1 ต.ค. เวลา 12:09 • ธุรกิจ

Casio F-91W นาฬิกาหลักร้อยที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ถ้าให้ทุกท่านลองทายกันดูว่านาฬิกาข้อมือที่ขายดีที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติคือรุ่นอะไร
หลายคนอาจจะนึกภาพไปถึงแบรนด์ระดับไฮเอนด์ราคาแพงระยับ
อย่างแบรนด์สวิสชื่อดังที่ต้องต่อคิวซื้อกันข้ามปี
หรือบางคนอาจจะเดาว่าเป็นสมาร์ตวอตช์สุดฮิตที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี
แต่เชื่อมั๊ยครับว่าคำตอบจริงๆ มันหักมุมกว่าที่คิดไว้เยอะเลย
เพราะมันคือนาฬิกาเรือนเล็กๆ สีดำ ทำจากพลาสติกหน้าตาแสนจะธรรมดา แถมยังมีราคาค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง…
นั่นก็คือ Casio F-91W นาฬิกาที่เป็นเบอร์หนึ่งแห่งวงการเวลามาอย่างยาวนาน
แล้วสงสัยกันมั๊ยครับว่าทำไมนาฬิกาหน้าตาซื่อๆ เรือนนี้ถึงทะยานสู่ยอดขายกว่า 100 ล้านเรือน
…
เราต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึงปี 1946 ที่ประเทศญี่ปุ่น
ตอนนั้นบริษัท Casio เพิ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังหลังสงครามจบลง
รู้มั๊ยว่าสินค้าชิ้นแรกของบริษัทเทคโนโลยีชื่อก้องโลกนี้คืออะไร
บอกเลยว่ามันไม่ใช่นาฬิกา และไม่ใช่เครื่องคิดเลขอย่างที่หลายคนเข้าใจกันแน่นอน…
ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของพวกเขาคือแหวนสูบบุหรี่ที่เรียกว่า yubiwa pipe
ตอนที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลงใหม่ๆ ญี่ปุ่นบอบช้ำหนักมาก
ผู้คนต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเพื่อฟื้นฟูประเทศให้กลับมาผงาด
สภาพแวดล้อมตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน
ไอเดียแหวนสูบบุหรี่จึงกลายเป็นแกดเจ็ตที่ฮิตระเบิด
ไอเดียการออกแบบของมันเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ชีวิตสุดๆ นั่นคือการทำแหวนที่สามารถเอาบุหรี่ไปเสียบคาไว้ได้
เพื่อให้คนงานชาวญี่ปุ่นสามารถสูบบุหรี่ไปพร้อมกับทำงานแบบไม่ต้องใช้มือจับ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่บอกว่าแบรนด์นี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้คนหมู่มาก…
จากความสำเร็จเล็กๆ พวกเขาก็ขยับขยายมาลุยตลาดเครื่องคำนวณ
ยุคแรกเริ่มนั้นเครื่องคิดเลขมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่าโต๊ะทำงานเลยทีเดียว และมีแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่พอจะมีงบประมาณซื้อมาใช้งานได้
แต่ทีมวิศวกรของบริษัทก็ค่อยๆ พัฒนาและย่อส่วนมันลงมา จนในที่สุดก็กลายเป็นเครื่องคิดเลขขนาดเล็กพกพาง่าย แถมยังมีราคาจับต้องได้จนนักเรียนนักศึกษาก็ซื้อหามาใช้ได้สบายๆ
ความสำเร็จตรงนี้แหละที่ทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเริ่มโด่งดังเป็นพลุแตก
พอทำตลาดเครื่องคิดเลขจนทะลุปรุโปร่งแล้ว เป้าหมายต่อไปก็โผล่ขึ้นมา
นั่นคือสิ่งของที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้งานติดตัวตลอดเวลาอย่างนาฬิกาข้อมือ…
ย้อนไปช่วงปลายยุค 1970s วงการนาฬิกากำลังเจอพายุลูกใหญ่แห่งการเปลี่ยนแปลง
มันคือยุคทองของกลไก quartz ที่สามารถบอกเวลาได้แม่นยำกว่ากลไกเฟืองสุดๆ
และที่สำคัญคือมันมีต้นทุนที่ถูกกว่านาฬิกาจักรกลของฝั่งสวิสหลายเท่าตัว
เทคโนโลยีนี้เปิดประตูให้ผู้ผลิตสามารถหันมาใช้หน้าจอดิจิทัลได้แบบเต็มตัว
เกิดเป็นกระแสใหม่ที่ทำให้คนทั้งโลกตื่นเต้นกับตัวเลขเรืองแสงบนข้อมือ
ช่วงแรกวงการนาฬิกาลองผิดลองถูกกับการใช้หน้าจอแบบ LED
แต่มันมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกคือสูบแบตเตอรี่แบบบ้าคลั่ง หน้าจอก็เลยต้องดับอยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้ต้องกดปุ่มถึงจะดูเวลาได้…
ลองนึกภาพตามดูว่าถ้าจะดูเวลาทีนึงต้องเอามืออีกข้างมากดปุ่ม มันคงเป็นความรู้สึกที่ขัดใจเวลาเรากำลังหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือ
จนกระทั่งเทคโนโลยีหน้าจอ LCD ถูกนำมาใช้แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ
2
เพราะมันกินไฟน้อยมากและจอสามารถสว่างติดอยู่ได้ตลอดเวลา แถมยังแสดงผลตัวเลขหรือกราฟต่างๆ ได้อย่างอิสระตามใจชอบ
พอปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ได้ แบรนด์ก็เริ่มสนุกกับการใส่ลูกเล่น ฟังก์ชันมากมายถูกจับยัดลงไปในนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กๆ อย่างเมามัน
จนถึงปี 1983 ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งใหญ่เกิดขึ้นในบริษัท…
นักออกแบบระดับตำนานที่ชื่อ Kikuo Ibe ได้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการ
แรงบันดาลใจเกิดจากความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ทำนาฬิกาสุดหรูของพ่อแม่ตกแตก
เขาเผลอทำมันหลุดมือร่วงลงไปกระแทกพื้นจนชิ้นส่วนกระจายพังยับเยิน
เหตุการณ์นั้นฝังใจจนเขาตั้งปณิธานว่าจะต้องสร้างนาฬิกาที่ไม่มีวันพัง
1
นั่นก็เลยกลายเป็นโปรเจกต์ลับที่จับนาฬิกามาโยนตึกทดสอบความอึดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนในที่สุดก็ตกผลึกมาเป็นนาฬิกาสายอึดในตำนานอย่าง G-Shock
แน่นอนว่าการเปิดตัวของมันประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายทั่วโลก…
มันทั้งทนทานสุดขีด มีฟังก์ชันซับซ้อน และดูล้ำสมัยมากๆ
แต่มันก็แลกมาด้วยข้อเสียคือขนาดที่ใหญ่เทอะทะและน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ
รูปลักษณ์ภายนอกดูขึงขังเหมือนกล้องถ่ายรูปหุ้มเกราะเลยทีเดียว
สำหรับลูกค้าหลายคนมันคือนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบตอบโจทย์สายลุย
แต่ก็มีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่มองว่าฟังก์ชันเหล่านั้นมันเกินความจำเป็นไปหน่อย
ผู้คนเริ่มโหยหานาฬิกาที่เน้นความเรียบง่าย น้ำหนักเบา ใส่สบายจนลืมไปเลยว่ากำลังใส่อยู่ที่ข้อมือระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน
และที่สำคัญที่สุดคือมันต้องมีราคาถูกจนทุกคนซื้อหาได้…
ความต้องการตรงนี้แหละที่เปิดทางให้พระเอกตัวจริงของเราได้ออกโรง
ช่วงปลายทศวรรษ 1980s ทีมออกแบบกำลังซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ลับชิ้นใหม่
เป้าหมายสูงสุดคือสร้างนาฬิกาที่มนุษย์ทุกคนบนโลกสามารถครอบครองได้
ไม่มีใครในทีมคาดคิดเลยว่าโปรเจกต์หน้าตาธรรมดาๆ นี้จะกลายเป็นตำนาน
ในเดือนมิถุนายน ปี 1989 นาฬิการุ่นนี้ก็ถูกปล่อยออกมาสู่สายตาชาวโลก
เปิดตัวด้วยราคาขายแค่ 10 ถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งถ้าลองตีเป็นเงินไทยในยุคนั้นก็ตกอยู่แค่หลักร้อยต้นๆ เอง
แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีพื้นฐานที่คนยุคนั้นต้องการแบบครบครัน…
ทั้งระบบบอกเวลาดิจิทัล นาฬิกาปลุก ปฏิทิน และระบบจับเวลา
ดีไซน์ของมันถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อน
หน้าปัดสี่เหลี่ยมเห็นตัวเลขขนาดใหญ่ชัดเจนเตะตาผู้สวมใส่ ขอบทำจากวัสดุเรซินสีดำตัดกับเส้นขอบสีฟ้าสว่างและปุ่มกดโลหะ
มันคือความลงตัวที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าไม่สามารถตัดอะไรออกได้อีกแล้ว
แต่หมัดฮุกจริงๆ ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องทึ่งคือเรื่องของแบตเตอรี่
ยุคนั้นนาฬิกาทั่วไปต้องเข้าร้านเปลี่ยนถ่านกันปีละหนถือเป็นเรื่องปกติ
แต่รุ่นนี้ทีมวิศวกรเลือกใช้เทคโนโลยี lithium-ion สุดล้ำสมัย…
ทำให้มันสามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 7 ปีเต็มๆ
ลองนึกภาพคนยุค 80s ที่ได้ยินว่านาฬิกาเรือนนี้ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ลืม
มันคือเรื่องที่ว้าวมากและสร้างกระแสปากต่อปากไปทั่วบ้านทั่วเมืองทันที
แม้กาลเวลาจะผ่านมานาน ปัจจุบันมันก็ยังถูกผลิตออกมาปีละ 3 ล้านเรือน
ลองเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสทั้งประเทศดูจะเห็นภาพชัด
สวิสผลิตนาฬิกาจากทุกแบรนด์รวมกันประมาณ 15 ล้านเรือนต่อปี
นั่นแปลว่าแค่นาฬิกาพลาสติกเรือนนี้เรือนเดียวก็เจ๋งพอตัวแล้ว
มันกินสัดส่วนไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตฝั่งสวิสทั้งอุตสาหกรรม
นี่คือชัยชนะในแง่ของปริมาณการเข้าถึงผู้คนแบบขาดลอยสุดๆ…
แม้มูลค่ารวมของยอดขายจะเอาไปสู้กับแบรนด์ไฮเอนด์ไม่ได้เลยซักนิด
แต่มันสะท้อนให้เห็นปรัชญาของแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าอย่างแท้จริง
ความน่าทึ่งอีกอย่างคือมันสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งทางชนชั้นได้อย่างเหลือเชื่อ
ถ้าเราลองเดินไปตามท้องถนนในเมืองหลวงใหญ่ๆ ทั่วโลก
มีโอกาสสูงมากที่จะเห็นนาฬิการุ่นนี้คาดอยู่บนข้อมือใครซักคน
แม้แต่บุคคลระดับโลกอย่าง Barack Obama ก็เคยสวมใส่มัน โดยเฉพาะในช่วงวัยหนุ่มก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจ
1
มันคือไอเทมคลาสสิกที่ใส่กันตั้งแต่นักเรียนยันนักธุรกิจพันล้าน…
แต่ความแมสของมันก็นำมาซึ่งเรื่องราวสายดาร์กที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน
ด้วยความที่มันราคาถูก หาซื้อได้ทั่วไป และมีความแม่นยำสูงลิ่ว
กลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่าง Al-Qaeda จึงให้ความสนใจและเอามันไปใช้ นำโดยผู้นำที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกอย่าง Osama bin Laden
พวกเขาเอาวงจรของนาฬิกาเรือนนี้ไปดัดแปลงเป็นกลไกหน่วงเวลาสำหรับระเบิด
จนมีช่วงหนึ่งที่หน่วยข่าวกรองถึงกับจับตาดูคนที่ใส่นาฬิการุ่นนี้
แต่นั่นก็เป็นการตอกย้ำว่ามันคือเครื่องมือที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่ว่าคนสวมใส่จะเป็นวีรบุรุษหรือวายร้ายระดับโลกก็ตาม…
กาลเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังไม่เคยตกยุค
เด็กรุ่นใหม่และวัยรุ่นสายฮิปสเตอร์ต่างพากันหยิบมันมาใส่เป็นไอเทมแฟชั่น
การใส่สมาร์ตวอตช์บางครั้งก็ทำให้ชีวิตเราต้องเชื่อมต่อกับหน้าจอมากเกินไป
มีแจ้งเตือนเด้งเข้ามารบกวนสมาธิตลอดเวลาจนหลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า
ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบในระดับสากลถึงกับออกปากยกย่องมัน
พวกเขาตั้งฉายาให้มันว่าเป็น “ผลงานชิ้นเอก” แห่งยุคอุตสาหกรรม
มันพิสูจน์ให้เห็นว่าของที่ต้นทุนต่ำและราคาถูกมากๆ ก็สามารถถูกสร้างสรรค์ให้เป็นของที่มีคุณภาพสูงได้เหมือนกัน
ลบคำสบประมาทและคว่ำความเชื่อที่บอกว่าของถูกมักจะไม่ดีไปจนหมด…
แบรนด์ธุรกิจที่ฉลาดมักจะไม่พยายามรื้อสิ่งที่ทำออกมาดีอยู่แล้ว
ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมารุ่นออริจินัลสีดำจึงไม่เคยหายไปจากตลาด
อาจจะมีการแตกไลน์ทำสีสันแปลกตาออกมาขายบ้างตามกระแสแฟชั่น
แต่วิญญาณและหน้าตาของรุ่นดั้งเดิมยังคงถูกรักษาไว้ทุกประการ
บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญของสินค้าที่ขายดีที่สุด
แต่มันคือสุดยอดปรัชญาของการออกแบบที่ทำออกมาถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก
ไม่ต้องพยายามเป็นสมาร์ตโฟน ไม่ต้องคอยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ
แค่ทำหน้าที่บอกเวลาให้เที่ยงตรงและทนทานที่สุดก็เพียงพอแล้ว…
ไม่ว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปไกลแค่ไหน
เชื่อเถอะครับว่านาฬิกาพลาสติกเรือนนี้ก็จะยังคงวางขายอยู่ซักมุมของโลก
มันจะยืนหยัดทำงานอย่างเงียบๆ ด้วยหน้าจอสีเทาและกรอบพลาสติก
ทำหน้าที่เหมือนวันแรกในอดีตอย่างซื่อสัตย์และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
นี่คือนวัตกรรมที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา
เครื่องประดับที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นสิทธิ์เฉพาะคนรวยบนยอดพีระมิด
แต่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้มนุษย์ทุกคนสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง
References : [bbc, gq, highsnobiety, hodinkee, casio]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/casio-f-91w-story/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา