30 ก.ย. เวลา 17:15 • ข่าว

การบินไทย พังเพราะอะไรนะ?

ช่วงน้ำท่วมรอบนี้ หลายคนสงสัยว่า
ทำไมสายการบินอื่นยังบินได้ แต่การบินไทยถึงดีเลย์แทบทั้งระบบ กระเป๋าค้างเป็นพันใบ และสุดท้ายต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก
อาทิตย์นั้นผมก็เดินทาง แต่ใช้ดอนเมือง แทบไม่ได้รับผลกระทบอะไร กลับมาแล้วถึงได้ยินเสียงบ่นเรื่องการบินไทยเต็มไปหมด
ถ้าถามผม คำตอบสั้นๆ คือ
น้ำท่วมเป็นตัวจุดชนวน แต่สิ่งที่ทำให้ปัญหาลุกลาม คือระบบมีแรงสำรองไม่พอ
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เครื่องบิน
สุวรรณภูมิยังเปิด
รันเวย์ยังใช้ได้
เครื่องบินยังบินได้
สิ่งที่หายไปคือ “คนภาคพื้น”
ปกติงานภาคพื้นของการบินไทยต้องใช้คนประมาณ 500 คนต่อวัน แต่ช่วงวิกฤตเหลือมาทำงานเพียงประมาณ 200–300 คน
ตำแหน่งเฉพาะทาง เช่น Loadmaster ปกติต้องใช้ราว 45 คน เหลือประมาณ 20 คน
พูดง่ายๆ คือ คนหายไปเกือบครึ่งในเวลาเดียวกัน
จากนั้นปัญหาก็ไหลเป็นลูกโซ่
คนไม่พอ
→ กระเป๋าลงไม่ทัน
→ เครื่องออกช้า
→ เครื่องเที่ยวต่อไปช้า
→ กระเป๋าเที่ยวใหม่เข้ามาเพิ่ม
→ ของเก่ายังไม่หมด ของใหม่ก็มากอง
สุดท้ายกระเป๋าตกค้างประมาณ 5,600 ใบ และเที่ยวบินที่ออกตรงเวลาเหลือน้อยมาก
แล้วทำไมสายการบินอื่นไม่หนักเท่า?
ส่วนหนึ่งเพราะการบินไทยเป็นสายการบินฐานใหญ่ของสุวรรณภูมิ มีเที่ยวบินมากกว่าร้อยเที่ยวต่อวัน และยังรับทำ Ground Handling ให้สายการบินอื่นอีกจำนวนมาก
ดังนั้นเมื่อคนหายไปครึ่งหนึ่ง ปัญหาไม่ได้จบเป็นเที่ยวๆ แต่มันสะสมตลอดทั้งวัน
แต่ตรงนี้ก็มีคำถามสำคัญ
เพราะ Ground Handler รายอื่นที่สุวรรณภูมิก็เจอน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ไม่ได้พังในระดับเดียวกัน
มีข้อมูลว่าบางรายเตรียมที่พักให้พนักงานอยู่ใกล้สนามบินล่วงหน้า เพื่อให้คนยังเข้ากะได้แม้ถนนข้างนอกจะมีปัญหา
นั่นทำให้คำถามเปลี่ยนจาก
“ทำไมพนักงานมาไม่ได้?”
เป็น
“รู้อยู่แล้วว่าฝนจะหนัก แล้วเตรียมอะไรไว้บ้าง?”
มีคนสำรองไหม
มีที่พักไหม
มีรถรับส่งไหม
มีคนจากหน่วยอื่นที่ฝึกไว้ช่วยได้ไหม
และเมื่อรู้ว่าคนหายไปเกือบครึ่ง ทำไมไม่ลดเที่ยวบินให้เร็วขึ้น
หลังระบบเริ่มพัง การบินไทยก็ทำหลายอย่างถูก
เอาพนักงานออฟฟิศลงมาช่วย
ขอกำลังทหาร
จัดรถรับพนักงาน
ให้ Ground Handler อื่นช่วยรับงาน
ลดเที่ยวบิน 30–40%
แยกกระเป๋าใหม่ออกจากของค้าง
เร่งเคลียร์สัมภาระ
ปัญหาคือ หลายอย่างเกิดขึ้น หลังระบบเริ่มล้มแล้ว
นี่คือเรื่องของ BCP แบบไม่ต้องใช้ศัพท์ยาก
ถ้าวันหนึ่งสิ่งที่เราต้องใช้หายไปครึ่งหนึ่ง เราจะทำงานต่ออย่างไร
กรณีนี้ สิ่งที่หายไปคือ “คน”
เรื่องนี้ทำให้นึกถึง Emirates ตอนน้ำท่วมดูไบ
ปี 2024 ดูไบน้ำท่วมหนักมาก Emirates ก็เละเหมือนกัน
ถนนเข้าสนามบินน้ำท่วม
พนักงานมาไม่ได้
ผู้โดยสารตกเครื่อง
กระเป๋าค้างเป็นหมื่นใบ
ผมเองก็ไปต่อเครื่องช่วงนั้นและตกเครื่องเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ Emirates ทำเร็วมากคือ
เมื่อรู้ว่าระบบรับไม่ไหว ก็ยอมหยุดบางส่วน
หยุด check-in บางช่วง
หยุดรับผู้โดยสารต่อเครื่อง
ยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก
แล้วเอากำลังทั้งหมดไปเคลียร์ปัญหาที่ค้างก่อน
หลักคิดง่ายมาก
ถ้ากำลังการผลิตเหลือ 60% ก็อย่าฝืนทำงาน 100%
ยิ่งฝืน งานค้างยิ่งโต
สุดท้ายปัญหาของวันนี้ก็กลายเป็นปัญหาของวันพรุ่งนี้
แต่ผมว่าเรื่องที่สำคัญที่สุดกลับเป็น “คน”
มีเสียงจากพนักงานออกมาว่า ภาวะปกติก็กำลังคนตึง อุปกรณ์บางส่วนต้องหมุนเวียนใช้ และคนหน้างานแบกรับภาระหนักอยู่แล้ว
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ยังต้องตรวจสอบเป็นเรื่องๆ
แต่มีข้อเท็จจริงที่น่าคิดว่า ก่อนหน้านี้ก็เคยมีข้อร้องเรียนเรื่องกำลังคนและอุปกรณ์ภาคพื้นไม่เพียงพอมาแล้ว
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง น้ำท่วมครั้งนี้อาจไม่ได้สร้างจุดอ่อนขึ้นมาใหม่
มันแค่ ดึงแรงสำรองที่เหลืออยู่ออกจากระบบ
วันปกติ องค์กรที่ Lean มากอาจดูมีประสิทธิภาพ
แต่วันวิกฤต เราถึงจะรู้ว่า สิ่งที่เคยเรียกว่า “ส่วนเกิน” บางอย่าง จริงๆ แล้วคือ กำลังสำรอง
คนก็เหมือนกัน
และตรงนี้คือเรื่อง Employee Engagement
Engagement ไม่ใช่ outing
ไม่ใช่เสื้อบริษัท
ไม่ใช่คำขวัญบนผนัง
แต่มันคือความรู้สึกว่า
“นี่คือบริษัทของเรา ถ้ามันมีปัญหา เราอยากช่วย”
ถ้าคนรู้สึกแบบนี้ ความสำคัญของบริษัทจะมีน้ำหนักมากกว่าความไม่สะดวกส่วนตัวโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง
ไม่ใช่เพราะกลัวโดนหักเงิน
แต่เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราด้วย
แน่นอน ถ้าบ้านกำลังจะจมน้ำ หรือการเดินทางไม่ปลอดภัย ไม่มีใครควรถูกบังคับให้เสี่ยงชีวิต
แต่ระหว่าง
“ไปไม่ได้จริงๆ”
กับ
“ไปได้ แต่ลำบากหน่อย”
ตรงนี้แหละที่ความผูกพันกับองค์กรมีผล
บางคนอาจยอมตื่นตีสี่
ยอมเดินไกลขึ้น
ยอมเปลี่ยนกะ
ยอมนอนใกล้สนามบิน
ยอมอยู่ต่ออีกหลายชั่วโมง
เพราะเขาอยากช่วย ไม่ใช่เพราะมีใครบังคับ
แต่ความรู้สึกแบบนี้สร้างไม่ได้ในเช้าวันที่น้ำท่วม
มันต้องสะสมมาตั้งแต่วันปกติ
บริษัทดูแลเขาหรือเปล่า
ฟังเขาหรือเปล่า
ให้ความเป็นธรรมหรือเปล่า
และวันที่เขาเดือดร้อน บริษัทเคยช่วยเขาหรือเปล่า
ถ้าวันหนึ่งบริษัทต้องการให้พนักงานเสียสละเพื่อองค์กร
องค์กรก็ต้องเคยทำให้พนักงานรู้สึกมาก่อนว่า บริษัทพร้อมเสียสละเพื่อเขาเหมือนกัน
เพราะสุดท้ายแล้ว ระบบสำรองที่สำคัญที่สุดของบริษัทอาจไม่ใช่เครื่องบิน ไม่ใช่รถลาก ไม่ใช่คู่มือฉุกเฉิน
แต่คือ
คนที่มีทักษะ และยังอยากลุกขึ้นมาช่วยบริษัท ในวันที่ตัวเองก็เดือดร้อนเหมือนกัน
น้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ได้แค่ทำให้เที่ยวบินดีเลย์
แต่มันเปิดให้เห็นสามเรื่องพร้อมกัน
เรามีคนสำรองพอหรือไม่
เรามีแผนรับมือเร็วพอหรือไม่
และเราดูแลคนดีพอที่จะทำให้เขาอยากช่วยองค์กรหรือยัง
หวังว่าบทเรียนครั้งนี้จะทำให้การบินไทยแข็งแรงกว่าเดิมครับ
ยังรัก “ป้าม่วง” ครับ
โฆษณา