Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Past & Pieces
•
ติดตาม
7 ต.ค. เวลา 04:21 • ประวัติศาสตร์
ฝรั่งเศส
นโปเลียน โบนาปาร์ต 🇫🇷
จากเด็กหนุ่มแห่งคอร์ซิกา สู่จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส และชายผู้เปลี่ยนกฎหมายของโลก
ลองจินตนาการว่า...
เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากเกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เดินทางมายังฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่ด้วยสำเนียงที่แตกต่างจากคนรอบข้าง
เขาไม่ได้เกิดมาในราชวงศ์
ไม่ได้เกิดมาเป็นเจ้าชาย
และไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองตั้งแต่เกิด
แต่ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ...
ชายคนนี้กลับสามารถก้าวขึ้นมาเป็น
จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
นำกองทัพนับแสนเข้าสู่สนามรบ
เอาชนะมหาอำนาจยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่า
และสร้างจักรวรรดิที่แผ่ขยายไปทั่วทวีป
แต่ในที่สุด...
จักรวรรดิของเขากลับพังทลายลง
จากรัสเซีย...
สู่เกาะเอลบา...
และจบลงที่สมรภูมิแห่งหนึ่งในเบลเยียม
วอเตอร์ลู
นี่คือเรื่องราวของ
นาโปเลียน โบนาปาร์ต — Napoleon Bonaparte
จากคอร์ซิกาสู่กองทัพฝรั่งเศส
นาโปเลียนเกิดเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1769
บนเกาะคอร์ซิกา
เพียงหนึ่งปีก่อนหน้านั้น คอร์ซิกาเพิ่งถูกฝรั่งเศสผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรฝรั่งเศส
ครอบครัวของเขาเป็นตระกูลชนชั้นรองที่มีฐานะพอสมควร
เมื่อยังเป็นเด็ก นาโปเลียนถูกส่งไปศึกษาที่ฝรั่งเศสแผ่นดินใหญ่
เขาเข้าเรียนในโรงเรียนทหาร
และมีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้าน
ปืนใหญ่
ซึ่งเป็นอาวุธที่ต้องอาศัยทั้งคณิตศาสตร์
การคำนวณระยะ
และความเข้าใจเรื่องภูมิประเทศ
แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาอย่างแท้จริง...
คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1789
การปฏิวัติฝรั่งเศส
การปฏิวัติเปิดประตูสู่อำนาจ
เมื่อระบอบกษัตริย์ฝรั่งเศสสั่นคลอน
ระบบชนชั้นและโครงสร้างกองทัพแบบเดิมก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
นายทหารจากตระกูลเก่าไม่ได้ผูกขาดตำแหน่งสำคัญเหมือนในอดีตอีกต่อไป
สำหรับชายหนุ่มอย่างนาโปเลียน...
นี่คือโอกาส
ในปี 1793
เขามีบทบาทสำคัญในการ
ล้อมเมืองตูลง — Siege of Toulon
เมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งซึ่งถูกฝ่ายต่อต้านการปฏิวัติและกองกำลังอังกฤษเข้ามาสนับสนุน
นาโปเลียนเสนอให้ใช้ปืนใหญ่เข้ายึดตำแหน่งยุทธศาสตร์เหนือท่าเรือ
แผนการของเขาประสบความสำเร็จ
กองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐสามารถยึดตูลงกลับคืนมาได้
และนาโปเลียนวัยเพียง 24 ปี...
ก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น นายพลจัตวา
ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในกองทัพฝรั่งเศส
ปารีส 1795 — ชายผู้กล้าใช้ปืนใหญ่กลางเมือง
สองปีต่อมา
นาโปเลียนได้รับมอบหมายให้ปราบการก่อความไม่สงบในกรุงปารีส
วันที่ 13 Vendémiaire ปีที่ 4 ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส
หรือประมาณวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 1795
กลุ่มผู้สนับสนุนระบอบกษัตริย์กำลังต่อต้านรัฐบาล
นาโปเลียนใช้กำลังทหารและปืนใหญ่เข้าสลายการก่อจลาจล
เหตุการณ์นี้สร้างชื่อเสียงให้กับเขาในฐานะนายทหารที่เด็ดขาด
และทำให้เขาได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาล
หลังจากนั้น...
เส้นทางของเขาก็พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
อิตาลี — นายพลผู้ทำให้ยุโรปต้องจับตามอง
ปี 1796
นาโปเลียนได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพฝรั่งเศสในอิตาลี
กองทัพของเขาไม่ได้มีทรัพยากรมากมาย
แต่เขาใช้สิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เคลื่อนกำลังอย่างรวดเร็ว
โจมตีจุดอ่อน
แยกกองทัพฝ่ายตรงข้ามออกจากกัน
แล้วทำลายทีละส่วน
เขาสามารถเอาชนะกองทัพออสเตรียและพันธมิตรหลายครั้ง
ชัยชนะเหล่านี้ทำให้ชื่อของ
Bonaparte
กลายเป็นชื่อที่ชาวฝรั่งเศสทั่วประเทศรู้จัก
แต่หลังจากนั้น...
เขาตัดสินใจเดินทางไปยังอียิปต์
อียิปต์ — ชัยชนะบนบก แต่ปัญหาบนทะเล
ในปี 1798
นาโปเลียนนำกองทัพฝรั่งเศสบุกอียิปต์
เขาต้องการตัดเส้นทางการค้าของอังกฤษไปยังอินเดีย
กองทัพฝรั่งเศสสามารถเอาชนะกองทัพมัมลุกได้ในยุทธการปิรามิด
แต่ปัญหาสำคัญกำลังเกิดขึ้นในทะเล
กองเรือฝรั่งเศสถูกกองทัพเรืออังกฤษภายใต้การนำของ
พลเรือเอก Horatio Nelson
โจมตีที่
ยุทธนาวีแห่งแม่น้ำไนล์ — Battle of the Nile
กองเรือฝรั่งเศสได้รับความเสียหายอย่างหนัก
กองทัพของนาโปเลียนจึงถูกตัดขาดจากฝรั่งเศส
แต่เมื่อสถานการณ์ทางการเมืองในฝรั่งเศสเริ่มวุ่นวาย...
นาโปเลียนตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ
และเมื่อเขากลับถึงฝรั่งเศส...
ประชาชนจำนวนมากกลับมองเขาในฐานะ
วีรบุรุษของชาติ
1799 — จากนายพลสู่ผู้ปกครองฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสในเวลานั้นกำลังเผชิญปัญหาทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสงคราม
รัฐบาล Directory สูญเสียความน่าเชื่อถือ
และนาโปเลียนก็มองเห็นโอกาส
วันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1799
หรือ 18 บรูแมร์ ตามปฏิทินปฏิวัติ
เกิดรัฐประหารขึ้น
รัฐบาล Directory ถูกโค่นล้ม
และเกิดระบบการปกครองใหม่ที่เรียกว่า
Consulate
นาโปเลียนกลายเป็น
First Consul
หรือกงสุลใหญ่
แม้จะมีโครงสร้างรัฐบาลอยู่
แต่อำนาจที่แท้จริงค่อย ๆ รวมศูนย์อยู่ในมือของเขา
จักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส
นาโปเลียนไม่ได้หยุดอยู่เพียงตำแหน่ง First Consul
ในปี 1804
ฝรั่งเศสกำลังกลับเข้าสู่เสถียรภาพมากขึ้น
เขาปฏิรูประบบราชการ
เศรษฐกิจ
การศึกษา
และที่สำคัญคือกฎหมาย
แต่ในขณะเดียวกัน...
เขาก็กำลังเปลี่ยนตัวเองจากผู้ปกครองสาธารณรัฐ
เป็นจักรพรรดิ
วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1804
พิธีราชาภิเษกจัดขึ้นที่มหาวิหารน็อทร์-ดามแห่งปารีส
และในช่วงเวลาที่กลายเป็นภาพจำทางประวัติศาสตร์...
นาโปเลียนหยิบมงกุฎขึ้นมา
แล้วสวมมันให้กับตัวเอง
ก่อนจะสวมมงกุฎให้
โฌเซฟีน — Joséphine
ภรรยาของเขา
ภาพนี้สื่อความหมายอย่างชัดเจนว่า
นาโปเลียนไม่ได้ต้องการเป็นจักรพรรดิเพราะการแต่งตั้งจากคนอื่น
แต่เขาต้องการแสดงให้เห็นว่า
อำนาจของเขามาจากตัวเขาเอง
จักรวรรดิของนาโปเลียน
หลังจากนั้น
ยุโรปเข้าสู่ยุคแห่งสงครามครั้งใหญ่
มหาอำนาจต่าง ๆ รวมตัวกันเป็น
Coalitions
หรือพันธมิตรต่อต้านฝรั่งเศส
แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า...
นาโปเลียนสามารถเอาชนะพวกเขาได้
หนึ่งในความสามารถสำคัญของเขาคือ
ความเร็ว
เขาสามารถเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ไปยังสนามรบได้รวดเร็ว
และใช้หลักการรวมกำลังเข้าทำลายกองทัพศัตรูทีละส่วน
แต่สงครามครั้งหนึ่งจะพิสูจน์ว่า...
แม้แต่จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ไม่สามารถชนะได้ทุกสมรภูมิ
Trafalgar — อังกฤษยังคงครองทะเล
ปี 1805
นาโปเลียนต้องการทำลายกำลังทางทะเลของอังกฤษ
แต่ที่สมรภูมิ
Trafalgar
กองเรือฝรั่งเศสและสเปนถูกกองทัพเรืออังกฤษภายใต้
Horatio Nelson
เอาชนะอย่างเด็ดขาด
เนลสันเองเสียชีวิตระหว่างการรบ
แต่ชัยชนะของอังกฤษทำให้นาโปเลียนไม่สามารถควบคุมช่องแคบอังกฤษได้
ความฝันที่จะบุกอังกฤษทางทะเลจึงแทบหมดลง
แต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา...
นาโปเลียนจะคว้าชัยชนะครั้งหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต
Austerlitz — ศึกสามจักรพรรดิ
วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 1805
กองทัพฝรั่งเศสเผชิญหน้ากับกองทัพรัสเซียและออสเตรีย
ที่
Austerlitz
สมรภูมินี้ถูกเรียกว่า
“ศึกสามจักรพรรดิ”
เพราะมีจักรพรรดิของฝรั่งเศส รัสเซีย และออสเตรียเข้ามาเกี่ยวข้อง
นาโปเลียนสามารถหลอกล่อให้ฝ่ายตรงข้ามคิดว่าแนวรบของเขาอ่อนแอ
เมื่อกองทัพรัสเซียและออสเตรียเคลื่อนกำลังเข้าหาจุดที่คิดว่าเป็นจุดอ่อน...
นาโปเลียนกลับโจมตีจุดยุทธศาสตร์ตรงกลางแนวรบ
กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรแตกออก
ชัยชนะครั้งนี้กลายเป็นหนึ่งในผลงานทางทหารที่โด่งดังที่สุดของนาโปเลียน
แต่ยิ่งจักรวรรดิของเขาขยายใหญ่ขึ้น...
ศัตรูก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
Continental System — สงครามเศรษฐกิจกับอังกฤษ
เมื่อไม่สามารถเอาชนะอังกฤษทางทะเลได้
นาโปเลียนจึงเปลี่ยนสนามรบ
จากสนามรบ...
ไปสู่เศรษฐกิจ
เขาประกาศ
Continental System
หรือระบบปิดล้อมทวีป
เป้าหมายคือห้ามประเทศในยุโรปค้าขายกับอังกฤษ
นาโปเลียนหวังว่าจะทำลายเศรษฐกิจอังกฤษ
แต่ปัญหาคือ...
ยุโรปเองก็ต้องพึ่งพาการค้ากับอังกฤษ
ดังนั้นมาตรการนี้จึงสร้างแรงกดดันต่อประเทศพันธมิตรของฝรั่งเศสด้วย
และหนึ่งในประเทศที่เริ่มไม่ยอมทำตามอย่างเต็มที่...
คือ
รัสเซีย
1812 — การเดินทัพสู่รัสเซีย
ปี 1812
นาโปเลียนตัดสินใจบุกจักรวรรดิรัสเซีย
เขารวบรวมกองทัพขนาดมหึมา
Grande Armée
ซึ่งมีทหารจากหลายชาติรวมกันเป็นจำนวนมหาศาล
ตัวเลขกำลังพลแตกต่างกันตามช่วงเวลาและวิธีการนับ แต่กองทัพที่นาโปเลียนนำเข้าสู่รัสเซียในปีนั้นมีขนาดระดับหลายแสนคน
ในตอนแรก...
ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน
แต่รัสเซียเลือกที่จะไม่ต่อสู้ในแบบที่นาโปเลียนต้องการ
กองทัพรัสเซียถอย
ถอย...
และถอยต่อไป
พร้อมกับทำลายหรือเคลื่อนย้ายเสบียงที่อาจเป็นประโยชน์ต่อกองทัพฝรั่งเศส
นี่คือแนวทางที่มักเรียกว่า
Scorched Earth
หรือยุทธศาสตร์เผาทำลายสิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
มอสโก — เมืองที่ไม่มีชัยชนะรออยู่
ในที่สุด นาโปเลียนเดินทางเข้าสู่
มอสโก
แต่เมืองส่วนใหญ่กลับถูกทิ้งร้างและเกิดเพลิงไหม้อย่างกว้างขวาง
กองทัพฝรั่งเศสไม่ได้พบกับการยอมจำนนที่เขาคาดหวัง
และที่เลวร้ายกว่านั้น...
ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ไม่ยอมเจรจาสันติภาพ
นาโปเลียนจึงต้องถอย
และตอนนั้นเอง...
ภัยพิบัติที่แท้จริงก็เริ่มต้นขึ้น
อากาศหนาวจัด
อาหารไม่เพียงพอ
โรคภัย
ความเหนื่อยล้า
และการโจมตีของกองทัพรัสเซีย
กองทัพที่เคยเดินเข้าสู่รัสเซียอย่างยิ่งใหญ่...
กำลังกลายเป็นเงาของตัวเอง
เมื่อกองทัพฝรั่งเศสกลับถึงยุโรปกลาง
กำลังรบสูญเสียไปอย่างมหาศาล
การรณรงค์ในรัสเซียจึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของจักรวรรดินาโปเลียน
จักรวรรดิเริ่มพังทลาย
หลังความพ่ายแพ้ในรัสเซีย
มหาอำนาจยุโรปมองเห็นโอกาส
รัสเซีย
ปรัสเซีย
ออสเตรีย
อังกฤษ
และพันธมิตรอื่น ๆ
กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
นาโปเลียนยังสามารถคว้าชัยชนะในบางสมรภูมิ
แต่เขาไม่สามารถหยุดกระแสของฝ่ายสัมพันธมิตรได้
ในปี 1814
กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรบุกเข้าสู่ฝรั่งเศส
และเข้าสู่กรุงปารีส
ในที่สุด...
นาโปเลียนต้องสละราชสมบัติ
เกาะเอลบา
นาโปเลียนถูกเนรเทศไปยัง
เกาะเอลบา
ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
หลายคนคิดว่า...
เรื่องราวของเขาจบลงแล้ว
แต่พวกเขาคิดผิด
100 วัน — การกลับมาครั้งสุดท้าย
ในปี 1815
นาโปเลียนหลบหนีออกจากเกาะเอลบา
เขากลับเข้าสู่ฝรั่งเศสพร้อมกำลังทหารจำนวนหนึ่ง
รัฐบาลส่งกองทัพออกมาหยุดเขา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
ทหารจำนวนมากที่ถูกส่งไปจับกุม...
