6 ต.ค. เวลา 00:30 • ความคิดเห็น

รู้ว่าควรให้อภัย แต่ทำไมยังทำไม่ได้…เราอาจกำลังขาดสิ่งนี้

ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งที่ชวนให้เราถ่อมใจอยู่เสมอ คือการพบว่า คนเราสามารถเข้าใจสิ่งที่ดีได้อย่างลึกซึ้ง อธิบายได้อย่างมีเหตุผล และให้คำแนะนำที่มีคุณค่าแก่ผู้อื่นได้ แต่เมื่อถึงวันที่ต้องทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง เราอาจพบว่ามันยากกว่าที่เคยพูดไว้มาก
การให้อภัยเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ผมเห็นความจริงข้อนี้ชัดเจน
มีบทสนทนาของขงจื๊อที่ผมประทับใจ ลูกศิษย์ชื่อจื่อก้งถามว่า “มีคำเพียงคำเดียวหรือไม่ ที่สามารถยึดถือปฏิบัติไปได้ตลอดชีวิต” ขงจื๊อตอบด้วยคำว่า **“恕” (ซู่)** ซึ่งอาจถ่ายทอดในแง่ของ **“การให้อภัย”** โดยในบริบทเดิมมีความหมายกว้างถึงการเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมอธิบายว่า สิ่งที่ตนไม่ปรารถนา ก็อย่ากระทำต่อผู้อื่น
คำที่ทำให้ผมหยุดคิดคือ “ตลอดชีวิต” หลักบางอย่างอาจใช้เวลาเพียงไม่นานในการเข้าใจ แต่เราต้องใช้ทั้งชีวิตในการฝึกปฏิบัติ โดยเฉพาะหลักที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ร่วมกับคนอื่น เพราะทุกความสัมพันธ์ย่อมมีวันที่เราเข้าใจผิด ผิดหวัง หรือได้รับบาดแผลจากกัน และบางครั้งเราเองก็เป็นผู้สร้างบาดแผลนั้น
ปัญญาเช่นนี้ทำให้ผมเห็นว่า เราเรียนรู้สิ่งดีจากผู้คนต่างยุคต่างความเชื่อได้ ความเข้าใจของคนอื่นอาจช่วยให้เรากลับมาพิจารณาความเชื่อของตัวเองอย่างละเอียดขึ้น พร้อมกับถามอย่างซื่อตรงว่า สิ่งที่เรารู้นั้นได้เปลี่ยนวิธีที่เราใช้ชีวิตมากน้อยเพียงใด
เพราะถึงเราจะรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งดี ความรู้ก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดหายไปทันที
เวลาเราฟังเรื่องของคนอื่น คำว่า “ให้อภัยเถอะ” อาจพูดได้ไม่ยากนัก แต่เมื่อคนที่ถูกหักหลังคือเรา คนที่เสียสิ่งสำคัญไปคือเรา หรือคนที่ต้องอยู่กับผลของการกระทำนั้นทุกวันคือเรา คำเดียวกันนี้กลับมีน้ำหนักขึ้นมาทันที เราอาจเข้าใจเหตุผลของการให้อภัยทุกข้อ แต่เพียงได้ยินชื่อของคนคนนั้น ความโกรธก็กลับมาอีก
ผมจึงคิดว่า ก่อนจะเร่งให้ใครให้อภัย เราควรรับฟังด้วยว่าเขากำลังแบกรับอะไรอยู่
เมื่อคิดต่อ เรื่องการให้อภัยก็พาผมมาถึงคำถามอีกข้อหนึ่งว่า หากเราไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ปรารถนาต่อผู้อื่น แล้วเราจำเป็นต้องยอมให้ผู้อื่นทำสิ่งนั้นต่อเราหรือไม่?
