Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กรุงเทพธุรกิจ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 08:01 • ข่าว
ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เตรียมรับมวลน้ำเหนือรวม 3,400 ล้าน ลบ.ม. กรมชลฯ ยันเอาอยู่ ไม่ท่วม กทม. #น้ำท่วม
กรมชลประทานเปิดแผนรับมือมวลน้ำเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา เผยปรับแผนระบายน้ำแบบเรียลไทม์ รับมือช่วงน้ำทะเลหนุน และฝนตกหนัก ย้ำเปรียบเทียบสถิติปีก่อน ปริมาณน้ำปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร แน่นอน พร้อมเร่งช่วยเหลือพื้นที่ท่วมขังใน 31 จังหวัด
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้เปิดเผยว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำเหนือและแนวทางการบริหารจัดการมวลน้ำที่จะไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาในปีนี้ ปริมาณน้ำเหนือสูงสุดที่จะไหลเข้าสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท คาดการณ์ไว้อยู่ที่ประมาณ 3,400 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากการประเมินของกรมชลประทาน ปริมาณน้ำเหนือสะสม ดังกล่าว ที่จะเดินทางลงมาถึงหน้าเขื่อนเจ้าพระยา มีที่มาจาก 3 สายน้ำหลักในภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน ได้แก่
📌 แม่น้ำปิง ปริมาณน้ำไหลลงมามากที่สุดถึง 1,900 ล้านลูกบาศก์เมตร
📌 แม่น้ำน่าน ปริมาณน้ำไหลลงมารวม 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
📌 แม่น้ำสะแกกรัง ปริมาณน้ำไหลลงมารวม 500 ล้านลูกบาศก์เมตร
ตามแผนการรับมือ และบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน มวลน้ำทั้งหมดนี้จะถูกผัน และระบายออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางหลัก พร้อมทั้งใช้ระบบชลประทานผันน้ำออกทางฝั่งซ้าย และฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อช่วยชะลอน้ำในระดับหนึ่ง ก่อนจะทยอยระบายลงสู่อ่าวไทยตามลำดับ
นายวิทยา กล่าวว่า การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในแต่ละช่วงเวลาจะถูกพิจารณาอย่างรอบคอบตามสถานการณ์จริงแบบเรียลไทม์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมวลน้ำสะสมบริเวณหน้าเขื่อนมากเกินไป
ขณะเดียวกันต้องรักษาระดับการปล่อยน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เพื่อรับมือกับปัจจัยแวดล้อมทางธรรมชาติ กรมชลประทานได้แบ่งกรอบการดำเนินงานออกเป็นช่วงเวลาสำคัญ คือ
📌 ช่วงวันที่ 1–4 ตุลาคม 2569 เนื่องจากเป็นช่วงที่มีสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง กรมชลประทานได้กำหนดเกณฑ์การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไว้อยู่ที่ 2,000–2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่ชุมชน
📌 ช่วงวันที่ 5–8 ตุลาคม 2569 จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าจะมีฝนตกเพิ่มขึ้นในบางพื้นที่ กรมชลประทานจึงเตรียมแผนปรับลดปริมาณการระบายน้ำลงจากเกณฑ์ที่กำหนดไว้เดิม เพื่อรองรับน้ำฝน และลดผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ริมตลิ่ง
1
เมื่อเปรียบเทียบกับสถิติในปีที่ผ่านมา ซึ่งเขื่อนเจ้าพระยาเคยมีอัตราการระบายน้ำสูงสุดอยู่ที่ 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำในปีนี้ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ระบบชลประทาน และการบริหารจัดการน้ำสามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ทั้งหมดนี้ กรมชลประทานขอยืนยันว่า แผนการระบายน้ำจะพิจารณาตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญที่สุด และเชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำในปีนี้อยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมได้ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพมหานคร อย่างแน่นอน”
รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ แจ้งว่า สถานการณ์น้ำในภาพรวมของประเทศไทย ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ในภาวะ “เฝ้าระวัง และบริหารจัดการความเสี่ยงจากน้ำท่วมขัง/น้ำล้นตลิ่ง” เนื่องจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาตรน้ำสะสมสูงถึง 81% ของความจุรวม
แม้ปริมาณฝนในพื้นที่ประเทศไทยตอนบนเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ปริมาณน้ำสะสมในลำน้ำสายหลักและน้ำมวลใหญ่จากทางตอนบนยังคงไหลผ่านพื้นที่ภาคกลาง และลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยกระจายตัวกว้างขวางถึง 31 จังหวัด
ในขณะที่การรองรับน้ำของอ่างเก็บน้ำ ภาพรวมประเทศ ปริมาตรน้ำรวม 61,847 ล้านลูกบาศก์เมตร (81%) น้ำใช้การได้ 37,870 ล้านลูกบาศก์เมตร (72%) เหลือพื้นที่รองรับน้ำได้อีกเพียง 14,914 ล้านลูกบาศก์เมตร จุดเสี่ยงอ่างเก็บน้ำเกินเกณฑ์ มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ถึง 14 แห่ง ที่มีน้ำเกินเกณฑ์ 80%
กลุ่มวิกฤติความจุเกิน 100% จำเป็นต้องเร่งระบายน้ำเพื่อรักษาความมั่นคงของเขื่อน ได้แก่
●
เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (107%)
●
เขื่อนประแสร์ (104% ของน้ำใช้การ / 110% ความจุ)
●
เขื่อนแก่งกระจาน (101%)
●
กลุ่มความเสี่ยงสูง (90-98%) เช่น
●
เขื่อนวชิราลงกรณ (98%)
●
เขื่อนคลองสียัด (97%)
●
เขื่อนขุนด่านปราการชล (96%)
●
เขื่อนกิ่วคอหมา (95%)
●
เขื่อนศรีนครินทร์ (93%)
ส่วนเขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ภูมิพล, สิริกิติ์, แควน้อยฯ, ป่าสักฯลฯ) มีน้ำรวม 73% (น้ำใช้การ 63%) โดยเขื่อนสิริกิติ์มีปริมาตรน้ำสูงถึง 80% ขณะที่เขื่อนภูมิพลยังมีช่องว่างรองรับน้ำได้อีก (น้ำ 65% / น้ำใช้การ 52%) ช่วยชะลอน้ำจากเหนือตอนบนได้บางส่วน
📌 เปิดการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา
1.การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การปล่อยน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา (สถานี C.13) ที่อัตรา 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมการผันน้ำเข้าฝั่งตะวันออก (245 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) และฝั่งตะวันตก (349 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที)
แสดงถึงการใช้ระบบชลประทานอย่างเต็มกำลังในการหน่วงน้ำ ถือเป็นอัตราการระบายที่ส่งผลให้พื้นที่คอขวด และพื้นที่นอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา (สิงห์บุรี, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี) เกิดน้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
2.การเร่งระบาย และลดระดับน้ำในเขื่อนที่เกินความจุ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (107%) และเขื่อนแก่งกระจาน (101%) ต้องมีการวางแผนระบายน้ำอย่างเป็นขั้นตอน ร่วมกับการแจ้งเตือนประชาชนท้ายน้ำล่วงหน้าอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชน
3.การบริหารจัดการทุ่งรับน้ำและการสูบระบาย ได้เร่งติดตั้ง และเดินเครื่องผลักดันน้ำ/เครื่องสูบน้ำในจุดคอขวดพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง (ปทุมธานี, สมุทรปราการ) เพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านสถานี C.29B
สำหรับมาตรการช่วยเหลือภาคเกษตรกรมชลประทาน และหน่วยงานท้องถิ่นต้องเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่แปลงนาปีที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันข้าวเน่าเสีย พร้อมวางแผนเร่งสนับสนุนเครื่องจักรช่วยเหลือการเก็บเกี่ยวหลังน้ำลด
ทั้งนี้ แม้สถานการณ์ภาพรวมอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศจะอยู่ในระดับสูงถึง 81% และมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ด้วยแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การผันน้ำเข้าพื้นที่ฝั่งซ้าย-ขวาเพื่อชะลอความแรง รวมถึงการปรับเกณฑ์ระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตามสถานการณ์จริงแบบเรียลไทม์
"กรมชลประทานจึงมั่นใจว่า จะสามารถควบคุมปริมาณน้ำในปีนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างแน่นอน"
7 บันทึก
26
1
28
7
26
1
28
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย