Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สงคราม story
•
ติดตาม
5 ต.ค. เวลา 12:40 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
แรมเพจกับ F-16A ที่โคราชเข้ากันได้หรือไม่
"กองทัพอากาศไทยประกาศการเตรียมงบประมาณจัด ซื้อระบบจรวดโจมตีพิสัยไกล Rampage(แรมเพจ)จาก ประเทศอิสราเอลมูลค่า 980 ล้านบาท เพื่อใช้ติดตั้งบน เครื่องบินขับไล่ F-16A/B ที่มีอยู่ในประจำการ
จำนวน 2 ฝูงบิน เสริมขีดความสามารถในการโจมตีระยะ ไกล ต่อเป้าหมายที่มีมีคุณค่าทางยุทธการ"
ขีปนาวุธแบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับระบบ จรวดต่อสู้อากาศยานพื้นสู่อากาศ (surface-to-air) ระยะไกล และทำลายฐานยิงต่อสู้อากาศยานที่ตั้งอยู่ลึก เข้าไปในดินแดนของข้าศึก RAMPAGE สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 5 มัคทำให้ยากต่อการสกัดกั้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของขีปนาวุธวิถีโค้ง (ballistic missile) ในลักษณะนี้
"Rampage เป็นจรวดอากาศ-สู่-พื้น ยิงไกลสุด 250 กิโลเมตร ความเร็วชนเป้าสูงสุด มัค 1.60 นำวิถีด้วย ระบบ INS/GPS จรวดหนัก 330 ปอนด์ ยาว 4.7 เมตร ติดได้กับ F-16 สูงสุดเครื่องละ 4 ลูก เป็นจรวดที่พัฒนามา จากจรวดหลายลำกล้อง Extra ซึ่งใช้ยิงจากรถยิงจรวด D11A ของ DTI ได้''
Thaiarmedforce.com
พี่โก๋ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวันที่ 30 กันยายนพ.ศ.2569 ก็เป็นวันเกษียณของภาคเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐ แม้กระทั่งกองทัพอากาศก็มีการเกษียณอายุของผู้ใหญ่ในกองทัพเช่นกัน ซึ่งผู้ใหญ่ท่านนี้ผู้เขียนก็รู้จักท่านดีเพราะเคยเป็นอดีตนักบิน F-16 กองทัพอากาศไทย เป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศและเป็นผอ.JIC (ศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ ไทย-กัมพูชา) ท่านนี้เคยเอ่ยชื่อท่านผู้อ่านก็ต้องถึงบางอ้อกันแน่นอน ท่านคือพลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี "BORAX" หรือพี่โก๋นั่นเอง
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ขณะทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16
วันที่ 21 กันยายนพ.ศ.2569 ท้องฟ้าเหนือโคราชและจังหวัดชายแดนต้องบันทึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี หรือ"พี่โก๋" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (สายงานกิจการพิเศษ) และผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (JIC) ได้ทำการบิน Last Flight กับเครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 (บ.ข.19) หรือ F-16 ก่อนอำลาชีวิตราชการในวันที่ 30 กันยายนปีเดียวกัน
ในเที่ยวบินอำลานี้พี่โก๋ได้ขึ้นทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ซึ่งประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช โดยนั่งในเครื่องรุ่น B สองที่นั่งในตำแหน่งนักบินที่ 2 ส่วนเครื่องบินขับไล่ F-16 อีกเครื่องที่ทำการบิน Chaser หรือบินติดตามก็จะทำหน้าที่บันทึกภาพ
ไม่เพียงเท่านี้ในวันเดียวกันยังมีพี่เอก พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "HOLLYWOOD" ผู้บัญชาการกองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมทำการบินด้วยกับเครื่องบินแบบดังกล่าวเพื่อการบินหมู่อำลาเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ที่เป็นนักบินขับไล่ F-16 อย่าง BORAX ด้วย
หมวกแก๊ปนักบิน F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
พี่โก๋ พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี "BORAX" ถือเป็นนักบินลองเครื่อง F-16 , อดีตโฆษกกองทัพอากาศและเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่ผ่านประสบการณ์การบินกับเครื่องบินหลายแบบในกองทัพอากาศไทยตั้งแต่ T-33A, F-5A/B, F-5E/F จนมาถึง F-16A/B แห่งฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชหลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมาท่านก็มาถึงจุดสูงสุดของยอดเขานั่นคือการเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ
ทว่าการบินอำลาครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการตามธรรมเนียมราชการเท่านั้น หากแต่เป็นหมุดหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สื่อถึงการส่งไม้ต่อ จากนักบินรุ่นเก่าไปสู่นักบินรุ่นใหม่ของกองทัพอากาศไทยที่กำลังก้าวขึ้นมาทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ F-16 และเครื่องบินขับไล่ Gripen
เพราะอีกไม่นานนับจากนี้เครื่องบินขับไล่ F-16 กองทัพอากาศไทยที่เพิ่งสงครามชายแดนไทย-กัมพูชากำลังจะได้จับคู่กับขีปนาวุธปล่อยยุทธศาสตร์พิสัยไกลทรงอานุภาพชนิดใหม่ นั่นคือ RAMPAGE ที่จะเข้ามาติดอยู่ใต้ปีก F-16 เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าจากการป้องปรามทางอากาศด้วยการทิ้งระเบิดถึงประเทศกัมพูชาสู่การยิงตั้งแต่เครื่องบิน F-16 ยังบินอยู่เหนือน่านฟ้าอีสานใต้
ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่พื้น RAMPAGE (ลูกล่างสุด)
ขีปนาวุธนำวิถี RAMPAGE มีความเป็นมาที่น่าสนใจมากนั่นคือมันพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Elbit Systems ประเทศอิสราเอล (เจ้านี้เคยปรับปรุง F-5TH ให้กองทัพอากาศไทยมาแล้ว) โดยในขั้นตอนการพัฒนาเดิมใช้ชื่อโครงการว่า MARS (Multi-purpose, Air-launched Rocket System) พัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานดัดแปลงมาจากจรวดโจมตีภาคพื้นดินตระกูล EXTRA ซึ่งเป็นจรวดที่จากรถยิงขีปนาวุธหลายลำกล้องที่ผลิตโดยอิสราเอลแถมยังเป็นรุ่นเดียวที่กับใช้ปล่อยจากรถยิงขีปนาวุธหลายลำกล้อง D11A ด้วย
ต่อมาอิสราเอลก็ใช้กึ๋นเปลี่ยนจากที่ยิงจากรถยิงขีปนาวุธหลายลำกล้องยิงแบบวิถีโค้ง แล้วนำมาพัฒนาเป็นขีปนาวุธปล่อยแบบอากาศสู่พื้นประเภท Standoff สำหรับยิงจากเครื่องบินขับไล่ กล่าวคือ RAMPAGE ออกแบบมาเพื่อใช้ทำลายเป้าหมายคุณค่าสูงทางยุทธศาสตร์จากระยะไกล เช่น สถานีเรดาร์ ค่ายทหาร ศูนย์บัญชาการสื่อสาร คลังเก็บอาวุธ ฐานทัพเรือและสนามบิน รวมทั้งรับมือและทำลายฐานยิงระบบต่อสู้อากาศยานที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนข้าศึก โดยนักบินไม่ต้องบินเข้าไปเสี่ยงในเขตน่านฟ้าของฝ่ายตรงข้าม
ตัวจรวดมีน้ำหนัก 580 กิโลกรัม หรือประมาณ 330 ปอนด์ มีความยาวราว 4.7 ถึงเกือบ 5 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 306 มิลลิเมตร โดยถูกออกแบบมาให้ติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ F-16A ได้สูงสุดถึง 4 ลูกต่อเครื่องมีระยะยิงไกลสุดตั้งแต่ 150 ถึงเกินกว่านั้นคือ 250–300 กิโลเมตร ช่วยให้อากาศยานฝ่ายเราสามารถทำการยิงโจมตีได้จากระยะที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องโดนระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C ของกัมพูชาสอยร่วง
F-16 บินคุ้มกันเครื่องบินนายกฯขณะตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช
ขีปนาวุธแบบนี้มีความเร็วขณะยิง/ชนเป้าประมาณ 1.6–2 มัค (ราว 2,400 กม./ชม.) และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 5 มัค ซึ่งช่วยลดระยะเวลาเข้าหาเป้าหมายและการยิงสกัดกั้นจากภาคพื้นได้ยาก มีการติดตั้งหัวรบขนาด 150 กิโลกรัม ซึ่งเป็นหัวรบอเนกประสงค์ที่รองรับทั้งการแตกกระจายและการเจาะทะลวงออกแบบมาเพื่อโจมตีเป้าหมายคุณค่าสูงทางยุทธศาสตร์
ซึ่งอาจรวมถึงบังเกอร์ด้วยเพราะในช่วงหลังๆทหารกัมพูชาเรียนรู้การสร้างบังเกอร์จากคราวก่อนที่โดนเครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งไข่ลงมาเจาะบังเกอร์จนตายคาที่ ทำให้ขีปนาวุธรุ่นนี้ต้องมาออกโรงในครั้งต่อไป รวมไปถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C และระบบจรวดหลายลำกล้องระยะไกล PHL-03 ก็อาจไม่รอดแน่นอน
ก่อนหน้าที่กองทัพอากาศไทยเสริมเขี้ยวเล็บฝูงบิน F-16 ด้วย RAMPAGE จากยิว มันมีกองทัพอากาศแรกของโลกที่ใช้งานนั่นคือกองทัพอากาศอิสราเอล เคยมีการนำขีปนาวุธ RAMPAGE มาติดตั้งกับเครื่องบินขับไล่ F-16 ในการปฏิบัติการจริงเมื่อวันที่ 19 เมษายนค.ศ.2024 โดยบินเข้าโจมตีเป้าหมายฐานทัพใกล้เมืองอิสฟาฮาน ประเทศอิหร่าน และสามารถทำลายระบบเรดาร์ของระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-300 ได้สำเร็จ
เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชทำหน้าที่ดูแลอธิปไตยเหนือน่านฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ภาคอีสาน) และภาคตะวันออกของไทย
ตัดภาพมาที่กองทัพอากาศไทยก่อนหน้านี้เรามีชุดคิทที่ดัดเเปลงระเบิดไม่นำวิถียุคสงครามเย็นให้เป็นระเบิดร่อนปล่อยนำวิถีระยะไกลอย่าง KGGB ซึ่งมีระยะยิงอยู่ที่ประมาณ 100 กิโลเมตร แต่ขีปนาวุธนำวิถีอากาศสู่พื้น RAMPAGE มีระยะยิงไกลสุดถึง 250 – 300 กิโลเมตร ซึ่งช่วยขยายขอบเขตการทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในระยะลึกได้อย่างไกลกว่าเดิม
เครื่องบินขับไล่ F-16A ทั้ง 2 ฝูงบินของกองทัพอากาศไทยที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชและฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีถูกออกแบบมาจากบริษัทผู้ผลิตให้เป็นแพลตฟอร์มหลักที่รองรับอาวุธอากาศสู่อากาศรวมไปถึงอากาศสู่พื้นตามมาตรฐาน NATO นั่นหมายความว่ามีโอกาสสูงที่จะได้ติดตั้งขีปนาวุธ RAMPAGE โดยกองทัพอากาศไทยได้เตรียมงบประมาณ 980 ล้านบาท ในการจัดหา RAMPAGE จำนวน 20 ลูก
หากทุกท่านจำความได้ ในสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศไทยประสบปัญหาข้อจำกัดด้านพิสัยการยิงของอาวุธปล่อยที่มีไม่เพียงพอ แม้จะมี KGGB ที่ว่าไกลที่สุดก็ยังไปไม่ถึงเป้าหมายสำคัญทางยุทธศาสตร์จำนวนมากที่ไม่สามารถทำลายได้เนื่องจากระยะยิงไปไม่ถึงในขณะที่เครื่องบินขับไล่ F-16 ทำการบินในช่วงการปฏิบัติการดังกล่าว
เพราะฉะนั้นการมี RAMPAGE จะทำให้เครื่องบินขับไล่ F-16 สามารถโจมตีเป้าหมายได้ไกลกว่าเดิมถึง 250 กม. ไปจนถึง 300 กม. หนึ่งในนั้นคือการยิงไปโจมตีของระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL03 ซึ่งกัมพูชาอวดอ้างความสามารถเอาไว้ว่ายิงจากชายแดนมาถึงกองบิน 1 โคราช อันเป็นฐานบินหลักของเครื่องบินขับไล่ F-16 ไม่เพียงเท่านี้ขีปนาวุธแบบดังกล่าวมีความสามารถที่จะบินเข้าไปโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ KS-1C ได้
F-16B 103TFS. WING 1 KORAT "LIGTHNING"
ตัดภาพไปบนท้องฟ้าเหนือชายแดนอีสานใต้บัดนี้เครื่องบินขับไล่ F-16A ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชนามเรียกขาน "LIGHTNING" ได้ส่งเสียงคำรามสะท้านฟ้าสะเทือนถึงพื้นดิน เครื่องบินขับไล่ F-16 ได้บินไล่ล่ากลางอากาศหาผู้แพ้ชนะ นี่ไม่ใช่แค่การฝึกบินรบทางอากาศซึ่งเป็นภารกิจประจำวันของฝูงบินสายฟ้าฝูงนี้ แต่มันคือการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายตรงข้ามวันหนึ่งหากมีการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา F-16A พร้อมทิ้ง RAMPAGE ใส่เป้าหมาย
อนึ่ง F-16 ฝูงบิน 103 ที่ฝึกบินรบทางอากาศนี้ถือเป็นเครื่องบินขับไล่ที่น่าเกรงขามที่สุดในดินแดนอีสานใต้ เคยปะทะกับกัมพูชาในสงครามใหญ่เมื่อปีพ.ศ.2568 มาแล้ว แม้การปะทะการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพอากาศไทยจะเน้นการเครื่องบินขขับไล่ยุคสงครามเย็นแบบนี้ทิ้งระเบิดไม่นำวิถีและระเบิดนำวิถีในการโจมตีตามชายแดนและลึกเข้าไปถึงในดินแดนกัมพูชา แต่กองทัพอากาศไทยก็ต้องรับมือหากวันหนึ่งกองทัพอากาศกัมพูชาจัดหาเครื่องบินขับไล่ที่สมรรถนะใกล้เคียงมาสู้กับไทย
เมื่อกล่าวถึง F-16 ฝูงแรกเราก็ต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1980 หลังจากจบสงครามเวียดนาม กองทัพอากาศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับปรุงฝูงบินเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในภูมิภาค โดยเฉพาะการประจำการเครื่องบินขัลไล่ MiG-23 ในเวียดนาม การจะก้าวไปสู่การครอบครอง F-16 นั้นมีด่านสำคัญคือ นโยบายการส่งออกอาวุธของสหรัฐฯ ในขณะนั้นที่พยายามผลักดันโครงการเครื่องบินขับไล่สำหรับส่งออกโดยเฉพาะ F-X ซึ่งมี F-20 Tigershark เป็นตัวชูโรง
F-16A (สีช่วงแรกๆ)
ในระหว่างที่พลอากาศเอก ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมรับฟังการบรรยายกับคณะที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ บริษัท Northrop ได้นำเสนอ F-5G ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น F-20 Tigershark
โดยเป็นการอัปเกรดจาก F-5E ให้มีเครื่องยนต์เดี่ยวที่ทรงพลัง F404 และระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัยเทียบเท่าเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 คู่แข่งสำคัญจากบริษัท General Dynamics นั่นคือ F-16A
ในขณะเดียวกันบริษัทนี้ได้เสนอ F-16/79 ซึ่งเป็นการนำโครงสร้างเครื่องบินขับไล่ F-16A มาเปลี่ยนใช้เครื่องยนต์ J79 รุ่นเก่าที่มีราคาถูกและสมรรถนะต่ำกว่าเครื่องยนต์ F100
พี่เอก พลอากาศเอก ระวิน ถนอมสิงห์ "HOLLYWOOD" ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ (คนที่ 2 ถัดจากซ้าย)
แม้จะมีการเชียร์ให้เลือกแบบเครื่องบินขับไล่ 3 แบบพ่วงด้วยข้อเสนอจากทั้ง 3 ค่าย แต่กองทัพอากาศไทยก็จัดตั้งโครงการ Peace Naresuan จนนำไปสู่การจัดหา F-16A/B Block 15 OCU ซึ่งเป็นรุ่นที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพสูงที่สุดของ F-16 ในยุคนั้น กองทัพอากาศไทยมองว่าการจัดหา F-16 ไม่ใช่แค่การซื้ออาวุธ แต่เป็นการส่งสารเชิงภูมิรัฐศาสตร์และยกระดับขีดความสามารถทางอากาศแบบก้าวกระโดดเพื่อสร้างสมดุลทางทหารในภูมิภาค
ในที่สุดความพยายามของกองทัพอากาศไทยก็ประสบความสำเร็จเมื่อสหรัฐฯ อนุมัติการขาย F-16A/B Block 15OCU ให้ในปี พ.ศ. 2528 และ 12 เครื่องฝูงแรกได้เข้าประจำการที่กองบิน 1 โคราช ในปี พ.ศ. 2531
ในขณะที่ F-20 Tigershark ต้องปิดโครงการลงในปี พ.ศ. 2529 หลังจากไม่สามารถหาลูกค้าได้และไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพสหรัฐฯเอง ในช่วงเวลานั้นเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่เรียกว่าจิ๋วแต่แจ๋วนั้นมีความคุ้มค่าและได้รับความนิยมในตลาดโลกมากกว่า ทำให้ F-16 กลายเป็นกระดูกสันหลังของกองทัพอากาศไทยต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
F-16A Solo Display
เครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ฝูงบิน 103 "Lightning" กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมาที่พร้อมจะติดตั้งขีปนาวุธ RAMPAGE จากอิสราเอลนั้นคือเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 4 ที่ปฏิวัติวงการการบินรบด้วยนวัตกรรมและสมรรถนะที่ล้ำสมัย ทำให้มันได้กลายเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของกองทัพอากาศไทย
โดยมีสมรรถนะและขีดความสามารถที่โดดเด่นไม่ว่าจะเป็นความคล่องแคล่วในการบิน F-16 ถูกออกแบบตามทฤษฎี Energy Maneuverability ของนาวาอากาศเอก เอก จอห์น บอย ซึ่งเน้นเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบาแต่มีอัตราแรงขับต่อน้ำหนักสูง ทำให้มีความได้เปรียบในการรบทางอากาศอย่างมาก
ไม่เพียงเท่านี้มันเป็นเครื่องบินขับไล่แบบแรกของโลกที่ใช้ระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้าหรือระบบ Fly-by-Wire เต็มรูปแบบ โดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผลคำสั่งจากนักบินไปยังพื้นผิวบังคับ ซึ่งช่วยให้เครื่องบินมีความคล่องตัวและเสถียรภาพสูงสุด ไม่เพียงเท่านี้ F-16 สามารถทำการเลี้ยวที่รุนแรงจนเกิดแรงเหวี่ยงได้ถึง 9 เท่าของแรงโน้มถ่วงโลก หรือ 9G อย่างสม่ำเสมอ ในขณะที่ฝาครอบห้องนักบินเป็นแบบ Bubble Canopy ไร้โครงสร้างบดบัง ทำให้นักบินมีทัศนวิสัยกว้างไกลถึง 360 องศา
นาวาอากาศโท พศิน สมบัติทวี "FOUNTAIN" ผู้บังคับฝูงบิน 103 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)
นอกจากนี้ที่นั่งยังเอนไปด้านหลัง 30 องศาเพื่อช่วยให้นักบินทนต่อแรง G ได้ดีขึ้น และใช้คันบังคับแบบจอยสติ๊กด้านข้างหรือ Side-stick เพื่อความแม่นยำในการควบคุมภายใต้แรงกดมหาศาล สำหรับสมรรถนะทางการบินนั้นสามารถทำความเร็วสูงสุดได้กว่า 2 เท่าของความเร็วเสียงคิดเป็น 2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือประมาณ 1,353 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต มีเพดานบินสูงสุดที่ 50,000 ฟุต และมีรัศมีปฏิบัติการรบประมาณ 340 ไมล์เมื่อบรรทุกอาวุธเต็มอัตรา และเพิ่มพิสัยการบินได้ด้วยถังเชื้อเพลิงภายนอก 3 ถัง
เครื่องบินขับไล่ F-16A ฝูงบิน 103 ถูกออกแบบมาเพื่อการรบหลายบทบาทโดยจะเห็นได้จากติดตั้งปืนใหญ่อากาศแบบลำกล้องหมุน M61 Vulcan และมีจุดติดตั้งอาวุธหลายจุดที่ปีกและใต้ลำตัว สามารถติดตั้งจรวดอากาศสู่อากาศทั้งพิสัยใกล้ AIM-9 Sidewinder และพิสัยไกลเกินสายตา AIM-120 AMRAAM
รวมถึงอาวุธปล่อยอากาศสู่พื้น เช่น AGM-65 Maverick พร้อมทั้งสามารถใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ เช่น GBU-12 Paveway II และติดตั้งชุดคิทนำวิถีด้วยดาวเทียม JDAM เกาหลีอย่าง KGGB กับระเบิด Mk.82 รุ่นเก่า จึงทำให้มีความแม่นยำสูงมาก โดยมีรัศมีผิดพลาดเพียงไม่กี่เมตร
RAMPAGE ปล่อยจากใต้ปีก F-16
ก่อนที่นักบิน F-16 จะนำ RAMPAGE มาใช้ในสงครามครั้งต่อไป กองทัพอากาศไทยยังคงมีการเตรียมความตลอด 24 ชั่วโมงในการปกป้องอธิปไตยเหนือน่านฟ้ารวมไปถึงความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยดังจะเห็นได้จากการบินซ้อมรบทางอากาศของ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
เบื้องล่างของ F-16 เป็นเมฆสีเทาครึ้มที่กำลังส่งน้ำฝนปริมาณมหาศาลโปรยปรายสู่พื้นดินอันแห้งแล้ง เหนือเมฆขึ้นมามีเครื่องบินขับไล่ F-16A เจ้าเวหาจากกองบิน 1 โคราชบินไล่กันก่อนที่จะมีเครื่องหนึ่งถูกยิงในการฝึก ส่วนอีกเครื่องที่กำลังบินทะลุเมฆระหว่างที่กำลังถูกเครื่องในฝูงเดียวกันไล่ติดตามก็ทำการดึงแรงจีอย่างรวดเร็วถึง 9 G หลังจากนั้นก็เปลี่ยนฝ่ายถูกล่ามาเป็นฝ่ายไล่ล่า
และแล้ว F-16 เครื่องหนึ่งในฝูงจากทั้งหมด 4 เครื่องที่ทำการฝึกบินรบทางอากาศก็ล็อกเป้าแล้วยิงจนเป็นการปิดเกมบนเวหาได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่จะบินไปกองบิน 1 โคราช F-16 ได้ทำการบินเกาะหมู่ 4 เครื่องอย่างสง่างาม
การฝึกบินรบทางอากาศนี้หาใช่เพียงการทดสอบความอดทนของนักบินที่มีต่อแรงจีเท่านั้น หากแต่เป็นการสร้างพลังแห่งการป้องปรามจากทางอากาศ เพื่อส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่ากองทัพอากาศไทยไม่ใช่ผู้ที่จะไปรุกรานประเทศใด กองทัพอากาศไทยคือกองทัพอากาศที่มีศักยภาพสูงในการตอบโต้ภัยคุกคามเมื่อถึงคราวจำเป็น
F-16A ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช (สีปัจจุบัน)
ข้อมูลจำเพาะเครื่องบินขับไล่ F-16A Block 15OCU ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช
นักบิน : 1 นาย
ความยาว : 15 เมตร
ความสูง : 4.8 เมตร
ระยะระหว่างปลายปีก : 9.45 เมตร
พื้นที่ปีก :27.87 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 8,670 กิโลกรัม
น้ำหนักพร้อมอาวุธ : 12,000 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 14,968 กิโลกรัม
ขุมกำลัง : เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนพร้อมสันดาปท้ายแบบ Pratt & Whitney F100-PW-220 ให้แรงขับ 14,590 ปอนด์และ 23,770 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย
ความเร็วสูงสุด : 2 มัค (2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในระดับความสูง 40,000 ฟุตขึ้นไป
รัศมีทำการรบ : 550 กิโลเมตรพร้อมระเบิด 450 กิโลกรัม
เพดานบินทำการ : 60,000 ฟุต
อัตราการไต่ระดับ : 50,000 ฟุตต่อนาที
น้ำหนักบรรทุกที่ปีก : 194 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก : 1.1
อาวุธ :
ปืนแกทลิ่งเอ็ม61 วัลแคนขนาด 20 ม.ม.หนึ่งกระบอก พร้อมกระสุน 515 นัด
กระเปาะจรวดแบบแอลเอยู-5003 4 อัน (แต่ละอันมีจรวดซีอาร์วี7 19 ลูก) หรือ
กระเปาะจรวดแบบแอลเอยู-61/แอลเอยู/68 4 อัน (แต่ละอันมีจรวดไฮดรา 70 19 และ 7 ลูกตามลำดับ)
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ
AIM-7 สแปร์โรว์ 2 ลูก
AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ 6 ลูก
ไพธอน-4 6 ลูก
ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น
AGM-65 มาเวอร์ริก 6 ลูก
RAMPAGE 4 ลูก
ระเบิด
ซีบียู-87 2 ลูก
ซีบียู-89 2 ลูก
ซีบียู-97 2 ลูก
ระเบิดวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูลเพฟเวย์ 6 ลูก
KGGB 4 ลูก
ระเบิดมาร์ค 84 4 ลูก
อื่นๆ
เครื่องปล่อยพลุล่อเป้าแบบเอสยูยู-42เอ/เอ
กระเปาะชี้เป้าแบบแอทลิสหรือรูบิส
ถัังเชื้อเพลิงทิ้งได้ขนาด 300/330/370 แกลลอนสหรัฐฯ ได้มากถึง 3 ถังเพื่อทำการขนส่งหรือเพิ่มระยะ
ระบบอิเลคทรอนิกเดินอากาศ
เรดาร์แบบเอเอ็น/เอพีจี-66
ปีที่ประจำการ : พ.ศ.2531-ปัจจุบัน
ชื่อในราชการกองทัพอากาศไทย : เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19/ก (บ.ข.19/ก)
F-16A บินเดี่ยวโดย FOUNTAIN
เครื่องบินขับไล่ F-16A ที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชหรือแม้แต่เครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีที่ผ่านการอัพเกรด MLU ไปแล้วนั้นสามารถติดตั้งขีปนาวุธ RAMPAGE ที่สั่งซื้อใหม่จากอิสราเอลได้
ในขณะเดียวกันฝูงบิน 103 ซึ่งเป็นฝูงบิน F-16 ฝูงแรกของกองทัพอากาศไทยก็ยังคงทำหน้าที่พิทักษ์น่านฟ้าไทยมาเกือบ 40 ปี และพร้อมที่จะรับมือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นได้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาหากมีการร้องขอจากกองทัพบกโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
Sniper News
ท้าวทองไหล
Sompong Nondhasa
ศูนย์การฝึกกองทัพอากาศน้ำพอง
Kittidej Sanguantongkam
Krit Surisukh
Pacharat Pek
กองบัญชาการควบคุมการปฏิบัติทางอากาศ
Whutchanunt Phutcharinya
Anutsara Thaidamrong
KOMGORN P. PHOTOGRAPHY
IAI
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
ทหาร
สงคราม
ประเทศไทย
บันทึก
5
5
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย