วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

ปราสาทไพ่แสนล้าน! โดมิโน่ฟองสบู่ AI ตัวแรกที่ชื่อ “Oracle”?

ลองจินตนาการถึงพื้นที่ทะเลทรายเวิ้งว้างใน New Mexico ที่มีขนาดกว้างใหญ่ถึง 1,400 เอเคอร์ มองไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่า
แต่ใครจะเชื่อว่าพื้นที่รกร้างแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของยุคปฏิวัติ AI ที่คนทั้งโลกกำลังจับตามอง
ที่ดินผืนนี้ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของ Data Center ขนาดยักษ์จำนวน 4 หลัง ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จ มันจะสูบพลังงานไฟฟ้ามหาศาลถึง 2.5 GW…
ถ้าตัวเลขนี้ฟังดูจินตนาการยาก ลองเทียบง่ายๆ ว่ามันคือพลังงานที่สามารถเปิดไฟให้บ้านเรือนได้ถึง 1.8 ล้านหลังพร้อมกัน
โปรเจกต์อลังการนี้มีชื่อว่า Project Jupiter ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและเป็นโครงการเรือธงของอภิมหาโปรเจกต์ระดับโลกที่ชื่อว่า Stargate
ย้อนกลับไปช่วงต้นปี 2025 โปรเจกต์นี้ถูกประกาศเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่ทำเนียบขาว โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกมาจับมือกัน
ภาพที่ออกมาคือความร่วมมือระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น Sam Altman จาก OpenAI และ Masayoshi Son จาก SoftBank
แถมยังมี Larry Ellison จาก Oracle มาร่วมแจมด้วย มูลค่าการลงทุนที่วาดฝันไว้นั้นสูงทะลุเพดานถึง 500,000 ล้านดอลลาร์ในระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ
ทุกอย่างดูเหมือนจะพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุดของความรุ่งโรจน์ หุ้นเทคโนโลยีพุ่งทะยานไม่หยุด
ผู้คนต่างเชื่อมั่นว่า AI คืออนาคตที่จะมาเปลี่ยนโลก และเม็ดเงินมหาศาลก็ไหลมารวมกันที่นี่
แต่ก็นั่นแหละครับ โลกของธุรกิจมักจะมีอะไรให้เราได้เซอร์ไพรส์กันเสมอ
ท่ามกลางความหอมหวานของกระแส AI กลับมีเรื่องสะดุดแรงแบบไม่มีใครคาดคิด
บริษัท Oracle ที่เซ็นสัญญาเป็นผู้เช่าหลักในโปรเจกต์นี้ กลับร่อนจดหมายฉบับหนึ่งที่ทำเอาสะเทือนไปทั้งวงการ
มันคือจดหมายที่เรียกว่า “Force Majeure” หรือคำบอกกล่าวเหตุสุดวิสัย แจ้งไปยังผู้พัฒนาโครงการ เพื่อขอสงวนสิทธิ์ในการเลื่อนจ่ายเงิน…
หลายคนอาจจะสงสัยว่า โครงการระดับโลกที่ทุกคนฝากความหวังไว้ เกิดรอยร้าวขึ้นได้ยังไงกันแน่
เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้ ต้องเจาะลึกลงไปในโมเดลธุรกิจของโปรเจกต์ Stargate ก่อน ในระบบนิเวศนี้มีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนสุดๆ
OpenAI รับบทเป็นลูกค้า หรือคนที่จะมาใช้งานพลังงานการประมวลผลทั้งหมด SoftBank คือเจ้าบุญทุ่มที่คอยสนับสนุนเงินทุน
และ Oracle คือผู้รับเหมาที่ต้องเนรมิตทะเลทรายให้กลายเป็นศูนย์ประมวลผลที่เชื่อถือได้
พื้นที่ใน New Mexico ตอบโจทย์การสร้างเมกะโปรเจกต์นี้ถึงสามข้อหลักๆ คือมีที่ดินว่างเปล่าขนาดมโหฬาร มีแพ็กเกจยกเว้นภาษีทรัพย์สินให้นานถึง 30 ปี
และที่สำคัญที่สุดคือ มีอิสระในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของตัวเอง ห่างไกลจากความแออัดของระบบไฟฟ้าในเมือง
Oracle ไม่ได้เป็นเจ้าของตึกพวกนี้ แต่ใช้วิธีทำตัวเป็นผู้เช่าหลัก โดยไปเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาวจากบริษัทผู้พัฒนาอย่าง Stack Infrastructure
จากนั้นก็เอาคอมพิวเตอร์และชิปประมวลผลสุดล้ำเข้าไปติดตั้ง แล้วปล่อยเช่าพื้นที่พร้อมพลังประมวลผลนี้ต่อให้กับ OpenAI อีกทอดหนึ่ง
ฟังดูเป็นเสือนอนกินที่ได้กำไรส่วนต่างแบบสบายๆ ตราบใดที่ตึกนี้สร้างเสร็จและเปิดใช้งานได้จริง
แต่ปัญหาโลกแตกของ Data Center ขนาดยักษ์คือมันหิวโหยพลังงานอย่างบ้าคลั่ง
การจะไปเสียบปลั๊กขอใช้ไฟจากระบบของรัฐนั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
พวกเขาก็เลยต้องสร้างโรงไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาในพื้นที่ ตอนแรกแพลนว่าจะใช้กังหันก๊าซ
แต่ต่อมาก็เปลี่ยนไปใช้ระบบเซลล์เชื้อเพลิงจาก Bloom Energy ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า และใช้น้ำน้อยกว่ามาก
ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์พื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทรายได้ดีทีเดียว…
แม้เซลล์เชื้อเพลิงจะล้ำสมัยแค่ไหน มันก็ยังต้องกินอาหาร ซึ่งอาหารของมันคือก๊าซธรรมชาติ
ก๊าซเหล่านี้ต้องถูกส่งผ่านท่อส่งก๊าซความยาว 17 ไมล์ที่รับผิดชอบโดยบริษัท Energy Transfer
และตรงนี้เองที่ความบันเทิงเริ่มก่อตัว ท่อส่งก๊าซเจ้ากรรมดันต้องตัดผ่านที่ดินของรัฐ
ซึ่งหมายความว่าต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานที่ดินของรัฐ New Mexico เสียก่อน
หน่วยงานรัฐปฏิเสธการออกใบอนุญาตถึงสองครั้งในเดือนมีนาคมและกรกฎาคม จากท่อส่งก๊าซที่ควรจะสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม
ตอนนี้ถูกเลื่อนยาวไปเป็นกุมภาพันธ์ปีหน้าเป็นอย่างน้อย หนำซ้ำใบอนุญาตด้านคุณภาพอากาศก็ยังค้างเติ่งอยู่ที่กรมคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ก็เริ่มออกมารวมตัวประท้วงเรื่องการใช้น้ำและมลพิษ
โครงการ AI ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา กำลังถูกแขวนไว้บนเส้นด้าย เพียงเพราะท่อส่งก๊าซเส้นเดียว
พอสถานการณ์เป็นแบบนี้ Oracle ก็เลยต้องงัดไม้ตายทางกฎหมายอย่าง “Force Majeure” ออกมาใช้
ในโลกธุรกิจ นี่ไม่ใช่จดหมายทักทายทั่วไป แต่มันคือการประกาศว่ามีเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเกิดขึ้น
และ Oracle ต้องการสิทธิ์ในการยืดเวลาชำระค่าเช่าออกไปสูงสุด 3 ปี หากแคมปัสนี้เปิดไม่ทันเป้าหมายในปี 2028
ไม่มีบริษัทไหนส่งจดหมายแบบนี้เพื่อความเท่ การส่งจดหมายแปลว่าพวกเขามองเห็นแล้วว่าความล่าช้ากำลังจะเกิดขึ้นจริง
และเมื่อ Oracle เริ่มขยับตัวเพื่อป้องกันความเสี่ยงของตัวเอง มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงอีกฝั่งของสัญญา นั่นคือ OpenAI…
ลองคิดดูว่าตอนนี้ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าหรือ Backlog ของ Oracle กว่าครึ่งหนึ่งมาจากลูกค้าเพียงรายเดียวคือ OpenAI
การที่ Oracle จะเนรมิต Data Center ขึ้นมาได้ ต้องใช้เงินมหาศาลไปกว้านซื้อชิปและสร้างโครงสร้างพื้นฐานล่วงหน้าหลายปี
แน่นอนว่า Oracle ไม่ได้ใช้เงินสดของตัวเองทั้งหมด แต่ใช้วิธีการกู้หนี้ยืมสินมาลงทุน จนตอนนี้หนี้สินรวมพุ่งไปแตะ 156,000 ล้านดอลลาร์
ฝั่ง OpenAI เองก็ไม่ได้มีเงินสดเหลือเฟือ บิลค่าเช่าที่ต้องจ่ายให้ Oracle นั้นสูงกว่ารายได้ทั้งปีของบริษัทหลายเท่าตัว
การจะหาเงินมาจ่ายได้ OpenAI ต้องพึ่งพากระแสเงินลงทุนก้อนใหม่ๆ จากนักลงทุนเวนเจอร์แคปปิตอล หรือหวังพึ่งการเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
คุ้นๆ กันมั๊ยครับว่าแพทเทิร์นแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ย้อนกลับไปช่วงฟองสบู่ Dot-com ในปี 2000
ตอนนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมกู้เงินมหาศาลมาวางโครงข่ายสายไฟเบอร์ออปติกทั่วโลก เพราะเชื่อว่าอินเทอร์เน็ตจะโตระเบิด
แต่สุดท้ายความต้องการใช้งานจริงกลับโตไม่ทันโครงสร้างที่สร้างไว้ ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องล้มละลายหรือขาดทุนย่อยยับ
โครงสร้างของอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันที่มีการกู้ยืมเงินมาสร้างล่วงหน้าโดยอิงกับรายได้ที่ยังไม่เกิดจริง ก็มีกลิ่นอายที่คล้ายคลึงกัน…
ความตึงเครียดยังลามไปถึงเบื้องบนสุดของห่วงโซ่อาหาร Larry Ellison ผู้ถือหุ้นประมาณ 40% ของ Oracle
เขาได้นำหุ้นกว่าหนึ่งในสามของตัวเองไปค้ำประกันสินเชื่อส่วนบุคคล คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 9,200 ล้านดอลลาร์
ความน่ากลัวของการเอาหุ้นไปค้ำประกันคือกลไกที่เรียกว่า “Margin Call”
ถ้าหุ้น Oracle ราคาตกลงมาจนถึงเกณฑ์ที่กำหนด เจ้าหนี้จะสั่งให้หาเงินสดหรือสินทรัพย์มาวางเพิ่มทันที
ถ้าหาไม่ได้ เจ้าหนี้ก็มีสิทธิ์เทขายหุ้นเหล่านั้นในตลาดเพื่อเอาเงินคืน
ลองนึกภาพการเทขายหุ้นระดับหลายร้อยล้านหุ้นพร้อมกัน มันจะสร้างแรงกระเพื่อมให้ราคาหุ้นดิ่งเหวลงไปอีก กลายเป็นโดมิโนแห่งความหายนะ
และสัญญาณอันตรายก็กระพริบเตือนเมื่อช่วงกลางปี Larry Ellison แอบตั้งแผนเตรียมเทขายหุ้น Oracle ของตัวเองมูลค่ากว่า 7,500 ล้านดอลลาร์
แม้ว่าพอเรื่องแดงออกมาในรายงานประจำไตรมาส เขาจะรีบประกาศยกเลิกแผนนั้นทันที แต่มันก็ทำให้ทุกคนแอบหวั่นใจไปเรียบร้อยแล้ว
ราคาหุ้น Oracle ร่วงลง 18% ในเวลาอันรวดเร็ว ภาพลักษณ์ที่ออกมาคือ บริษัทกำลังขอให้นักลงทุนเชื่อมั่นในโปรเจกต์ AI
แต่ตัวผู้ก่อตั้งกลับเตรียมเผ่นด้วยการเทขายหุ้นล็อตใหญ่ ซึ่งมันดูย้อนแย้งกันอย่างแปลกๆ …
ความซับซ้อนของการระดมทุนในโปรเจกต์นี้ยังซ่อนอยู่ในเงามืดของสิ่งที่เรียกว่า SPV หรือบริษัทเฉพาะกิจ
อธิบายง่ายๆ มันคือการตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเฉพาะกิจเพื่อดูแลโปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่งโดยเฉพาะ
เพื่อที่เวลาไปกู้เงิน หนี้ก้อนนั้นจะได้ไม่ไปโชว์หราอยู่บนงบดุลของบริษัทแม่
Project Jupiter ก็ใช้ท่านี้ กลุ่มธนาคาร 20 แห่งรวมพลังกันปล่อยกู้เงินก่อสร้างมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์
สิ่งที่ธนาคารใช้เป็นหลักประกันในการปล่อยกู้ ไม่ใช่มูลค่าของอิฐหรือปูน แต่เป็นสัญญาเช่าของ Oracle
ความน่าเชื่อถือของสัญญาเช่าฉบับนี้คือเดอะแบกที่อุ้มระบบการเงินทั้งหมดไว้
ภายใต้กฎหมายบัญชี สัญญาเช่า Data Center ที่ยังสร้างไม่เสร็จ จะไม่ถูกนำมาคิดเป็นหนี้สินบนงบดุล แต่จะถูกหมกไว้ในส่วนของหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ตัวเลขภาระผูกพันตรงนี้ของ Oracle พุ่งทะยานไปถึง 288,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าหนี้สินที่รายงานอย่างเป็นทางการเกือบสองเท่า
ตลาดตราสารหนี้เริ่มได้กลิ่นแปลกๆ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง S&P หั่นเรตติ้งของ Oracle ลงมาเหลือแค่ระดับ BBB-
ซึ่งอยู่เหนือระดับขยะเพียงแค่ก้าวเดียว ผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุด สะท้อนถึงความเสี่ยงที่นักลงทุนประเมินไว้
หนำซ้ำเงินกู้ 18,000 ล้านดอลลาร์ของโปรเจกต์นี้ ก็เริ่มถูกซื้อขายกันในราคาลดกระหน่ำ เหลือแค่ 90 เซ็นต์ต่อ 1 ดอลลาร์
แปลภาษาชาวบ้านคือ เจ้าหนี้เริ่มทำใจแล้วว่าอาจจะได้เงินคืนไม่ครบ…
ลองถอยออกมามองภาพกว้างของโครงสร้างอันพิลึกพิลั่นนี้ ธนาคารและผู้ปล่อยกู้ จะได้เงินคืนก็ต่อเมื่อผู้พัฒนาเก็บค่าเช่าได้
ผู้พัฒนา จะเก็บค่าเช่าได้ก็ต่อเมื่อ Oracle จ่ายเงินตามสัญญา
Oracle จะมีเงินมาจ่าย ก็ต่อเมื่อ OpenAI จ่ายค่าเช่าระบบประมวลผล
และ OpenAI จะมีเงินมาจ่าย ก็ต่อเมื่อบรรดานักลงทุนกระเป๋าหนักยังคงเชื่อมั่นและเซ็นเช็คให้เรื่อยๆ
ทุกอย่างถูกวางซ้อนทับกันเป็นปราสาทไพ่แห่งความหวัง ทุกเลเยอร์ต้องพึ่งพาเลเยอร์ที่อยู่สูงกว่าให้จ่ายเงินลงมา
และเงินจะไหลเวียนได้เต็มระบบก็ต่อเมื่อ Data Center กลางทะเลทรายแห่งนี้เปิดสวิตช์ทำงานได้จริง
นี่ไม่ใช่ปิรามิดของสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง แต่มันคือกองภูเขาแห่งคำสัญญาที่ผูกโยงกันไว้
และสิ่งที่น่าตลกร้ายที่สุดคือ โครงสร้างล้ำยุคที่รวบรวมเทคโนโลยีและมันสมองที่เก่งที่สุดในโลก กลับต้องมาสะดุดหัวทิ่มเพราะท่อก๊าซเส้นเดียวที่รอการเซ็นอนุมัติจากข้าราชการท้องถิ่น
บริษัทเทคโนโลยีขายฝันที่สวยงามว่า AI จะเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจโลก
แต่ฝันนั้นตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ทุกอย่างต้องเพอร์เฟกต์และเป็นไปตามไทม์ไลน์เป๊ะๆ
สิ่งที่ Oracle เพิ่งทำลงไป คือการกระชากหน้ากากให้เห็นว่า โครงเรื่องที่สวยหรูนี้ สามารถพังทลายลงได้รวดเร็วแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับความจริง
มาถึงตรงนี้ สิ่งที่ทุกคนต้องกลับมาคิดทบทวนคือ ท่ามกลางห่วงโซ่การเงินที่พันกันยุ่งเหยิง
ถ้ารอยร้าวนี้ขยายวงกว้างจนปราสาทไพ่พังครืนลงมา ใครจะเป็นคนที่เจ็บหนักที่สุด ซักคนต้องรับจบเรื่องนี้
Oracle ที่แบกหนี้มหาศาล OpenAI ที่เผาเงินลงทุนไปเรื่อยๆ หรือบรรดาสถาบันการเงินที่เอาเงินมาละลายในโปรเจกต์นี้
สงคราม AI ครั้งนี้ อาจจะไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีโมเดลที่ฉลาดกว่า แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานและสายป่านทางการเงินได้อึดกว่ากัน
References : [bloomberg, cnbc, reuters, theinformation, ft]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา