1 ต.ค. เวลา 01:15 • ข่าว

บางทีผมก็เวียนเฮดเหมือนกันครับ

มีคนปล่อยข่าวว่า กทม. “ไม่ได้พร่องน้ำรอ” ทั้งที่ก่อนฝนตกหนักก็มีการให้สัมภาษณ์ชัดว่ามีการพร่องน้ำแล้ว และผมเองก็เดินไปดูคลองหลายแห่งในเมืองตั้งแต่วันพฤหัสฯ–ศุกร์ ก็เห็นว่ามีการพร่องจริง
บางคลองที่ไม่ได้ใช้สัญจร น้ำแทบแห้ง ส่วนคลองที่ต้องใช้เดินเรืออย่างคลองแสนแสบ หรือคลองที่ไม่มีเขื่อนคอนกรีต ก็พร่องได้เท่าที่ข้อจำกัดทางกายภาพจะให้ทำได้ ส่วนนอกเมืองผมไม่ขอยืนยัน เพราะไม่ได้ไปดูเอง
อีกตรรกะที่ได้ยินบ่อยคือ
“ถ้าพร่องน้ำจริง แล้วทำไมยังท่วม?”
ลองคิดเลขง่ายๆ ครับ
กรุงเทพฯ มีพื้นที่ประมาณ 1,569 ตร.กม. ถ้าฝนตก 200 มม. เท่ากับมีน้ำตกลงมาประมาณ 314 ล้าน ลบ.ม.
สมมติว่าผิวน้ำคลองทั้งหมดคิดเป็นประมาณ 2% ของพื้นที่กรุงเทพฯ หรือราว 31 ตร.กม.
ต่อให้เราสามารถพร่องคลองลงได้ทั้งระบบถึง 1 เมตร ก็จะสร้างพื้นที่ว่างเพิ่มได้ประมาณ 31 ล้าน ลบ.ม.
เทียบเท่ากับฝนทั่วกรุงเทพฯ แค่ประมาณ 20 มม.
แต่ฝนที่ตกจริงเป็นระดับหลักร้อยมิลลิเมตร
ดังนั้น “พร่องน้ำ” ไม่ได้แปลว่าเราสามารถทำคลองให้กลายเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดมหึมา แล้วรับฝนทั้งหมดไว้ได้ มันมีหน้าที่หลักคือ ซื้อเวลาให้ระบบระบายน้ำ
ถ้าคิดหยาบๆ ว่าระบบระบายน้ำของกรุงเทพฯ ทำได้ประมาณวันละ 100 ล้าน ลบ.ม. น้ำฝน 250–300 ล้าน ลบ.ม. ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 วันกว่าจะระบายหมด แม้ในโลกสมบูรณ์แบบที่ปั๊มเดินเต็มกำลังตลอดเวลา ไม่มีคอขวด ไม่มีน้ำทะเลหนุน และไม่มีฝนตกเพิ่ม
ของจริงย่อมช้ากว่านั้น
ยิ่งพื้นที่ต่ำกว่าระดับคลอง น้ำไม่ได้ไหลออกเองด้วยแรงโน้มถ่วง แต่ต้องสูบขึ้นคลองก่อน แล้วค่อยสูบต่อออกแม่น้ำหรือทะเลอีกทอดหนึ่ง ความเร็วในการระบายจึงถูกจำกัดด้วยกำลังปั๊ม ระดับน้ำปลายทาง และความสามารถของคลองแต่ละช่วง
เพราะฉะนั้น คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่
“พร่องน้ำหรือยัง?”
แต่ควรถามว่า
พร่องได้มากแค่ไหน ระบบมีความจุเท่าไร ปั๊มและคลองรองรับน้ำได้กี่ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และเมื่อฝนตกเกินความสามารถของระบบ เรามีแผนจัดการอย่างไร
การพร่องน้ำช่วยครับ แต่พร่องน้ำไม่ใช่เวทมนตร์ที่ทำให้ฝน 200 มม. หายไปได้
โฆษณา