กลับเข้าร่วมกับนาโปเลียน
เขาเดินทางเข้าสู่ปารีส
และกลับคืนสู่อำนาจ
ช่วงเวลานี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ
The Hundred Days
หรือ
“ร้อยวัน”
แต่ยุโรปจะไม่ปล่อยให้เขากลับมาครองอำนาจได้ง่าย ๆ
วอเตอร์ลู — การต่อสู้ครั้งสุดท้าย
วันที่
18 มิถุนายน ค.ศ. 1815
นาโปเลียนนำกองทัพเข้าสู่เบลเยียม
เป้าหมายของเขาคือ
แยกกองทัพของดยุกแห่งเวลลิงตันออกจากกองทัพปรัสเซียของเกบฮาร์ด เลเบเรชท์ ฟอน บลือเชอร์
แล้วทำลายทีละฝ่าย
แต่สถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน
ฝนและโคลน
คืนก่อนการรบ
ฝนตกหนัก
พื้นสนามรบเปียกและกลายเป็นโคลน
นาโปเลียนจึงชะลอการโจมตีหลักออกไป
เพราะต้องการให้พื้นดินแข็งตัวมากขึ้นเพื่อให้ปืนใหญ่และกองทัพเคลื่อนที่ได้สะดวก
เวลาที่เสียไป...
จะกลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
Hougoumont
เวลลิงตันตั้งแนวรับอย่างแข็งแกร่ง
โดยเฉพาะบริเวณ
Hougoumont
และตำแหน่งอื่น ๆ บนแนวรบ
กองทหารอังกฤษและพันธมิตรสามารถต้านทานการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขณะที่ทหารราบใช้รูปขบวน
Infantry Square
เพื่อรับมือกับการโจมตีของทหารม้า
เมื่อทหารม้าฝรั่งเศสเข้ามาใกล้...
ทหารราบจะจัดรูปขบวนเป็นสี่เหลี่ยม
โดยหันปลายปืนออกทุกด้าน
ทำให้การบุกของทหารม้าเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง
แต่ปัญหาที่ใหญ่กว่ากำลังมา
ในช่วงบ่าย
กองทัพฝรั่งเศสยังคงพยายามทำลายแนวรับของเวลลิงตัน
แต่ทางตะวันออก...
เสียงปืนกำลังใกล้เข้ามา
กองทัพปรัสเซียของ
บลือเชอร์
กำลังมาถึงสนามรบ
นาโปเลียนหวังว่ากองทัพปรัสเซียจะถูกทำลายหรือไม่สามารถเข้าร่วมการรบได้ทัน
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
กองทัพปรัสเซียเข้าร่วมการต่อสู้
และกดดันแนวรบฝรั่งเศสจากด้านข้าง
ไพ่ใบสุดท้าย — Imperial Guard
เมื่อสถานการณ์เริ่มเลวร้าย
นาโปเลียนตัดสินใจใช้กำลังสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่
Imperial Guard
ทหารชั้นยอดของจักรวรรดิ
แม้จะมีตำนานว่ากองทหารรักษาพระองค์เหล่านี้ “ไม่เคยแพ้”
แต่ในความเป็นจริง พวกเขาเคยประสบความพ่ายแพ้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม...
ชื่อเสียงของพวกเขาทรงพลังมาก
การเคลื่อนเข้าสู่สนามรบของ Imperial Guard
จึงถูกมองว่าเป็นไพ่ใบสุดท้ายของนาโปเลียน
แต่คราวนี้...
พวกเขาไม่สามารถฝ่าแนวของฝ่ายสัมพันธมิตรได้
กองทหารรักษาพระองค์บางหน่วยถูกบังคับให้ถอย
และเมื่อข่าวแพร่กระจายว่า
“The Guard is retreating!”
หรือ
“Guard กำลังถอย!”
ขวัญกำลังใจของกองทัพฝรั่งเศสก็พังลงอย่างรวดเร็ว
กองทัพแตกกระเจิง
และนาโปเลียน...
แพ้สงครามครั้งสุดท้ายของเขา
เซนต์เฮเลนา — จุดจบของจักรพรรดิ
หลังวอเตอร์ลู
นาโปเลียนไม่สามารถกลับมาสู่อำนาจได้อีก
ครั้งนี้อังกฤษเลือกสถานที่ที่อยู่ห่างไกลจากยุโรปมากที่สุดแห่งหนึ่ง
เกาะเซนต์เฮเลนา
เกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้
ที่นั่น...
อดีตจักรพรรดิผู้เคยควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป
ต้องใช้ชีวิตอยู่ห่างจากสนามรบ
ห่างจากฝรั่งเศส
และห่างจากอำนาจ
นาโปเลียนเสียชีวิตในวันที่
5 พฤษภาคม ค.ศ. 1821
ขณะมีอายุ 51 ปี
ชายผู้เคยสร้างจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่...
จบชีวิตลงบนเกาะห่างไกลแห่งหนึ่ง
แต่สงครามไม่ใช่มรดกเดียวของนาโปเลียน
ถ้าเราจำชื่อ “นาโปเลียน” ในฐานะนักรบเพียงอย่างเดียว
เราอาจกำลังมองเขาเพียงครึ่งเดียว
เพราะสิ่งหนึ่งที่เขาทิ้งไว้...
ไม่ได้พังทลายไปพร้อมกับจักรวรรดิ
นั่นคือ
กฎหมาย
Napoleonic Code — กฎหมายที่จะอยู่ยาวนานกว่าจักรวรรดิ
ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสไม่มีระบบกฎหมายแพ่งที่เป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศ
ภูมิภาคต่าง ๆ ใช้กฎหมายและจารีตแตกต่างกัน
บางพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายจารีต
บางพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมัน
นอกจากนี้ยังมีอภิสิทธิ์ของชนชั้นและศาสนจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง
หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส
จึงเกิดความพยายามที่จะสร้างระบบกฎหมายที่เป็นหนึ่งเดียว
แต่การร่างกฎหมายต้องใช้เวลาหลายปี
จนกระทั่งยุคนาโปเลียน
คณะนักกฎหมายได้ร่วมกันจัดทำประมวลกฎหมายขึ้น
และนาโปเลียนเองก็มีส่วนร่วมอย่างมากในการผลักดันงานนี้
ในปี 1804
มีการประกาศใช้
Code civil des Français
หรือที่ภายหลังรู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า
Napoleonic Code
นี่คือหนึ่งในมรดกที่สำคัญที่สุดของยุคนาโปเลียน
หลักการสำคัญของ Napoleonic Code
กฎหมายฉบับนี้นำแนวคิดหลายอย่างจากยุคปฏิวัติฝรั่งเศสมาจัดระบบใหม่
หนึ่งในหลักสำคัญคือ
ความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย
อภิสิทธิ์ตามฐานันดรแบบเดิมถูกลดทอนลง
กฎหมายไม่ได้ถูกกำหนดให้ชนชั้นสูงได้รับสิทธิพิเศษเหนือสามัญชนเหมือนในระบอบเก่า
อีกหลักหนึ่งคือ
สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล
กรรมสิทธิ์ของบุคคลได้รับการคุ้มครองอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ
เสรีภาพในการทำสัญญา
และการกำหนดกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นระบบ
แต่ Napoleonic Code ไม่ได้เป็นกฎหมายที่ก้าวหน้าในทุกด้าน
โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของผู้หญิง
กฎหมายในยุคนั้นวางโครงสร้างครอบครัวแบบชายเป็นใหญ่
ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วมีความสามารถในการจัดการทรัพย์สินและดำเนินการทางกฎหมายถูกจำกัดอย่างมาก
ดังนั้น...
มรดกทางกฎหมายของนาโปเลียนจึงมีทั้งด้านที่ก้าวหน้าและด้านที่สะท้อนข้อจำกัดของสังคมในยุคนั้น
จากฝรั่งเศสสู่โลก
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ...
Napoleonic Code ไม่ได้หยุดอยู่แค่ฝรั่งเศส
เมื่อกองทัพฝรั่งเศสขยายอำนาจไปทั่วทวีปยุโรป
ระบบกฎหมายของฝรั่งเศสก็แพร่กระจายไปด้วย
ดินแดนต่าง ๆ ในยุโรปนำหลักการเหล่านี้ไปใช้โดยตรงหรือดัดแปลงให้เข้ากับระบบของตนเอง
อิทธิพลของแนวคิดแบบประมวลกฎหมายยังแพร่ไปไกลถึง
ละตินอเมริกา
รวมถึงพื้นที่อย่าง
Louisiana ในสหรัฐอเมริกา
และ
Quebec ในแคนาดา
ซึ่งยังคงมีระบบกฎหมายแพ่งที่แตกต่างจากรัฐและจังหวัดส่วนใหญ่ที่ใช้ระบบ Common Law
แล้วประเทศไทยล่ะ?
อิทธิพลของแนวคิดการจัดทำประมวลกฎหมายก็มีความสำคัญต่อการพัฒนากฎหมายไทยเช่นกัน
ในช่วงการปฏิรูปประเทศสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 6
สยามได้พัฒนาระบบกฎหมายสมัยใหม่และจัดทำประมวลกฎหมาย
โดยได้รับอิทธิพลจากระบบกฎหมายของหลายประเทศในยุโรป
โดยเฉพาะฝรั่งเศสและเยอรมนี รวมถึงญี่ปุ่นในบางด้าน
เป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบกฎหมายสมัยใหม่
และช่วยให้สยามสามารถเจรจากับมหาอำนาจตะวันตกในยุคที่ประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันจากจักรวรรดินิยม
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงการพัฒนากฎหมายไทยโดยตรง ไม่ควรมองว่าเป็นการ “นำ Napoleonic Code มาใช้” แบบตรง ๆ
เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยเกิดจากการผสมผสานอิทธิพลจากหลายระบบกฎหมาย
รวมถึงฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น
มรดกที่ยิ่งใหญ่กว่าสนามรบ
นาโปเลียนเคยมีชื่อเสียงจากชัยชนะทางทหาร
เขาสร้างจักรวรรดิ
เปลี่ยนแผนที่ยุโรป
และทำให้มหาอำนาจนับไม่ถ้วนต้องรวมตัวกันเพื่อหยุดเขา
แต่ในท้ายที่สุด...
กองทัพของเขาพ่ายแพ้
จักรวรรดิของเขาพังลง
และตัวเขาเองเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวบนเกาะกลางมหาสมุทร
แต่กฎหมายที่เขาช่วยผลักดัน...
ยังคงอยู่
มีคำกล่าวที่มักถูกอ้างว่าเป็นคำพูดของนาโปเลียนในช่วงถูกเนรเทศว่า
«“ชัยชนะในศึก 40 ครั้งของข้าพเจ้า ไม่ใช่เกียรติยศที่แท้จริง เพราะสมรภูมิวอเตอร์ลูเพียงครั้งเดียวได้ลบล้างมันไปหมดแล้ว แต่สิ่งที่จะคงอยู่ชั่วนิรันดร์...คือประมวลกฎหมายแพ่งของข้าพเจ้า”»
ไม่ว่าถ้อยคำนี้จะถูกบันทึกในรูปแบบใดอย่างแท้จริง
แนวคิดเบื้องหลังคำพูดนี้สะท้อนสิ่งหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ
ชัยชนะในสนามรบอาจอยู่ได้เพียงชั่วชีวิต
แต่ระบบกฎหมาย...
อาจอยู่ได้นานกว่าจักรวรรดิ
นโปเลียนจึงเป็นบุคคลที่น่าจดจำไม่ใช่เพียงเพราะเขาเคยชนะสงคราม
แต่เพราะเขาเป็นชายคนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนทั้ง
การเมือง
การทหาร
การบริหารรัฐ
และกฎหมาย
ของยุโรป
และเมื่อมองย้อนกลับไปจากศตวรรษที่ 21...
จักรวรรดิของนาโปเลียนได้หายไปนานแล้ว
แต่ชื่อของเขายังคงอยู่
ทั้งในสนามรบ
ในแผนที่ยุโรป
และในหน้าประมวลกฎหมาย
เพราะบางครั้ง...
ชายคนหนึ่งอาจพ่ายแพ้ในสงคราม
แต่สิ่งที่เขาสร้างขึ้น...
อาจยังคงอยู่ต่อไปอีกหลายร้อยปี
ชีวประวัติ
บุคคลสำคัญ
ประวัติศาสตร์
บันทึก
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
France
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย