•
5 ต.ค. เวลา 11:56 • หุ้น & เศรษฐกิจ

จับชีพจรตลาด FED ขึ้นดอกครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี บอนด์ยีลด์พุ่งทะยาน ทองคำร่วงแรง จ้างงานกลับมาอ่อนแอ (Ep.69)

by หนีดอย ประจำเดือนตุลาคม 2026
3
📌 เข้าสู่เดือนที่ 10 ของปี 2026 เดือนกันยายนที่ผ่านมาเป็นเดือนที่ “ต้นทุนทางการเงิน” กลับมาเป็นตัวแปรหลักของทุกสินทรัพย์ หลังตลาดลุ้นกันมาตลอดเดือนส.ค. ว่าเฟดจะแค่คงดอกเบี้ย แต่สุดท้ายเฟดก็ขึ้นดอกเบี้ยจริงในการประชุมวันที่ 15-16 ก.ย. ส่งให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ไปทำจุดสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ
1
ขณะที่น้ำมันยังแกว่งสูงจากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ลากเข้าสู่เดือนที่ 7 ก่อนที่ตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย. (ประกาศ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา) จะออกมาอ่อนแอกว่าคาดมาก ทำให้ตลาดต้องกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า FED จะ “ขึ้นต่อ” หรือ “พอแค่นี้” กัน โดยจากเดิมที่ตลาดมองว่ามีความน่าจะเป็นที่จะขึ้นดอกเบี้ย 60-70% ในเดือนตุลานี้ แต่พอตัวเลขจ้างงานออกมาอ่อนแอ ก็ทำให้ตลาดมองว่าโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอาจถูกเลื่อนไปเป็นเดือนธันวาคมแทน
1
📌 จุดเปลี่ยนสำคัญของเดือน คือการที่ FED ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps สู่ 3.75-4.00%
ต่อเนื่องจากตัวเลขจ้างงานเดือนส.ค. ที่เกินคาด (+162,000 ตำแหน่ง ปัจจุบันถูกปรับเหลือ +133,000) ตัวเลข CPI เดือนส.ค. ที่ประกาศวันที่ 11 ก.ย. ออกมาที่ 3.4% YoY ทรงตัวเท่าเดือนก.ค. และตรงกับที่ตลาดคาด แต่เมื่อมองรายเดือนอยู่ที่ +0.4% MoM ซึ่งสูงสุดในรอบ 3 เดือน (Core CPI +0.3% MoM) โดยแรงกดดันหลักมาจากพลังงานที่เพิ่มขึ้น 16.3% YoY และราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 27.4% YoY ในขณะที่หมวดที่อยู่อาศัยและอาหารเริ่มชะลอลง
1
จากนั้นในการประชุม FOMC วันที่ 16 ก.ย. ภายใต้ประธาน Kevin Warsh FED ได้มีมติเอกฉันท์ 12-0 ขึ้นดอกเบี้ย 25 bps เป็น 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023 ประเด็นที่ตลาดให้ความสนใจมี 3 เรื่อง
1. Dot plot : 16 จาก 19 คน คาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 1 ครั้งภายในปีนี้ (ค่ากลางสิ้นปีอยู่ราว 4.1%)
2. Warsh ไม่ส่ง dot ของตัวเอง ไม่ให้ forward guidance และไม่ระบุว่า neutral rate อยู่ตรงไหน ตลาดจึงต้องอ่านทิศทางจากข้อมูลเศรษฐกิจเป็นหลัก
3. น้ำเสียงเน้นเสถียรภาพราคา โดยระบุว่าเงินเฟ้อสูงเกินไปและสูงมานานเกินไป พร้อมอธิบายว่าเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการแย่งกันออกหนี้เพื่อลงทุนด้าน AI เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ยีลด์สูงขึ้น
1
ทันทีหลังแถลง CME FedWatch ให้โอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนต.ค. อยู่ที่ 49% (จาก 40% ช่วงเช้า) และโอกาสขึ้นอย่างน้อยอีก 1 ครั้งในปีนี้ที่ 87% ก่อนที่ปลายเดือนจะขยับไปราว 70% ตามราคาน้ำมันที่กลับมาใกล้ 105 ดอลลาร์ แต่ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. ออกมาเพียง +29,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาด 85,000-90,000 ตำแหน่งไปมาก อัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.2% (จาก 4.1%)
ภาพรวมจึงกลายเป็นโจทย์ที่ยากขึ้น เพราะเงินเฟ้อยังสูงที่ 3.4% และราคาน้ำมันยังไม่ลง ขณะที่การจ้างงานเริ่มแผ่วและอัตราว่างงานขยับขึ้น หลายสำนักมองว่าตัวเลขนี้เปิดทางให้ FED รอดูข้อมูลได้ในการประชุมปลายเดือนต.ค. แต่เงินเฟ้อยังเป็นตัวแปรหลัก ต้องรอ CPI เดือนก.ย. (14 ต.ค.) ก่อน
📌ทองคำ
2
ทองคำเปลี่ยนจากฝั่งขาขึ้นในเดือนส.ค. มาเป็นฝั่งถูกกดดันตลอดเดือนก.ย. แทนโดยต้นเดือนยังยืนแถว 4,500 ดอลลาร์ ก่อนถูกกดดันต่อเนื่องจากความคาดหวังเฟดขึ้นดอกเบี้ยและดอลลาร์ที่แข็งขึ้น จนย่อมาแถว 4,300-4,400 ช่วงก่อนและหลังการประชุมเฟด จากนั้นวันที่ 28 ก.ย. ถูกเทขายหนักเกือบ 4% ในวันเดียว เหลือ 4,110.55 ดอลลาร์ ต่ำสุดตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. (วันที่ 29 ก.ย. ฟื้นเป็น 4,140) ซึ่งเทียบกับจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 5,594.82 ดอลลาร์ (29 ม.ค.) แล้วยังต่ำกว่าราว 26%
1
ปัจจัยกดดันหลักคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น (ทองคำไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้ถือครอง) ดอลลาร์ที่แข็งขึ้น และน้ำมันที่ดันความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยไปอีก ขณะที่ปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างอย่างการซื้อของธนาคารกลางยังคงไม่เปลี่ยน
📌หุ้นโลก
2
สหรัฐอเมริกา ดัชนี Nasdaq ทำ All-time high ใหม่เมื่อ 22 ก.ย. (27,244 จุด) และเข้าเดือนต.ค.ก็มีทำ all-time high อีกรอบช่วง 2 ต.ค. ขณะที่ S&P500 เคยขึ้นไปห่างจากจุดสูงสุดตลอดกาล (ทำไว้เดือนส.ค.) เพียง 0.7% ณ วันที่ 25 ก.ย. แต่แรงกดดันจาก Bond Yield ทำให้ปิดสัปดาห์สุดท้ายของเดือนยังคงลบ โดยตั้งแต่ต้นปี S&P500 +11.8%, Nasdaq +15.6%, Dow +5.9% และ Russell2000 +12.7%
ยุโรป ดัชนี STOXX600 ลบราว 2% ในเดือนก.ย. เป็นการลดลงรายเดือนครั้งแรกในรอบ 6 เดือน และไตรมาส 3 ลบ 0.6%
เกาหลีใต้ ดัชนี Kospi ยังผันผวนหนักสุดในภูมิภาค ปิดเหนือ 7,000 จุดครั้งแรกในรอบ 33 วันทำการเมื่อ 9 ก.ย. และมายืนอยู่แถวๆ 7,000 จุดในช่วงนี้ของต้น ต.ค.
ญี่ปุ่น : ฟื้นตัวขึ้นมาเรื่อยๆ จน NIKKEI225 กำลังมาทดสอบ 70,000 จุด แม้ BoJ จะมีการขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม
ฮ่องกง/จีน : กลายเป็นตลาดที่ดูหนักกว่าเพื่อน ทั้งการปรับตัวลงของดัชนี CSI300 & Hang Seng Index
ไทย : หลังอยู่ 1600 ต้นๆ ของดัชนี SET แต่พอเกิดเหตุน้ำท่วมกทม.และปริมณฑล ช่วงปลายก.ย. ทำให้ดัชนีถูกต่างชาติเทขายหนัก จนดัชนีมาอยู่แถว 1570 จุดโดยประมาณ
📌Bitcoin
2
BTC เริ่มเดือนที่ราว 78,000 ดอลลาร์ แกว่งในกรอบราว 76,000-81,000 ช่วงครึ่งแรกของเดือน ก่อนถูกดันขึ้นด้วย short squeeze และเงินไหลเข้า Spot ETF จนขึ้นไปทดสอบโซน 82,000-87,000 ช่วงปลายเดือน และซื้อขายแถว 83,000-85,000 ดอลลาร์ ณ สิ้นเดือน (บวกราว 6-9% จากสิ้นเดือนส.ค.) แม้ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดเดือนต.ค. 2025 (เหนือ 126,000 ดอลลาร์) อยู่ราวหนึ่งในสาม
จาก Ep. ที่แล้วที่ชี้ว่าสถิติ “ส.ค.บวก แล้ว ก.ย.ลบ” กับ “3 เดือนก.ย.ล่าสุดปิดบวก” ขัดกัน ปีนี้ฝั่งหลังเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งเป็นการย้ำว่าสถิติเป็นเพียงข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เครื่องมือชี้ทิศทาง
📌สรุป 5 ตีมที่ดีที่สุดใน 3 เดือนพร้อมกองทุนตัวอย่าง
1. OIL : I-OIL +51.99%
กองอื่นๆ เช่น K-OIL +42.32%
2. Genomics (ARKG) : ESGENOME +24.05%
กองอื่นๆ เช่น SCBGENOE(E) +23.88%
3. CLOUD : TCLOUD +22.89%
กองอื่นๆ เช่น PRNICIPAL GCLOUD-A +20.71%
4. CHINA BIOTECH : UCHI +21.60%
กองอื่นๆ เช่น DAOL-CHINABIO +18.94%
5. Cyber Security : MEGA10CYBER-A +21.34%
กองอื่นๆ เช่น TCYBER : +15.57%
2
📌สรุป 5 ตีมที่แย่ที่สุดใน 3 เดือนพร้อมกองทุนตัวอย่าง
1. CHINA INNOVATION : FP CNGLOV -36.87%
กองอื่นๆ เช่น UCI -35.36%
2. CHINA SEMICONDUCTOR : ASP-CSEMI -32.71%
3. CHINA STARTECH : ES-STARTECH -30.01%
4. RARE-EARTH : ONE-RAREEARTH -29.00%
กองอื่นๆ เช่น SCBRARE(A) -28.68%
5. CHINA TECH : M-CTECH -25.04%
กองอื่นๆ เช่น SCBCTECHA -22.73%
2
📌กองทุนระดับความเสี่ยง 5 ที่เหมาะกับการเป็น Core Port
โดยมีทั้งตราสารหนี้และหุ้นผสมกันในกองทุน
กับ ผลตอบแทน 3 เดือนย้อนหลัง
1. ES-GAINCOME-UH-A และ
ES-GAINCOME-UH-R +2.78%
2. ES-ULTIMATE GA1 +0.62%
3. ES-ULTIMATE GA2 +1.33%
4. ES-ULTIMATE GA3 +2.04%
2
📌สรุปการเข้าซื้อ/ขาย/สับเปลี่ยนกองทุนสำหรับพอร์ทตัวเอง (Sep 2026)
🎯BUY
K-TNZ-ThaiESG
KKP GINFRAEQ-H
K-GDBONDUH (2 ครั้ง ใน 1 เดือน)
ES-GOLDRMF-UH
3
🎯SELL
ไม่มี
🎯SWITCH OUT -> SWITCH IN
ไม่มี
ปล. เหตุผลของการซื้อ / ขาย / สับเปลี่ยนจะอยู่ใน โพส My Personal Move ที่ x.com/needoykan ครับ
📌มุมมองการลงทุนที่เหลือในปีนี้ ที่น่าสนใจเก็บสะสมเพิ่มในความเห็นส่วนตัว
1. GOLD (SCBGOLD / ES-GOLDRMF-UH) ในแง่ราคาย่อตัวลงราว 9% จากต้นเดือน (จาก ~4,500 เหลือ ~4,110) เพราะยีลด์และดอลลาร์ แต่แรงซื้อของธนาคารกลางยังอยู่ ใช้วิธีแบ่งไม้สะสมตามสัดส่วนที่วางไว้ โดยมองราคาที่น่าสะสมอยุ่แถวๆ 3900-4000
2. RARE EARTH (SCBRARE(A)) ในแง่ Strategic Mineral / Supply Security
3. GRID (ES-GRID) ในแง่ AI Power Demand / Electricity Infrastructure ซึ่งสอดคล้องกับที่ FED ชี้ว่าการลงทุนด้าน AI เป็นแรงหนุนการเติบโต
4. GLOBAL INFRASTRUCTURE (KKP-GINFRAEQ-H) ในแง่กระแสเงินสดสม่ำเสมอ หลังยีลด์ที่ปรับขึ้นแรงทำให้ราคาย่อตัว
5. AGRICULTURE (K-ARGI) ในแง่ความเสี่ยงของ El Niño ปี 2026–27 ซึ่ง กนง. ก็ยกเป็นปัจจัยดันเงินเฟ้อไทยจนถึงไตรมาส 1/2570
6. ARKQ (Automation) ในแง่ AI-driven Automation / Productivity Growth
7. Commodities (SCBCOMP) ในแง่ hedge ความเสี่ยงฮอร์มุซ ภาวะเงินเฟ้อเป็นขาขึ้น แต่ต้องเฝ้าระวังหากเกิดข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านแล้วน้ำมันลงเร็ว เงินเฟ้อก็จะคลี่คลายลง
8. กลุ่มประเทศ ที่น่าสนใจ หลังดัชนีแต่ละประเทศนั้นๆ มีการปรับฐาน เช่น อินเดีย
(TISCOINA-A), ยุโรป (SCBEUEQ / B-EUPASSIVE), จีน (B-CNA500P, TCHSTRATEGY) และเวียดนาม (E1VFVN3001)
9. ตราสารหนี้โลก (K-GDBONDUH) หาก US10Y ดีดขึ้นไปแตะระดับ 5.50% / 5.75% / 6.00%
📌แผน DCA ส่วนตัว (เริ่ม Jun 2026 เป็นต้นไป) ยังคงเป็นแบบเดิม
2
🇺🇸K-USXNDQ-A(D) : 30%
🇺🇸KKP NDQ100-UH-E : 10%
🇺🇸KKP TECH RMF-H : 15%
🇯🇵SCBNK225E : 5%
🇪🇺B-EUPASSIVE : 5% (ตั้งแต่ 3 ก.ย.​2026 เป็นต้นไป)
🇹🇭K-TNZ-ThaiESG : 10%
🟡GOLD NOW : 10% ES-GOLDRMF-UH : 5% (ตั้งแต่ 3 ก.ย.​2026 เป็นต้นไป)
₿BTC : 10%
🎯หลักการ
สัดส่วนหุ้น 75% Gold 15% BTC 10%
สัดส่วนตามประเทศ มากสุดที่ US 55%
สัดส่วนสินทรัพย์ให้ปันผลที่ 30%
เน้น DM เป็นหลักในการ DCA : US + EU + JP
มี EM แค่ TH เนื่องจากใช้ผลประโยชน์ทางภาษี
DM = Developed Market
EM = Emerging Market
ในส่วนของ ThaiESG ข้างต้นนี้
เป็นการ DCA ที่มีน้ำหนักราว 40%
ที่เหลือคือ Timing จับจังหวะ 60%
สำหรับกองทุนสินทรัพย์อื่นๆ เช่น จีน อินเดีย ฯลฯ
หรือ Thematic อื่นๆ ใช้การซื้อแบบจับจังหวะ
โดยการแบ่งไม้ซื้อเมื่อราคามีการย่อตัว
กรณี Base case คาดการณ์ (45%)
ผลตอบแทนคาดหวัง (ต่อปี) +9 ถึง +13%
Max drawdown: 15–22%
กรณี Worst case คาดการณ์ (25%)
ผลตอบแทนคาดหวัง (ต่อปี) -10 ถึง -20%
Max drawdown: 30–40%
ยังคงกรอบสัดส่วนเดิม หุ้น 75% / Gold 15% / BTC 10% โดยเน้น DM เป็นหลักในการ DCA (US + EU + JP) และ EM เฉพาะไทยเพื่อประโยชน์ทางภาษี
📌หมายเหตุ
สินทรัพย์ที่แสดงในบทความนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์แนะนำให้ซื้อหรือขาย เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลที่ได้จากกราฟและข่าวสารตลาด
การลงทุนตัดสินใจในสินทรัพย์แต่ละประเภท เป็นดุลยพินิจของผู้อ่านเอง
กองทุน/ETF ที่นำเสนอในบทความ เป็นตัวอย่างเพื่อใช้ประกอบอ้างอิงกับสินทรัพย์นั้นๆ ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีที่สุดหรือมีตัวเลือกเดียวที่เห็นเท่านั้น
บทความนี้ไม่มีข้อมูลเชิงพื้นฐานมาเกี่ยวข้อง
Disclaimer : การเปิดเผยข้อมูลนี้เป็นเพียงความเห็นการลงทุนส่วนบุคคล เพื่อความโปร่งใสในฐานะผู้แนะนำการลงทุน มิใช่การชี้นำหรือให้คำแนะนำในการซื้อขายหลักทรัพย์แต่อย่างใด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต โดยผู้จัดทำไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลนี้ไปใช้ในการลงทุน
อัศวิน ชมจิตต์
ที่ปรึกษาการเงิน AFPT : เลขคุณวุฒิ AFPT260030
เลขที่ใบอนุญาตผู้วางแผนการลงทุน (IP License) : 139388 

IFA, FINNOMENA
IFA, KKPS
IFA, Phillip
โฆษณา