1 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

แปดเดือนก่อนการประชุม World Bank Group-IMF Annual Meetings ครั้งที่ 46 ในปี 2534 ประเทศไทยเพิ่งเกิดรัฐประหารและอยู่ภายใต้รัฐบาลชั่วคราวซึ่งถือกำเนิดจากการยึดอำนาจ

คุณอานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีพลเรือนที่ได้รับแต่งตั้งในขณะนั้น จึงมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ก่อนประตูห้องประชุมเปิด นั่นคือ การทำให้โลกเชื่อว่า ประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ มีรัฐบาลที่บริหารงานได้ พร้อมสำหรับการเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูงจากทั่วโลก
คุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 เล่าว่า ความท้าทายสำคัญของนายกรัฐมนตรีตอนนั้นคือ การสร้างความเชื่อมั่นทั้งต่อภายในและภายนอกประเทศ
ประเทศไทยรับรู้ว่าจะได้เป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ปี 2534 และเตรียมการมาล่วงหน้าหลายปี แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 ก่อนการจัดประชุมเพียง 8 เดือน คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาล เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยบนเวทีนานาชาติอย่างมาก
แต่เมื่อคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนักการทูตและนักธุรกิจ ซึ่งไม่มีพรรคการเมือง และฐานอำนาจในกองทัพ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีภาพลักษณ์เป็น “รัฐบาลพลเรือน” มากกว่า “รัฐบาลทหาร” โดยมีเทคโนแครตเป็นแกนหลัก
กระนั้น ประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นในการเป็นเจ้าภาพการประชุม Annual Meetings ก็ยังคงเป็นความท้าทายในสายตานานาชาติ
“ต่างชาติในช่วงเวลานั้นไม่ได้รู้จักเมืองไทยมากนัก เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นก็เกิดความกังวลขึ้นมาทันที เพราะมีภาพจำจากการปฏิวัติในลาตินอเมริกาหรือในประเทศยุโรปตะวันออกบางประเทศ ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติก็มีการสู้รบกันมากทีเดียว ผู้คนและทหารเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ความสงบเรียบร้อยก็ไม่เกิดขึ้นในทันที ยังต้องมีทหารหรือตำรวจเดินตรวจตราอยู่เสมอ
พอเมืองไทยมีการปฏิวัติขึ้นมา สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือประเทศไทยจะมีเสถียรภาพดีพอที่จะจัดประชุมได้หรือไม่” คุณอานันท์พูดถึงโจทย์ของประเทศที่กระทบต่อการจัดงานในห้วงเวลานั้น
คุณอานันท์เล่าต่อว่า เมื่อรู้ว่าต่างชาติกังวลตรงไหน ก็เร่งแก้ไขตรงนั้น
“พอผมมาเป็นนายกฯ เขาก็เดินทางมาคุยกับผม สิ่งแรกที่เขาเห็นคือตามถนนไม่มีทหารตำรวจเดิน คนก็ทำมาหากินโดยปกติ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และรัฐบาลของผมก็เป็นพลเรือนส่วนใหญ่ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมก็ให้คำมั่นกับเขาว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะจัดงานได้ หอประชุมที่กำลังสร้างอยู่ก็จะเสร็จทัน เขาก็รู้สึกพอใจ”
เมื่อถามว่าปัจจัยใดทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นในคำมั่นดังกล่าว คุณอานันท์มองว่า คุณภาพของคณะรัฐมนตรีมีความสำคัญมากกว่าภาพลักษณ์ส่วนตัว รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจหลายคนเป็นที่รู้จักในวงการระหว่างประเทศ และสามารถพิสูจน์ความน่าเชื่อถือผ่านผลงานของแต่ละกระทรวง ความเชื่อมั่นจึงไม่ได้เกิดจากการมีนายกรัฐมนตรีพลเรือนเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการมีทีมบริหารที่ต่างประเทศรู้จักและเชื่อว่าทำงานได้จริง
ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นภายในประเทศด้วย คุณอานันท์รู้ข้อจำกัดของตนเองดีว่า ไม่มีฐานทางการเมืองและไม่มีคะแนนเสียงในสภาเหมือนนายกรัฐมนตรีคนอื่น ๆ สิ่งที่พยายามสร้างขึ้นจึงเป็นฐานการยอมรับจากประชาชน ผ่านการให้สัมภาษณ์ การอธิบายนโยบาย และการออกไปพูดกับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
“ฐานของผมคือฐานประชาชน เมื่อเราไปพูด ไปอธิบาย คนก็เข้าใจเรา เริ่มเชื่อถือเชื่อมั่นในตัวเรา การสื่อสารกับต่างประเทศก็อยู่บนหลักเดียวกัน คือไม่พยายามชี้นำว่าผู้ฟังต้องสนใจอะไร แต่ตอบสิ่งที่เขาถาม แล้วจึงเติมข้อมูลที่ประเทศไทยต้องการอธิบาย” คุณอานันท์เล่า
เมื่อถามถึงการประชุม คุณอานันท์บอกว่า บทบาทในช่วงเวลานั้นคือการไปกล่าวเปิดงาน
แม้คุณอานันท์จะบอกกับพวกเราตรง ๆ ว่าจำรายละเอียดของการประชุมได้ไม่มากนัก แต่ประวัติศาสตร์กลับจารึกบทบาทของคุณอานันท์ไว้อย่างน่าประทับใจ หนังสือพิมพ์ The Washington Post เขียนถึงการประชุมครั้งนี้ โดยยกย่องว่ารัฐบาลอานันท์ทำให้ไทยกลับมาเป็น “คู่สนทนาที่น่าเชื่อถือ”
35 ปีต่อมา คุณอานันท์มีความยินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ในปี 2569 โดยมองว่าความสงบ ทำเลที่ตั้งซึ่งเชื่อมต่อภูมิภาค และศูนย์การประชุมที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ล้วนเป็นต้นทุนสำคัญของไทย พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการประชุมนี้จะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศอย่างแน่นอน โดยเฉพาะประโยชน์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว การค้า และการลงทุนที่อาจตามมาในภายหลัง
คุณอานันท์ทิ้งท้ายว่า ลำพังการจัดประชุมเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับประกันว่าผลลัพธ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โอกาสจะเกิดขึ้นเมื่อผู้มาเยือนได้เห็นประเทศ และเมื่อสิ่งที่พวกเขาเห็นน่าเชื่อถือพอให้ความสัมพันธ์เดินหน้าต่อ
“การบอกกับโลกด้วยการพูดสปีช มันไม่มีความหมาย ต้องเป็นเรื่องของสถิติที่เขาเห็นและอ่านออกได้ เขาจะเชื่อเมื่อเขาเห็นด้วยตา ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพไม่เพียงวัดจากจำนวนแขก จำนวนกิจกรรม หรือมูลค่าการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่ต้องวัดจากคุณภาพของบทสนทนา ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น และสิ่งที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดได้หลังการประชุม ส่วนในทางปฏิบัติ เราเพียงต้องพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี”
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการ พระสยาม BOT Magazine
โฆษณา