3 ต.ค. เวลา 00:09 • ไลฟ์สไตล์
พิจิตร

เปิดชีวิต “ธีรพัฒน์ ” กับ 37 ปี บทเรียนชีวิตบนเส้นทางงานอาสา-รับใช้สังคม จากคนทำงานรากหญ้าสู่คนประสานงานทุกระดับ

หากพูดถึงชายชื่อ “ธีรพัฒน์ นวมเขียน” ในวัย 37 ปี หลายคนอาจไม่ได้มองว่าเขาคือบุคคลสำคัญระดับแถวหน้าของประเทศ แต่หากกางแผ่นป้ายชีวิตและเส้นทางที่ผ่านมา จะพบว่าชายคนนี้ผ่านบทบาทการทำงานที่หลากหลาย และเชื่อมโยงผู้คนตั้งแต่ระดับรากหญ้า กลุ่มผู้ด้อยโอกาส ไปจนถึงข้าราชการระดับสูงและนักการเมืองชั้นนำได้อย่างน่าสนใจ
ธีรพัฒน์ ได้ลืมตาดูโลกที่โรงพยาบาลพิษณุเวช จังหวัดพิษณุโลก เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2532 เขาเป็นบุตรชายของ นายพยาว์ นวมเขียน อดีตรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังหว้า และ นางนิ่มนวล นวมเขียน (สกุลเดิม ติ่งฉิ่น) หนึ่งในทายาทตระกูลพ่อค้าคหบดีเก่าแก่แห่งบ้านวังหว้า และผู้เป็นฟันเฟืองสำคัญของกลุ่มกิจการบ้านครูตี๋ทวีทรัพย์
ชีวิตวัยเยาว์ของเขาเริ่มต้นเรียนหนังสือระดับอนุบาลจนจบประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนรบุตรศึกษา ก่อนจะไปต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนตะพานหิน จากนั้นเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จังหวัดพิษณุโลก
ช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัยนี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานเพื่อส่วนรวม ธีรพัฒน์ไม่ได้มุ่งเพียงเรื่องเรียน แต่ทำกิจกรรมนักศึกษาจนได้รับความไว้วางใจสูงสุดให้ดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภานักศึกษามหาวิทยาลัย" ถึง 2 สมัยติดต่อกัน ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงค่ำคืนเขายังปลีกตัวไปช่วยงานกู้ภัยอาสาสมัครกับมูลนิธิประสาทบุญสถาน พิษณุโลก และในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ยังเข้าไปช่วยงานอาสาให้กับ นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม (หมอวรงค์) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง ส.ส.พิษณุโลก เขต 1
หลังจบการศึกษา ธีรพัฒน์เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นครูผู้ปกครองนักเรียนประจำ ที่โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย พิษณุโลก (ปัจจุบันคือโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยพิษณุโลก) นานถึง 4 ปี ซึ่งทำให้เขาเข้าใจความคิดและวิถีชีวิตของเด็กเยาวชนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี รวมถึงได้มีส่วนในการช่วยปรับปรุงอาคารหอพักนักเรียนประจำ ทั้ง 5 หอพัก ก่อนจะย้ายกลับมาทำงานใกล้บ้านในตำแหน่งงานประชาสัมพันธ์ ที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังหว้า เป็นเวลา 2 ปี
ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ฝึกฝนทักษะการประสานงานระหว่างหน่วยงานระดับตำบล อำเภอ และจังหวัด พร้อมสะสมประสบการณ์สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับองค์กร จึงได้มีโอกาสประสานทาง อำเภอ และจังหวัด เพื่อผลักดันงบประมาณพัฒนาและปรับปรุงจุดเสื่อมโทรม ในพื้นที่ตำบลวังหว้า และตำบลรอบข้าง
ด้วยความสนใจในงานสังคม เขาจึงตัดสินใจเข้าทำงานที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดลพบุรี (พมจ.ลพบุรี) กับการเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว ทำงานคลายทุกข์ให้ชาวบ้านอยู่ราว 1 ปี ก่อนจะวนกลับไปสวมบทบาทครูผู้ปกครองนักเรียนประจำอีกครั้งที่ โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดลพบุรี อีก 1 ปี
เส้นทางงานพัฒนาสังคมของธีรพัฒน์ยังดำเนินต่อ เมื่อเขาเข้ามาเป็นนักพัฒนาสังคม ที่ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นโครงการจัดตั้งตามนโยบายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้น (ปัจจุบันคือสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพบ้านสองแคว จังหวัดพิษณุโลก ) ทำให้เขาได้ลงพื้นที่จัดฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นให้แก่ประชาชน และมีโอกาสร่วมคณะลงพื้นที่กับรัฐมนตรีบ่อยครั้ง
นอกจากนี้ ในช่วงว่างเว้นจากการทำงาน เขายังได้รับโอกาสติดตามภารกิจของ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น ทำให้ธีรพัฒน์ ได้สะสมกับทักษะวิชาพิเศษในการเข้าหาและดูแลผู้ใหญ่ระดับสูงได้อย่างนอบน้อมและคล่องแคล่ว
ต่อมา เขาได้ย้ายไปเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดสุโขทัย ลุยงานช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคมและกลุ่มคนเปราะบาง พร้อมเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจในภารกิจของหน่วยงาน กรม กระทรวง แก่กลุ่มสมาชิก อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้มีความเข้าใจและรับทราบ
ร่วมถึงเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประสานขอรับการสนับสนุนข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อจัดทำถุงยังชีพ ไปกับกลุ่มเปราะบาง ที่ได้รับผลกระทบต่างๆ ในพื้นที่ยาวนานเกือบ 4 ปี ก่อนจะขยับไปเป็นนักพัฒนาสังคม ของกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวง พม. ในระยะสั้นๆ
และเมื่อถึงช่วงเวลาสำคัญทางการเมือง เขาก็ได้รับการมอบหมายจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อให้ช่วยงานลงพื้นที่หาเสียงให้กับผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดพิจิตร
หลังจากผ่านบทบาทอันหลากหลาย ทั้งครู นักพัฒนาสังคม อาสากู้ภัย คนประสานงานการเมือง และคนทำงานท้องถิ่น ปัจจุบัน ธีรพัฒน์ เลือกที่จะกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังร่วมทำงานด้านพัฒนาสังคม กับชุมชนบ้านเกิดของตนเอง ในกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมการร่วมลงพื้นที่เยี่ยมเยียนให้กำลังใจและแจกถุงยังชีพให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ จากความร่วมมือของทางวัดวังหว้า และผู้มีจิตใจศรัทธา
เขามองว่า ในชีวิตจริงเราไม่มีทางรู้เลยว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับวันนี้ คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่นำความทุกข์มาแบกไว้ และทำตนให้เป็นที่รักใคร่ของผู้คนรอบข้าง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
ตลอดเส้นทาง 37 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในตัว ธีรพัฒน์ นวมเขียน จะเห็นได้ชัดว่า แม้เขาจะไม่ใช่คนระดับสูงส่งมาจากไหน แต่ด้วยความจริงใจ ความอ่อนน้อมถ่อมตน และประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลากหลายบทบาท ทำให้เขากลายเป็นคนที่ "คนระดับสูงให้ความไว้วางใจ คนระดับเดียวกันให้ความเคารพ และคนระดับรากหญ้าหรือกลุ่มคนเปราะบางต่างรู้จักและรักใคร่เป็นอย่างดี"
รายงานโดย : เออาร์ทีนิวส์
โฆษณา