ในอีกบทสนทนาหนึ่ง มีผู้ถามขงจื๊อถึงการใช้ความเอื้อเฟื้อตอบแทนความแค้น ขงจื๊อถามกลับว่า “แล้วจะใช้อะไรตอบแทนความดีเล่า?” ก่อนกล่าวว่า “จงตอบแทนความร้ายด้วยความเที่ยงตรง และตอบแทนความดีด้วยความดี”
ตอนแรกประโยคนี้อาจฟังเหมือนกำลังบอกให้เราแบ่งว่าใครควรได้รับความดี แต่เมื่อพิจารณาคำอธิบายของจูซี นักปรัชญาผู้เขียนอรรถาธิบายหลุนอี่ว์ ผมพบว่า “ความดี” ในที่นี้มีนัยถึงความเอื้อเฟื้อหรือบุญคุณที่ได้รับ ส่วน “ความเที่ยงตรง” เน้นการพิจารณาอย่างเป็นธรรมโดยไม่ปล่อยให้ความลำเอียงส่วนตัวเข้าครอบงำ
สิ่งนี้ทำให้ผมคิดว่า ความแค้นกับบุญคุณเรียกร้องการตอบสนองที่ต่างกัน เมื่อมีคนช่วยเรา เราควรสำนึกขอบคุณ แต่เมื่อมีความขัดแย้ง เราควรตรวจสอบความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ใครต้องรับผิดชอบ และมีอะไรต้องแก้ไข หากผมทำผิดต่อใคร การมอบของหรือแสดงน้ำใจอาจเป็นส่วนหนึ่งของการขอโทษ แต่ยังไม่ทดแทนการยอมรับผิดและแก้ไขความเสียหาย
และหากมีคนโกรธแค้นผม ผมก็ไม่ควรรีบถือว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอไป ความเที่ยงธรรมอาจเรียกร้องให้ผมยอมรับว่า เขามีเหตุผลที่จะเจ็บปวดจากสิ่งที่ผมทำ
การให้อภัยจึงต้องดำเนินไปพร้อมกับความซื่อตรงต่อความจริง เราสามารถเมตตาคนที่ทำผิด โดยยังยอมรับว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิด และเราสามารถระลึกถึงบุญคุณของคนที่ช่วยเรา โดยไม่จำเป็นต้องถือว่าเขาถูกต้องในทุกเรื่อง
เมื่อกลับมาอ่านพระคัมภีร์ ผมพบสองเหตุการณ์ที่ช่วยให้คิดเรื่องนี้ลึกขึ้น พระเยซูทรงสอนว่า เมื่อถูกตบแก้มขวา ให้หันอีกข้างหนึ่งด้วย คำสอนนี้อยู่ต่อจากการกล่าวถึง “ตาแทนตา ฟันแทนฟัน” และดำเนินต่อไปถึงการรักศัตรู จึงท้าทายเราอย่างจริงจังให้ละการเอาคืน แม้ต้องยอมเสียประโยชน์บางอย่าง
แต่เมื่อพระเยซูทรงถูกตบพระพักตร์ระหว่างการสอบสวน พระองค์ตรัสให้ผู้ตบชี้ว่าพระองค์พูดผิดตรงไหน และถามว่า **“แต่ถ้าเราพูดถูก ท่านตบเราทำไม?”** — ยอห์น 18:23
เมื่ออ่านสองตอนนี้ร่วมกัน ผมเห็นว่า การไม่เอาคืนสามารถอยู่ร่วมกับการทักท้วงความอยุติธรรมได้ พระองค์ทรงเผชิญผู้กระทำด้วยคำถามที่เรียกร้องให้เขาพิจารณาสิ่งที่ตนทำ แม้ยอห์นจะไม่ได้บันทึกว่าพระองค์ทรงหันพระพักตร์อีกข้างจริง ๆ เหตุการณ์นี้ก็ช่วยให้ผมระมัดระวังที่จะตีความการให้อภัยว่าเป็นการเงียบยอมต่อทุกสิ่ง
เราอาจให้อภัย พร้อมกับพูดว่า “สิ่งนี้ทำร้ายผม และผมขอให้หยุด” เราอาจละความตั้งใจแก้แค้น พร้อมกับขอความรับผิดชอบ ความไว้วางใจที่เสียไปก็อาจต้องอาศัยเวลาและการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้จริงในการสร้างขึ้นใหม่
ถึงอย่างนั้น การเข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่ได้ทำให้การให้อภัยกลายเป็นเรื่องง่าย ผมยังต้องกลับมาถามตัวเองว่า แล้วจะหากำลังจากที่ไหน ในวันที่รู้ว่าควรทำอะไร แต่หัวใจยังทำไม่ไหว?
ตรงนี้เองที่ความเชื่อในพระเจ้ามีความหมายต่อผมอย่างลึกซึ้ง
เอเฟซัส 4:32 เชื่อมการให้อภัยผู้อื่นกับการที่เราได้รับการให้อภัยจากพระเจ้าในพระคริสต์ ผมจึงได้มองตัวเองในฐานะคนที่ต้องการพระเมตตาด้วย ผมเคยผิดพลาด เคยต้องการโอกาส และยังมีสิ่งที่ต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง การระลึกถึงพระคุณที่ได้รับช่วยให้ผมค่อย ๆ มองความผิดพลาดของผู้อื่นด้วยความถ่อมใจมากขึ้น
พระคัมภีร์ยังกล่าวถึงความช่วยเหลือของพระเจ้าในความอ่อนกำลังของเรา โรม 8:26 บอกว่าพระวิญญาณทรงช่วยและทรงขอแทนเรา แม้ในเวลาที่ไม่รู้ว่าจะอธิษฐานอย่างไร ส่วนฮีบรู 7:25 กล่าวถึงพระเยซูผู้ทรงพระชนม์อยู่เพื่อทูลขอเผื่อผู้ที่เข้ามาใกล้พระเจ้าโดยทางพระองค์ ผมจึงสามารถนำหัวใจที่ยังโกรธ ยังสับสน และยังเจ็บปวดเข้ามาหาพระองค์ได้อย่างตรงไปตรงมา
บางครั้งคำอธิษฐานอาจเรียบง่ายเพียงว่า “พระเจ้า ผมรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งดี แต่ตอนนี้ผมยังทำได้ยาก ขอทรงช่วยให้ผมเห็นความจริง ทั้งในสิ่งที่เขาทำและในใจของผมเอง ขอทรงช่วยให้ผมเต็มใจ และมีกำลังก้าวต่อไป”
ฟีลิปปี 2:13 กล่าวถึงพระเจ้าผู้ทรงทำงานภายในเรา ทั้งในความปรารถนาและความสามารถที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ เมื่อผมนำหลักนี้มามองการให้อภัย ผมจึงมีความหวังว่า พระองค์ทรงช่วยหล่อหลอมทั้งความเต็มใจและการกระทำของผมได้
การเปลี่ยนแปลงนั้นอาจค่อยเป็นค่อยไป บางวันเราวางความโกรธลงได้ บางวันความทรงจำเดิมก็กลับมาทำให้เจ็บอีก เราจึงกลับมาอธิษฐาน ขอปัญญาว่าเมื่อไรควรพูด เมื่อไรควรถอย และจะตอบสนองอย่างไรด้วยความรักที่ยังเคารพความจริง
สำหรับผม การเรียนรู้เรื่องการให้อภัยจึงทำให้เห็นทั้งคุณค่าของปัญญาและข้อจำกัดของตัวเอง ยิ่งเข้าใจว่าการให้อภัยดีอย่างไร ผมก็ยิ่งเห็นว่าต้องการพระคุณของพระเจ้ามากเพียงใด เพื่อให้สิ่งที่เข้าใจค่อย ๆ กลายเป็นชีวิตที่ทำได้จริง
วันนี้ หากยังมีบางคนที่ผมให้อภัยได้ยาก ผมอยากเริ่มจากคำอธิษฐานที่ซื่อตรงว่า
“พระเจ้า ขอทรงช่วยให้ผมมีใจอ่อนโยนพอที่จะให้อภัย มีความกล้าพอที่จะเผชิญความจริง และมีความถ่อมใจพอที่จะยอมให้พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงผมด้วย”
โฆษณา