6 ต.ค. เวลา 08:26 • ข่าว
พิจิตร

รทสช.กระทุ้งรัฐบาลตัดไฟต้นลม! ‘นราพัฒน์’ ยื่น 5 ข้อเค้นหนี้ข้าวพิจิตร หวั่นสหกรณ์ขาดสภาพคล่อง-กลไกตลาดพัง

พิจิตร / กรุงเทพฯ — วิกฤตหนี้ข้าวเมืองชาละวันส่อเค้าลุกลามเป็นโดมิโนเศรษฐกิจฐานราก หลังโรงสีเอกชน 3 แห่ง เบี้ยวจ่ายเงินค่าข้าวให้แก่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดพิจิตร รวมมูลค่าความเสียหายสูงถึงกว่า 1,300 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดภาวะขาดสภาพคล่องอย่างหนัก และเสี่ยงกระทบถึงกลไกการรับซื้อข้าวในฤดูกาลเก็บเกี่ยวรอบใหม่ที่กำลังจะมาถึง
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เคลื่อนไหวผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยระบุถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า เป็นวิกฤตเศรษฐกิจเกษตรที่รัฐบาลจะปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากวงเงินความเสียหายกว่า 1,300 ล้านบาท
ได้บั่นทอนสายป่านทางการเงินของสหกรณ์ในจังหวัดพิจิตรรวมถึงกลุ่มเกษตรกรจนอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยง หากปล่อยให้ยืดเยื้อโดยไม่มีมาตรการอุดรอยรั่วอย่างทันท่วงที ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวรอบใหม่ที่จะถึงนี้ สหกรณ์จะหมดศักยภาพในการรับซื้อข้าวเปลือก หรือกระทั่งไม่มีเงินสดจ่ายให้แก่ชาวนา นำไปสู่ความเสียหายเชิงโครงสร้างของระบบการค้าข้าวทั้งจังหวัด
นายนราพัฒน์ ได้ยื่นข้อเสนอทางการเมืองและมาตรการทางเศรษฐกิจเร่งด่วนถึงรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 5 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาก่อนที่ผลผลิตชุดใหม่จะออกสู่ตลาด:
1. ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ (Special Task Force) ทันที: กำหนดตัวผู้รับผิดชอบหลักและวางกรอบเวลา (Timeline) การทำงานที่ชัดเจน ไม่ให้กลายเป็นเรื่องเกี่ยงความรับผิดชอบระหว่างกระทรวง
2. เติมสภาพคล่องฉุกเฉินให้สหกรณ์: อนุมัติแนวทางและกลไกทางการเงินเพื่ออัดฉีดสภาพคล่องให้สหกรณ์ปูทางไว้ก่อนเข้าสู่ฤดูกาลรับซื้อข้าวรอบใหม่
3. จัดหาผู้รับซื้อที่มีหลักประกัน: คัดกรองและจัดหาคู่ค้ารายใหม่ที่มีฐานะทางการเงินมั่นคงและมีหลักประกันชัดเจน เพื่อป้องกันประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
4. เร่งรัดการบังคับคดีและอายัดสต็อก: ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสต็อกข้าวของโรงสีคู่กรณี พร้อมเร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายและบังคับคดีเพื่อนำทรัพย์สินมาชดใช้หนี้โดยเร็วที่สุด
5. รายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะ: เปิดเผยขั้นตอนการทำงาน ผลการติดตามหนี้ และสถานะของคดีอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกร
"หากรัฐบาลไม่เร่งตัดไฟแต่ต้นลม ปัญหานี้จะไม่หยุดอยู่แค่เรื่องของโรงสีกับสหกรณ์ แต่จะกลายเป็นวิกฤตสังคมที่ทำลายวิถีชีวิตของชาวนาพิจิตร สิ่งสำคัญที่สุดคือชาวนาต้องมีตลาดรองรับผลผลิตที่มั่นคง และต้องได้รับเงินค่าข้าวตรงตามเวลา ก่อนที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวครั้งใหม่จะมาถึงแล้วซ้ำเติมความเดือดร้อนให้หนักกว่าเดิม" นายนราพัฒน์ ระบุ
รายงานโดย : เออาร์ทีนิวส์
โฆษณา