6 ต.ค. เวลา 15:05 • ดนตรี เพลง

🎵 เพลงไทยยุคอดีต — จากเสียงเพลงพื้นบ้านสู่เพลงสมัยใหม่

ถ้าย้อนกลับไปในวันที่ยังไม่มี Spotify ไม่มี YouTube แล้วก็ไม่มี TikTok ถ้าเราอยากฟังเพลงสักเพลง เราจะฟังจากไหน? คำตอบก็คือวิทยุ แผ่นเสียง การแสดงสด หรือบางทีก็แค่ไปรวมตัวกันแล้วร้องเพลงด้วยกัน ฟังแล้วอาจรู้สึกว่าไกลตัวมาก เพราะทุกวันนี้แค่หยิบมือถือขึ้นมา พิมพ์ชื่อเพลง แล้วกดเล่นก็จบ แต่จริง ๆ แล้วเพลงที่เราเปิดฟังกันทุกวันนี้ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากตรงนี้เหมือนกัน
ถ้าย้อนไปดูสังคมไทยในสมัยก่อน คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับชุมชน ธรรมชาติ และประเพณีมากกว่าทุกวันนี้ งานบุญ งานวัด งานรื่นเริง หรืองานต่าง ๆ มักจะมีเสียงเพลงเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เพลงจึงไม่ได้มีไว้แค่ฟังเล่น ๆ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนในตอนนั้น และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเพลงพื้นบ้านกับเพลงไทยเดิม
เพลงพื้นบ้านถ้าเอามาเทียบกับยุคนี้ ก็คงคล้าย ๆ Playlist ของคนสมัยก่อน เพียงแต่ตอนนั้นไม่มีมือถือให้กดเปิด เพลงถูกส่งต่อกันผ่านการร้อง การเล่นดนตรี และการแสดงในชุมชน เนื้อหาก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องที่คนเจอจริงในชีวิต เช่น ความรัก การทำงาน การทำมาหากิน ธรรมชาติ ประเพณี หรือเรื่องราวรอบตัว บางเพลงมีการร้องโต้ตอบกันแบบสนุก ๆ บางเพลงใช้ในงานหรือเทศกาลต่าง ๆ ทำให้เพลงกลายเป็นทั้งความบันเทิงและวิธีเล่าเรื่องของคนในยุคนั้น
ที่น่าสนใจคือแต่ละพื้นที่ก็มีเพลงเป็นของตัวเอง เพราะวิถีชีวิตของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เพลงเลยมีเอกลักษณ์ต่างกันไปด้วย ถึงตอนนั้นจะยังไม่มี Social Media แต่คนก็มีวิธีส่งต่อเรื่องราวและความรู้สึกผ่านเพลงเหมือนกัน แค่เปลี่ยนจากการโพสต์ลงโซเชียลมาเป็นการร้องให้คนอื่นฟังแทน
พอสังคมเริ่มเปลี่ยน ประเทศไทยเริ่มมีความเป็นเมืองมากขึ้น เทคโนโลยีและสื่อก็เข้ามามีบทบาทกับชีวิตมากขึ้น เพลงเองก็เริ่มเปลี่ยนตามไปด้วย จากเดิมที่เราอาจได้ยินเพลงแค่ในชุมชนหรืองานต่าง ๆ เพลงเริ่มถูกบันทึกและเผยแพร่ให้คนจำนวนมากฟังได้ จนเกิดเพลงที่คนทั่วประเทศรู้จักขึ้นมา
ช่วงนี้เองที่เพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เพลงลูกกรุงจะมีภาพของชีวิตคนเมือง เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ความสัมพันธ์ และบรรยากาศที่ค่อนข้างโรแมนติก ส่วนเพลงลูกทุ่งจะพูดถึงชีวิตของคนธรรมดามากกว่า ทั้งเรื่องบ้านเกิด ครอบครัว ความรัก การทำงาน และความฝัน หลายเพลงเล่าถึงคนที่ต้องจากบ้านเข้ามาทำงานในเมือง หรือคนที่คิดถึงบ้านเกิดของตัวเอง
ถ้าอยากรู้ว่าคนในยุคนั้นใช้ชีวิตยังไง จริง ๆ แล้วเพลงก็ช่วยบอกเราได้เยอะเหมือนกัน เพราะเนื้อเพลงสะท้อนสิ่งที่คนกำลังเจอในตอนนั้น ทั้งเรื่องความรัก การทำงาน สังคม หรือวิถีชีวิต ฟังไปเรื่อย ๆ ก็เหมือนได้ย้อนกลับไปดูบรรยากาศของช่วงเวลานั้นโดยไม่ต้องไปอยู่ในยุคนั้นจริง ๆ
อีกอย่างที่เปลี่ยนไปชัดเจนคือการมาถึงของวิทยุ แผ่นเสียง และสื่อต่าง ๆ เพลงไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งอีกแล้ว แต่สามารถเดินทางไปถึงคนทั่วประเทศได้ เพลงหนึ่งเพลงถูกเปิดซ้ำ ๆ จนคนร้องตามได้ และศิลปินก็เริ่มกลายเป็นคนที่ผู้คนรู้จักและชื่นชอบมากขึ้น
ถ้ามองจากยุคนี้ มันก็คล้ายกับการที่เรามีศิลปินที่ชอบ มีเพลงที่เปิดวน มีแฟนคลับ หรือมีเพลงที่กลายเป็นกระแสในโซเชียล เพียงแต่สมัยนั้นยังไม่มี TikTok หรือ Instagram เท่านั้นเอง ช่องทางต่างกัน แต่ความรู้สึกของการมี “เพลงที่เราชอบ” หรือ “ศิลปินที่เราติดตาม” ก็ไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น
สุดท้ายแล้ว เพลงเก่าอาจไม่ได้เก่าอย่างที่เราคิด เพราะหลายเรื่องในเพลงยังเป็นเรื่องที่เราเจอกันอยู่ในทุกวันนี้ ทั้งความรัก ครอบครัว การทำงาน ความฝัน หรือการจากบ้าน เพลงเลยเหมือนเป็น Time Capsule ที่เก็บเรื่องราวของคนในแต่ละยุคเอาไว้
และเพลงก็ไม่เคยหยุดเปลี่ยน เพราะเมื่อสังคมเปลี่ยน วิธีฟังเพลงก็เปลี่ยนไปด้วย จากเพลงพื้นบ้าน มาสู่เพลงลูกกรุง เพลงลูกทุ่ง แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปสู่เพลงสมัยใหม่ ทุกยุคมีเสียงของตัวเอง มีศิลปินของตัวเอง และมีวิธีที่คนในยุคนั้นใช้เพลงในการบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง
แล้วถ้าเพลงในอดีตคือเสียงของคนรุ่นก่อน เพลงในยุคต่อไปจะเป็นเสียงของใคร?
คำตอบก็น่าจะอยู่ในช่วงที่เพลงเริ่มเข้าถึงวัยรุ่นมากขึ้น เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาเปลี่ยนวิธีฟังเพลง และคนรุ่นใหม่เริ่มมีพื้นที่ในการสร้างเพลงของตัวเองมากขึ้น
จากวิทยุและแผ่นเสียง สู่โลกที่ทุกคนสามารถเปิดเพลงของตัวเองได้ในไม่กี่วินาที แล้วเพลงไทยจะเปลี่ยนไปแค่ไหน? กดไปต่อ แล้วมาดูกัน 🎧
โฆษณา