2 ต.ค. เวลา 12:20 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เกิดอะไรขึ้นกับ Midjourney? สร้างรูปอยู่ดีๆ ทำไมข้ามไปทำเครื่องสแกน MRI

ย้อนกลับไปช่วงเดือนมีนาคมปี 2023 ผมว่าทุกท่านน่าจะยังจำภาพไวรัลของ Pope Francis กันได้ ที่ใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีขาวตัวพองๆ เดินเท่ๆ แบบสายแฟชั่นตัวจริง
ตอนนั้นโซเชียลแทบแตก คนแชร์กันสนั่นเมืองและเชื่อสนิทใจเลยว่าเป็นภาพถ่ายจริงๆ กว่าจะรู้ตัวว่าโดนแกงก็ปาเข้าไปหลายวัน…
ภาพนั้นถูกเสกขึ้นมาด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Midjourney และสำหรับประชากรโลกส่วนใหญ่ นี่คือการเปิดโลกครั้งแรกเลยว่า AI สามารถทำอะไรที่มันเหนือจินตนาการได้ขนาดนี้
จำได้เลยว่ายุคก่อนหน้านั้นเวลาเราอยากตัดต่อรูปซักรูป ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งใช้เครื่องมือไดคัท ลบรอยสิว ปรับแสง กว่าจะได้รูปเนียนๆ แทบอ้วก
แต่พอไอ้เจ้านี่โผล่มา แค่พิมพ์ข้อความลงไปแป๊บเดียว รูปสวยๆ ก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า เล่นเอาคนทำงานกราฟิกถึงกับเหงื่อตกเลยทีเดียว
ซึ่งความพีกคือความตื่นเต้นนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่ชื่อของ ChatGPT จะดังระเบิดระเบ้อเป็นปีเลย
แต่พอลองหันกลับมาดูยุคนี้ ลองเดินไปถามวัยรุ่นแถวสยามดูว่าเวลาอยากเจนรูป พวกเขาใช้แอปอะไรกัน
ร้อยทั้งร้อยคำตอบที่ได้คงหนีไม่พ้นฟีเจอร์ที่ฝังอยู่ใน ChatGPT ไม่ก็ Nano Banana ของฝั่ง Google กันหมดแล้ว
ส่วนชื่อของ Midjourney กลายเป็นคำที่แทบไม่หลุดออกมาจากปากใครเลย เหมือนค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำซะงั้น…
หลายคนอาจจะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทที่เคยรันวงการ นำเวทมนตร์มาใส่มือคนธรรมดา ทำไมถึงดูเหมือนจะแพ้ภัยตัวเอง
…
ย้อนกลับไปช่วงเดือนกรกฎาคมปี 2022 Midjourney ถือกำเนิดขึ้นมาจากทีมงานกลุ่มเล็กๆ ที่ควักเงินสร้างกันเองแบบโนสปอนเซอร์
นำทัพโดย David Holz ชายผู้ที่ก่อนหน้านี้เคยสร้างชื่อจากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Leap Motion ที่ทำฮาร์ดแวร์เซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวมาก่อน
การที่คนทำฮาร์ดแวร์กระโดดข้ามสายมาทำ AI ถือว่าใจเด็ดและบ้าบิ่นสุดๆ ในยุคนั้น
สิ่งที่ทำให้ Midjourney แจ้งเกิดและยืนหนึ่งแบบไม่มีใครเทียบติด คือวิธีการที่พวกเขาเลือกปล่อยของ
พวกเขาไม่ได้มานั่งปั้นแอปใหม่ หรือทำหน้าเว็บหรูๆ ให้คนคลิกเข้าไปใช้งาน
แต่พวกเขาเลือกเดินเกมสุดฉลาด ด้วยการไปฝังตัวอยู่บน Discord ซึ่งเป็นแอปแชทที่พวกเกมเมอร์ชอบไปสิงกันอยู่แล้ว
แค่พิมพ์คำสั่งหรือที่เรียกกันว่า “Prompt” ลงไปในช่องแชทสาธารณะ แล้วรอดูเวทมนตร์ทำงาน ภาพก็จะโผล่ขึ้นมาต่อหน้าต่อตาเลย…
ลองนึกภาพตามเวลาเราพิมพ์ข้อความลงไป เราไม่ได้เห็นแค่ผลงานของตัวเอง แต่เราเห็นภาพล้ำๆ ที่คนอื่นกำลังสร้างด้วย
มันเกิดการก๊อปปี้ แลกเปลี่ยนวิชา และเรียนรู้คำสั่งกันแบบเรียลไทม์ ชุมชนมันเลยโตไวแบบติดจรวด
กลยุทธ์แบบบ้านๆ นี่แหละคือคีย์เวิร์ดที่ทำให้เกิดไวรัล ซึ่งภายในแค่ 6 เดือนหลังเปิดตัว ยอดคนใช้งานก็ทะลุล้านคนไปแบบชิลๆ
แต่พอถึงช่วงปลายปี ทีมงานก็ทำเอาคนช็อกทั้งวงการ ด้วยการประกาศหั่นโควต้าใช้งานฟรีทิ้งแบบไม่เหลือซาก
ไม่มีแม้แต่จะให้ลองกดฟรีซักรูป ผู้ใช้ใหม่ทุกคนต้องควักตังค์จ่ายสถานเดียวถึงจะเล่นได้
การหักดิบครั้งนี้ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่จะส่งผลกระทบอย่างมหาศาลกับอนาคตของบริษัทในเวลาต่อมา…
ตลอดเวลาเกือบ 3 ปี Midjourney นั่งแท่นเป็นเบอร์หนึ่งของวงการสร้างรูปภาพ ครองพื้นที่สื่อแบบเหมาคนเดียว
แต่สัจธรรมของโลกธุรกิจคือไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า พอถึงเดือนมีนาคมปี 2025 คลื่นลูกใหญ่ก็ถาโถมเข้ามา
เมื่อ OpenAI ปล่อยอัปเดตให้ ChatGPT สร้างรูปได้ในตัวเอง ภายในไม่กี่วันเทรนด์เอารูปมาทำเป็นแนว Studio Ghibli ก็ระบาดหนักทั่วโซเชียล
Sam Altman บอสใหญ่ของ OpenAI ถึงกับออกมาขิงว่า ฟีเจอร์นี้ตกคนใช้ใหม่ได้เป็นล้านคนในชั่วโมงเดียว จนเซิร์ฟเวอร์แทบจะรับกันไม่ไหวเลยทีเดียว
จุดเปลี่ยนเกมตรงนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่าของใครสวยกว่ากัน แต่มันคือเรื่องพฤติกรรมความขี้เกียจของมนุษย์เรานี่แหละ…
การเอาฟีเจอร์นี้ไปใส่ในแอปที่คนกว่า 500 ล้านคนเปิดใช้งานทุกสัปดาห์ แปลว่าคนพวกนั้นไม่ต้องเหนื่อยโหลดแอปอื่นมาใช้ให้หนักเครื่อง
มันคือการเอาของใหม่ไปเสิร์ฟถึงที่ ยัดเข้าไปในกิจวัตรประจำวันที่คนทำอยู่แล้วแบบเนียนๆ
หลังจากนั้น Google ก็ลอกการบ้านเดินเกมตามสูตรเดียวกันเป๊ะ ในช่วงปี 2025 ถึง 2026
ด้วยการเอาโมเดล Nano Banana ไปยัดไว้ใน Gemini ให้คนใช้สร้างรูปได้ไวๆ แถมยังฟรีอีกต่างหาก
สถานการณ์ตอนนั้นทำเอา Midjourney กลายเป็นของที่คนต้องตั้งใจเปิดเข้ามาเพื่อใช้งานจริงๆ
มันไม่ใช่ฟีเจอร์ที่คนจะกดเล่นขำๆ ระหว่างแชทคุยงานหรือคุยกับเพื่อนอีกต่อไป ถ้าเทียบกับคู่แข่งที่พิมพ์ได้เลยในหน้าจอเดิม
ถ้าเราประเมินความดังจากแค่ยอดเสิร์ชในเน็ต หรือยอดไลก์ตามหน้าเพจ Midjourney คงดูเหมือนบริษัทที่กำลังรอวันเจ๊ง
แต่… ในโลกของทุนนิยม ของจริงเขาวัดกันที่บรรทัดสุดท้ายของงบการเงิน…
เพราะในขณะที่ใครๆ ก็คิดว่าบริษัทนี้คงโดนฝังไปแล้ว รายได้ของพวกเขากลับพุ่งทะยาน
จากรายได้ราวๆ 200 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 กระโดดไปเป็น 300 ล้านดอลลาร์ในปี 2024
แถมยังเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ทะลุไปถึงเกือบ 500 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
คิดดูนะครับ โตขึ้นตั้ง 66% ภายในปีเดียว แถมทำผลงานระดับนี้ด้วยกำลังคนแค่ร้อยกว่าชีวิต
ไม่มีการเผาเงินไปกับค่าแอดโฆษณาสูญเปล่า และไม่เคยก้มหัวขอเงินจากพวกนักลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว
บริษัทที่คนนอกมองว่ากำลังตาย กลับกลายเป็นเครื่องจักรปั๊มแบงก์ที่กำไรอู้ฟู่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แล้วไอ้ความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่คนเห็นกับความจริงที่เกิดขึ้น มันมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังบ้าง เรามาแกะรอยกัน…
อย่างแรกเลย ต้องยกความดีความชอบให้ความเด็ดขาดในปี 2022 ที่ตัดระบบใช้ฟรีทิ้งไป
มันทำให้ยอดคนลงทะเบียนกว่า 20 ล้านคน กลายเป็นฐานลูกค้าคุณภาพที่พร้อมโอนเงินให้แบบเต็มใจ
ส่วนพวกคนที่แห่ไปเล่นของฟรีใน ChatGPT เอาจริงๆ คนกลุ่มนั้นก็ไม่ใช่ทาร์เก็ตที่ยอมจ่ายเงินให้ Midjourney อยู่แล้ว
พวกเขาแค่แวะมาลองเล่นสนุกๆ ซึ่ง Midjourney ก็ฉลาดพอที่จะไม่ลงไปคลุกฝุ่นในสมรภูมิหั่นราคาตั้งแต่แรก
อย่างที่สอง ขนาดของตลาดรวมมันขยายตัวใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด
การมาของคู่แข่งยักษ์ใหญ่ไม่ได้มาแย่งลูกค้าไปซะทีเดียว แต่มันทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้คนอีกหลายร้อยล้านคนรู้จักเทคโนโลยีนี้
การมีส่วนแบ่งตลาดน้อยลงในก้อนเค้กที่ใหญ่ขึ้นระดับจักรวาล ย่อมได้กำไรเนื้อๆ เน้นๆ มากกว่าการกินเค้กก้อนจิ๋วคนเดียวอยู่แล้ว…
อย่างที่สาม คือการวางจุดยืนที่โคตรชัดเจน Midjourney ไม่เคยทำตัวเป็นเป็ดที่อยากทำได้ทุกอย่าง
พวกเขาไม่เน้นฟีเจอร์แต่งรูปแนวตั้งโปรไฟล์ แต่ทุ่มสุดตัวไปที่งานสไตล์ศิลปะจัดจ้าน แสงเงาขั้นเทพ
มันเลยกลายเป็นไอเทมลูกรักของแก๊งดีไซเนอร์และศิลปินที่ต้องการงานเนี้ยบๆ มีเอกลักษณ์
ไม่ใช่แค่เอาไว้วาดรูปตลกๆ แกล้งเพื่อน แม้จะเรียกตัวเองเหมือนกัน แต่บริบทการใช้งานมันคนละเรื่องเลย
อย่างที่สี่ อันนี้บอกเลยว่าพีกจัด ในเดือนสิงหาคมปี 2025 Meta ประกาศข่าวใหญ่ระดับโลก
บอกว่ากำลังจ่ายเงินซื้อเทคโนโลยีด้านความสวยงามของภาพจาก Midjourney เพื่อเอาไปใส่ในโปรดักต์ของตัวเอง
ลองคิดดูเล่นๆ ยักษ์ใหญ่ที่มีของตัวเองทั้ง Imagine และ MovieGen ที่ตั้งใจทำมาบี้กับ Sora ของคู่แข่ง
ดันยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินให้เทคโนโลยีของบริษัทอินดี้เล็กๆ ซะงั้น
หัวหน้าทีมของ Meta ถึงกับอวยว่า นี่คือการนำพาความงดงามไปเสิร์ฟให้สายตาคนนับพันล้านทั้งบน Facebook และ Instagram
กลายเป็นว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่แย่งซีนพวกเขากลับกลายมาเป็นลูกค้ารายใหญ่สุดวีไอพีแทน…
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าในการทำธุรกิจ เราไม่ต้องชนะทุกน่านน้ำ แค่เป็นตัวท็อปในเกมของเราก็พอ
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า David Holz คงนอนตีพุงสบายใจบนกองเงินกองทองแล้ว
แต่เปล่าเลย วันที่ 18 มิถุนายน 2026 ผู้ชายคนนี้ทำเอาคนทั้งฮอลล์ต้องอ้าปากค้างในงานอีเวนต์ที่ San Francisco
แทนที่จะเปิดตัวโมเดลซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ พี่แกกลับลากผ้าคลุมเปิดตัวเครื่องสแกนร่างกายแบบอัลตราซาวนด์เต็มตัว
อุปกรณ์ตัวนี้ใช้ชื่อว่า “Midjourney Scanner” วิธีใช้คือให้คนลงไปแช่ในสระน้ำตื้นๆ
แล้วมันจะมีวงแหวนเซ็นเซอร์ยิงคลื่นเสียงเพื่อเก็บภาพร่างกายเราจากทุกซอกทุกมุม
เขาประกาศกร้าวว่าไอ้เครื่องนี้มันจะให้ผลลัพธ์สูสีกับเครื่อง MRI เลย แต่เร็วกว่าเกือบ 100 เท่า…
เป้าหมายคือเตรียมตั้งสปาแบรนด์ตัวเอง และจะกระจายเครื่องนี้ 50,000 เครื่องทั่วโลกภายในปี 2031
แถมยังเปิดแผนกใหม่เอี่ยมชื่อ Midjourney Medical ขึ้นมาลุยโปรเจกต์นี้แบบเต็มสูบ
ฟังดูหลุดโลกมาก บริษัททำซอฟต์แวร์วาดรูป จู่ๆ ข้ามห้วยไปทำฮาร์ดแวร์การแพทย์ได้ยังไง
แต่ถ้าลองสืบประวัติดู นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาหาทำของพวกนี้
ย้อนไปช่วงสิงหาคม 2024 เขาเคยแอบซุ่มทำโปรเจกต์อุปกรณ์สุดล้ำที่ชื่อว่า Orb มาก่อนแล้ว
ตอนนั้นพวกคู่แข่งบิ๊กเนมยังไม่ทันลงมาแย่งเค้กด้วยซ้ำ…
โปรเจกต์นี้มันเลยไม่ใช่การดิ้นรนหนีตายของบริษัทเจ๊ง แต่เป็นความใจป๋าของผู้ก่อตั้งที่ไม่มีใครมาคอยเบรกต่างหาก
เมื่อธุรกิจหลักทำเงินมหาศาล เขาก็แค่เอาเงินนั้นมาเทหน้าตักสานต่อแพสชันส่วนตัวล้วนๆ
และถ้ามองในมุมเทค การกระโดดข้ามสายครั้งนี้มันมีเหตุผลรองรับที่ซ่อนอยู่
ประสบการณ์เค้นสมองปั้นโมเดลภาพมาหลายปี มันสร้างอาวุธลับที่หาจับตัวยากให้พวกเขา
เพราะปัญหาของการทำอัลตราซาวนด์คือ วงแหวนเซ็นเซอร์ไม่ได้พ่นรูปออกมาเป็นแผ่นๆ
แต่มันพ่นข้อมูลคลื่นเสียงดิบๆ ที่เต็มไปด้วยจุดกวนสายตาออกมาเป็นเทราไบต์ในทุกวินาที
การเอาข้อมูลเละๆ พวกนั้นมาแปลงร่างใหม่ให้เป็นแผนที่ร่างกายสามมิติแบบชัดแจ๋ว
มันคือสุดยอดความท้าทายระดับบอส ที่หมอและวิศวกรพยายามแก้กันมาตลอด
ซึ่งไอ้การเปลี่ยนข้อมูลมั่วๆ ให้กลายเป็นภาพเนียนตา มันคือท่าไม้ตายที่ Midjourney ซุ่มฝึกลมปราณมาหลายปีนั่นแหละครับ…
1
สรุปแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้มันโคตรจะเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีเลย
ในยุคที่คนชอบตัดสินความสำเร็จจากแค่ยอดไลก์หรือพื้นที่ข่าว บริษัทที่ดูเหมือนจะดับกลับกลายเป็นเหมืองทอง
การเลือกเดินเส้นทางสายอินดี้ ไม่แคร์เงินนายทุน โฟกัสแต่การทำของพรีเมียมให้คนยอมโอนเงินซื้อ
มันปลดล็อกอิสรภาพขั้นสุดให้ผู้ก่อตั้ง อิสระที่จะเอาเงินกำไรไปเดิมพันกับโปรเจกต์เปลี่ยนโลกตามใจชอบ
ไม่ต้องสนว่าใครจะมองยังไง แค่ทำในสิ่งที่เชื่อและแก้ปัญหาให้ตอบโจทย์ก็พอ
References : [theverge, techcrunch, bloomberg, wired, forbes]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา