทางโฮจิมินห์
สนามบินล่องแจ้งถือเป็นสนามบินที่มีการจราจรทางอากาศมากที่สุดในยุคสงครามเย็น
"ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!"
เสียงปืน M16
เสียงปืน M16 ดังสนั่นป่า ทหารม้งที่กำลังยิงปะทะทหารเวียดนามยังคงยิงต่อไป กระสุนที่ยิงออกไปหาใช่แค่ต้องการล้างแค้น แต่มันคือการต่อสู้ถวายชีวิตเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ชาวม้งให้ดำรงอยู่ตลอดไป ปืน M16 ยังคงยิงอย่างต่อเนื่องสู้กับทหารเวียดนามที่จับปืนอาก้ายิงตรงมา
ทันใดนั้นเองทหารเวียดนามได้เคลื่อนพลบุกเข้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ทหารม้งจำนวนหนึ่งที่รอดชีวิตไม่มีทางหนี ถ้าหนีเท่ากับปล่อยให้หมู่บ้านกลางป่าแห่งนี้ต้องกลายเป็นสุสาน พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องสละชีวิตเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ชาวม้ง
ในขณะเดียวกันทหารม้งนายหนึ่งก็วิ่งพร้อมกับปืน M16 ไปหลบหลังต้นไม้ต้นหนึ่งในป่า ก่อนจะโผล่ออกมายิงเจาะร่างทหารเวียดนามหนึ่งนายล้มลงกับพื้น จากนั้นเขาก็วิ่งต่อไปพร้อมกระสุนที่ยังเหลือในแม็กกาซีนปืน M16 คู่ใจ เมื่อทหารเวียดนามขว้างระเบิดมาเขาจึงกระโดดหลบแล้วหมอบตามมาด้วยการคลานต่ำ
หลังจากที่ขว้างระเบิดเสร็จแล้วทหารเวียดนามนายนั้นก็ถูกทหารม้งเพื่อนสนิทใช้ปืน M16 ยิง 2 นัดที่แขนซ้าย 1 นัด จากนั้นก็ยิงที่ต้นขาซ้ายอีกนัด เขาเดินขากะเผลกๆ พร้อมปืนอาก้าหันหลังพร้อมจะหนีแต่ก็ถูกทหารม้งนายเดิมยิงเข้าที่คอและท้ายทอยจนล้มลงกับพื้นดินสิ้นลมหายใจในที่สุด
เครื่องแบบทหารม้งยุคสงครามลับในลาว
ทหารม้งที่คลานต่ำก็ลุกขึ้นมาแล้ววิ่งตามเพื่อนที่มาช่วยชีวิตหนีเข้าป่าไป แต่ทว่าเพื่อนที่ช่วยชีวิตกลับถูกทหารเวียดนามนายหนึ่งโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ต้นหนึ่งแล้วยิงใส่ 5 นัดหนึ่งในนั้นโดนจุดสำคัญนั่นคือบริเวณหน้าอกเบื้องซ้าย แล้วก็นอนแน่นิ่งราบไปกับพื้น ส่วนเพื่อนของเขาก็ยิงปืน M16 ไปที่ทหารเวียดนามที่ฆ่าเพื่อนเขาจนในที่สุดทหารฝ่ายตรงข้ามก็เสียชีวิต ส่วนเขาก็ถูกยิงโดยปืนอาก้าจนได้รับบาดเจ็บแต่ยังเดินโซซัดโซเซไปหาเพื่อนที่นอนโรยรินพร้อมกับพูดเหมือนเป็นคำสั่งเสียว่า
"สงครามลาวมันยืดเยื้อและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ความสูญเสียจากสมรภูมิต่างๆ ทำให้เพื่อนๆชาวม้งเริ่มทะยอยตาย บาดเจ็บ และพิการไปเป็นจำนวนมาก ตอนนี้นาย (นายพลวังเปา) ประสบภาวะขาดแคลนกำลังพลชายวัย 20-30 ยิ่งนัก"
" สถานการณ์ดังกล่าวบีบบังคับให้นายและวงศ์ตระกูลไม่มีทางเลือก นอกจากต้องลดเกณฑ์อายุรับสมัครทหารลงเรื่อยๆ จนเริ่มมีการเกณฑ์เด็กชายชาวม้งที่มีอายุเพียง 10–12 ปี และ 14–15 ปี เข้าสู่สนามรบ"
"เอ็งก็รู้ว่าเด็กๆ หลายคนไม่ได้ต้องการเป็นทหาร แต่ปรารถนาที่จะได้เรียนหนังสือ ทว่าแรงกดดันและภาระสงครามทำให้พวกเขาต้องพรากจากครอบครัวและถูกส่งไปฝึกอาวุธ"
"หัวหน้าหมู่บ้านม้งก็รู้ดีว่าการถูกขอตัวเด็กชายอายุ 14 ปีไปเป็นทหาร ทำให้ชุมชนสุ่มเสี่ยงต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ เพราะเด็กวัยนี้ควรจะได้เติบโต แต่งงาน และสร้างครอบครัวเพื่อสืบทอดรุ่นต่อไป เพราะฉะนั้นเราต้องฝากฝังความหวังให้กับเด็กๆ พวกเขาจะต้องอยู่ต่อไป"
พอพูดจบเขาก็สิ้นลมหายใจโดยที่ไม่ได้บอกลานายของเขา ส่วนเพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บก็พยายามอุ้มร่างของเขาออกจากสนามรบแต่ก็ไปเหยียบระเบิดที่ทหารเวียดนามฝังไว้จนเสียชีวิตไปพร้อมกันทั้งคู่
ทหารม้งขณะรบกับทหารเวียดนาม (ภาพจำลองเหตุการณ์)
อีกฟากหนึ่งทหารม้งจำนวน 10 นายที่รอดชีวิตกำลังยิงปะทะกับทหารเวียดนามที่กำลังล้อมหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ ทหารที่กำลังต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามนี้รู้ดีว่าหนทางเดียวที่จะรอดคือการหนี แต่ถ้าหนีก็เท่ากับปล่อยหมู่บ้านนี้ถูกยึด พอได้ยินเสียงทหารม้งพวกเดียวกันที่อุ้มร่างเพื่อนเหยียบกับระเบิดตายไปพร้อมกันโดยไม่ได้ตั้งใจจึงคิดที่เข้าจะเข้าไปช่วยแต่มันสายไปเสียแล้ว
ทหารม้งระดับผู้กองนายนี้ได้แยกหมู่ออกไปช่วยพาร่างลูกน้องออกจากสนามรบ แต่พอไปถึงก็ไม่เห็นร่างทหารทั้ง 2 คน ในขณะเดียวกันมีทหารเวียดนามนายหนึ่งยิงปืนอาก้ามาที่เขา จึงรีบกระโดดหลบจากนั้นก็ใช้ปืน M16 ตอบโต้ไปรัวๆไม่มีหยุด พอคู่ต่อสู้ของเขาหลบหลังต้นไม้ก็โผล่ออกมายิงอาก้าต่อ
จากนั้นเมื่อกระสุนของทหารม้งยศร้อยเอกนายนี้หมด เขาไม่มีกระสุนจะเติมปืนคู่ใจแล้ว จึงวิ่งฝ่าทุ่นระเบิดไปหาที่กำบังเพื่อพร้อมต่อสู้ระยะประชิดโดยไม่ใช้อาวุธ ทหารเวียดนามนายนี้ที่มียศร้อยเอกเหมือนกับเขาก็ยิงปืนอาก้าต่อเนื่อง พอร้อยเอกหนุ่มชาวม้งไปเห็นรถ GMC ที่จอดนิ่งจึงวิ่งไปหลบ ส่วนทหารเวียดนามนายเดิมก็ทิ้งปืนอาก้าเตรียมต่อสู้แบบไร้อาวุธ
ทหารม้งช่วงสงครามลับในลาว (ภาพจำลองเหตุการณ์)
พอย่องมาถึงรถ GMC ก็ถูกทหารม้งนายหนึ่งถีบข้างจนล้มลง ก่อนจะลุกขึ้นมาและชักมีดพกสั้นเตรียมแทง แต่ว่าเขาหลบทันมีดจึงไปถูกลำตัวรถ ก่อนที่เขาจะใช้มือทั้ง 2 ข้างจับแขนซ้ายของคู่ต่อสู้แล้วใช้เข่าซัดเข้าไปที่หว่างขาจนไม่ทันได้ตั้งตัว
ทันใดนั้นเองมีดก็หลุดตกลงมาที่พื้นเขาไปแย่งมันมาเพื่อเตรียมแทงทหารเวียดนามที่มาต่อสู้กับเขา แต่ว่าทหารเวียดนามนายนั้นก็ถูกกระโดดเตะศรีษะจนล้มลงแล้วกลิ้งไปกับพื้น ก่อนที่จะใช้มีดที่ยึดมาได้เตรียมแทงปลิดชีพฝ่ายตรงข้ามแต่ไม่ทันไรระเบิดที่ทิ้งลงมาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ก็ร่วงลงใส่จุดที่พวกเขากำลังต่อสู้จนเสียชีวิตไปพร้อมกัน
"ตู้มมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!"
เสียงระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52
บัดนี้การปฏิบัติการทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดปูพรมจากเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 รวมถึงเครื่องบินรบแบบอื่นๆของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งก่อสร้างทางทหารของเวียดนามไปพร้อมๆกับเส้นทางโฮจิมินห์ในลาวแต่กลับทำลายล้างหมู่บ้าน พื้นที่เกษตรกรรม และคร่าชีวิตประชาชนบริสุทธิ์ไปนับไม่ถ้วน จนทำให้ลาวกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดหนักที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากร
เมื่อสหรัฐอเมริกาถอนกำลังและตัดงบประมาณสนับสนุนหลังข้อตกลงสันติภาพปารีส กองทัพลับของชาวม้งที่อ่อนแรงลงจึงไม่อาจต้านทานการรุกคืบของฝ่ายคอมมิวนิสต์ประเทศลาวและกองทัพเวียดนามเหนือได้ จนกระทั่งในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1975 ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็สามารถเข้ายึดอำนาจเบ็ดเสร็จทั่วประเทศลาวได้สำเร็จ
จำนวนระเบิดที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ทิ้งลงมาในลาวมีมากกว่าความสูญเสียจากระเบิดปรมาณูที่อเมริกาทิ้งในญี่ปุ่นช่วง WWII ถึง 2 เท่า
ส่วนนายของนักรบม้งคือนายพลวังเปาได้อพยพในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1975 ซึ่งทาง CIA ได้จัดเครื่องบินมารับตัวเขา พร้อมด้วยครอบครัวและนายทหารระดับสูง อพยพออกจากกองบัญชาการล่องแจ้งลี้ภัยมายังประเทศไทย การเดินทางออกจากพื้นที่ของผู้นำทำให้ชาวม้งตกอยู่ในความระส่ำระสาย ประชาชนนับแสนคนต้องละทิ้งบ้านเรือน เดินเท้าฝ่าป่าดงดิบ หลบหนีการไล่ล่า และเสี่ยงชีวิตข้ามแม่น้ำโขงเข้ามายังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย ซึ่งมีผู้เสียชีวิตระหว่างการอพยพหนีตายจากความอดอยาก โรคภัย และการถูกซุ่มโจมตีไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากอพยพออกจากลาวในปี ค.ศ. 1975 เขาได้เจรจาและนำพาชาวม้งกว่า 150,000 คนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียและมินเนโซตาในสายตาของชาวม้งอพยพ เขาถูกยกย่องเป็นบิดาแห่งประชาชนและผู้นำจิตวิญญาณผู้สร้างโอกาสในดินแดนใหม่
ในปีค.ศ. 2007 นายพลวังเปาในวัย 77 ปีและพรรคพวกถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FBI) บุกจับกุมในข้อหาวางแผนล้มล้างรัฐบาลลาว โดยถูกกล่าวหาว่าพยายามจัดซื้ออาวุธสงครามร้ายแรง เช่น ปืน AK-47 และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานสติงเกอร์ เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกและนำไปสู่การรวมตัวประท้วงครั้งใหญ่ของชุมชนชาวม้งทั่วสหรัฐฯ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวเขา
ทุ่งไหหินในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของคนลาว
นายพลวังเปาได้รับการประกันตัวด้วยวงเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ จนกระทั่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 อัยการและศาลสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจ ยกฟ้องข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอและไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่จะดำเนินคดีต่อ ทำให้เขาพ้นจากคดีและได้รับอิสรภาพจนกระทั่งเสียชีวิตลงด้วยโรคปอดติดเชื้อและโรคหัวใจในวันที่ 6 มกราคมปีค.ศ. 2011 ด้วยวัย 81 ปี
แม้นายพลวังเปาจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สำหรับชาวม้งอพยพและชาวม้งพลัดถิ่นนับแสนคน เขายังคงเป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณและศูนย์รวมใจของชาติพันธุ์ชาวม้ง ในสายตาของชาวม้ง เขาได้รับการยกย่องและเรียกขานอย่างรักใคร่ว่าเป็น "บิดาแห่งประชาชน" หรือเสมือนบิดาผู้ให้ชีวิตใหม่ เพราะชาวม้งมองว่าหากไม่มีนายพลวังเปา การรวมกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกสลายและการนำพาผู้คนไปตั้งหลักแหล่งเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างแดนคงไม่เกิดขึ้น
สนามบินล่องแจ้ง (ภาพปัจจุบัน)
การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของเขาจึงถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชนชาติพันธุ์ม้ง ซึ่งยังคงจดจำและรำลึกถึงความเสียสละในฐานะนักรบและผู้นำคนสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน
นายของทหารม้งที่ชื่อนายพลวังเปาถือเป็นนักสู้ที่มีจิตใจกล้าหาญและไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ การต่อสู้อันยิ่งใหญ่ของทหารม้งถือว่าเป็นการสละชีพเพื่อให้มีดินแดนอยู่อาศัยของลูกหลานในภายภาคหน้า แต่เมื่อถูกคอมมิวนิสต์รุกคืบจนไม่มีหนทางสู้ต่อจึงต้องละทิ้งบ้านเกิดของพวกเขาไปหาที่อยู่ใหม่นั่นคือสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งเมื่อนายพลวังเปาสิ้นลมหายใจชาวม้งยังคงรำลึกถึงคุณงามของวีรบุรุษผู้นี้ไม่มีวันลืม สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
LAOBRALY
เปียกแมว
DARK SIDE
ใบบุญ ชาแนล
โจ้ จังโก้
Matichon
เขียวค้อม
ท้าวทองไหล
ASIA KING TRAVEL
The Earth
JONATHAN VERSCHUUREN
National Security Journal
Thanatip Sri
DON GILHAM
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา