วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

แกะรอย Red Hat ธุรกิจล้านล้านที่สร้างจากศูนย์ (และของฟรี)

ย้อนกลับไปช่วงยุค 1990 สมัยที่คอมพิวเตอร์ยังหน้าตาเหมือนตู้เย็น และอินเทอร์เน็ตยังต้องหมุนโทรศัพท์ดังตี๊ดๆ
ยุคนั้นมีบริษัทนึงที่เป็นบอสใหญ่ครองโลกซอฟต์แวร์แบบเบ็ดเสร็จ นั่นก็คือ Microsoft
บอกเลยว่ายุคนั้นใครจะใช้คอมพิวเตอร์ก็ต้องยอมจ่ายเงินซื้อซอฟต์แวร์แพงๆ แบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
แถมซอฟต์แวร์พวกนี้ก็เป็นระบบปิด เราไม่มีสิทธิ์ไปแก้ไขหรือดัดแปลงอะไรมันได้เลยแม้แต่นิดเดียว…
อารมณ์เหมือนซื้อรถมาขับแต่ห้ามเปิดกระโปรงดูเครื่องยนต์ ใครขัดขืนก็จะโดนฟ้องร้องจนหมดตัว
การผูกขาดแบบนี้ทำให้โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกอึดอัดใจสุดๆ
หลายคนเริ่มโหยหาอิสรภาพในการสร้างสรรค์ซอฟต์แวร์ จนกระทั่งวันดีคืนดี มีระบบปฏิบัติการตัวนึงโผล่ขึ้นมาท้าทายอำนาจมืด
ระบบนี้มีชื่อว่า Linux ความพีคของมันคือการเป็น “Open Source” เป็นของที่แจกให้ทุกคนเอาไปใช้งานได้ฟรีๆ
ใครอยากดาวน์โหลด เอาไปดัดแปลง คัดลอก หรือแจกต่อ ก็ทำได้เลย ไม่ต้องขออนุญาตใครทั้งสิ้น
พอของฟรีแถมดีมีอยู่จริง โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกก็ตื่นเต้นกันสุดๆ แห่มาช่วยกันเขียนโค้ดพัฒนาระบบกันอย่างเมามัน…
หลายคนมองว่านี่แหละคือการเอาคืนทุนนิยม เป็นอิสรภาพที่หลุดพ้นจากจักรพรรดิมหาเศรษฐีแห่งวงการไอที
ช่วงนั้นแทบไม่มีใครคิดจะหาเงินจาก Linux เลย เพราะทุกคนมองว่ามันเป็นของส่วนรวมที่ควรแบ่งปันกัน
แต่… โลกนี้มันไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบไปซะทุกอย่าง เพราะไอ้คำว่าฟรีเนี่ย มันไม่ได้แปลว่าใช้งานง่ายเลยแม้แต่นิดเดียว
การจะติดตั้ง Linux ในยุคนั้นบอกเลยว่างมเข็มในมหาสมุทรยังง่ายกว่า ต้องมานั่งเซ็ตฮาร์ดแวร์เอง หาไดรเวอร์เองสารพัด
พังขึ้นมาก็ต้องไปตั้งกระทู้ถามคนอื่นแบบตามมีตามเกิด ใช้เวลาเป็นวันๆ กว่าจะทำให้มันเปิดติด
มันไม่ได้มีหน้าต่างสวยๆ ให้คลิกเมาส์ง่ายๆ เหมือนยุคนี้ ใครไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์มานี่คือปวดหัวจนน้ำตาซึมแน่นอน…
ตรงจุดนี้นี่แหละครับ ที่มีคนหัวใสสองคนมองเห็นโอกาสทอง คนนึงชื่อ Mark Ewing ส่วนอีกคนชื่อ Bob Young
พวกเขาเห็นว่าคนอยากใช้ Linux มีเยอะมาก แต่ติดที่มันติดตั้งยากโคตรๆ ก็เลยปิ๊งไอเดียเอาเทคโนโลยีนี้มาต่อยอด
จับเอา Linux มาปรับแต่งให้ติดตั้งง่ายๆ แล้วไรท์ใส่แผ่นซีดีบรรจุลงกล่องขายซะเลย
ในปี 1995 ทั้งสองคนก็เลยจับมือกันเปิดบริษัทที่ชื่อว่า Red Hat เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานหน้าใหม่ในวงการไอที
กล่องกระดาษแข็งสีแดงของพวกเขาถูกส่งไปวางขายตามร้านคอมพิวเตอร์ทั่วอเมริกา ใครอยากใช้ Linux ก็แค่เดินไปซื้อแผ่นมาลง
ไม่ต้องปวดหัวหาโหลดไฟล์ทีละชิ้นอีกต่อไป พอทำของยากให้กลายเป็นของง่าย ลูกค้าก็แห่มาซื้อกันเพียบจนของขาดตลาด…
แถมยังไปเตะตาพวกผู้ดูแลระบบองค์กร คนที่อยากได้ระบบเสถียรๆ แต่ไม่อยากจ่ายค่าลิขสิทธิ์แพงๆ ให้ค่ายอื่น
พอมีทางเลือกที่ประหยัดกว่าแถมใช้งานได้จริง ธุรกิจก็เริ่มหันมามอง บริษัทก็เลยฟันรายได้ไปเกือบ 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 1999
พอเห็นตัวเลขสวยหรูขนาดนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM หรือ Oracle ก็เริ่มหันมามอง
ยุคนั้นเป็นยุคฟองสบู่ดอตคอมกำลังฟูสุดๆ ใครทำธุรกิจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตคือเนื้อหอมมาก
และเซิร์ฟเวอร์ทุกตัวก็ต้องการระบบปฏิบัติการที่เสถียรแบบ Linux นี่แหละ พอ Red Hat เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นปุ๊บ นักลงทุนก็รุมทึ้งกันแบบบ้าคลั่ง
จบวันแรกมูลค่าบริษัทพุ่งกระฉูดไปถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากคนขายแผ่นซีดี กลายเป็นเศรษฐีพันล้านในชั่วข้ามคืน…
แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว พอได้เงินทุนมาเยอะ ความคาดหวังก็สูงตามไปด้วย ตอนนั้น Red Hat กำลังเจอปัญหาโลกแตก
เพราะลูกค้าดันแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน ฝั่งนึงคือผู้ใช้ทั่วไปที่บ้าเห่อเทคโนโลยี อยากได้ฟีเจอร์ใหม่ๆ อัปเดตไวๆ
อีกฝั่งคือลูกค้าองค์กร ที่ไม่สนของใหม่ แต่อยากได้ความนิ่งและความเสถียรขั้นสุด
ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าระบบโอนเงินของธนาคารล่มเพียงเพราะการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ มันจะบรรลัยขนาดไหน
องค์กรพวกนี้ต้องการคนที่คอยซัพพอร์ตเวลามีปัญหา ไม่ใช่ปล่อยให้ไปตั้งกระทู้ถามคนแปลกหน้าในเน็ตแบบเดิมๆ
พอต้องเหยียบเรือสองแคมไปพร้อมกัน มันก็เริ่มจะไม่รอด Red Hat เลยต้องตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ ที่หลายคนตอนนั้นมองว่าบ้าไปแล้ว
พวกเขาประกาศยกเลิกทำซอฟต์แวร์รุ่นแจกฟรีสำหรับคนทั่วไปทิ้งไปเลย แล้วหันมาโฟกัสกับการทำซอฟต์แวร์สำหรับลูกค้าองค์กรแบบเต็มสูบ…
โมเดลธุรกิจใหม่นี้คือไฮไลต์ของการเปลี่ยนวิธีหาเงิน จากที่เคยขายขาดตัวแผ่นซีดี มาเป็นการเก็บค่า “Subscription” หรือค่าสมาชิกรายปีแทน
ตัวซอฟต์แวร์น่ะแจกฟรี แต่ถ้าองค์กรไหนอยากได้การอัปเดตความปลอดภัย หรือบริการช่วยเหลือแบบมืออาชีพ ก็ต้องจ่ายเงิน
สำหรับบริษัทยักษ์ใหญ่ การยอมจ่ายเงินก้อนนี้เพื่อซื้อความอุ่นใจ มันคุ้มค่ากว่าการยอมให้ระบบพังหลายเท่าตัว
ตอนแรกหลายคนก็ลุ้นว่ากลยุทธ์นี้จะรอดมั๊ย ทิ้งลูกค้าเก่าไปหาลูกค้าใหม่แบบหักดิบเนี่ย
แต่ปรากฏว่ามันเวิร์คสุดๆ ยอดสมาชิกองค์กรพุ่งกระฉูด กวาดรายได้ไปมหาศาล
แต่วงการธุรกิจมันไม่เคยง่ายหรอกนะครับ ซักพักก็มีมารผจญโผล่มา อย่าลืมว่ากฎของโลกโอเพนซอร์สคือ ต้องเปิดเผยโค้ดให้คนอื่นดูด้วย
มันก็เลยมีคนหัวหมอ เอาโค้ดของพวกเขาไปก๊อปปี้แล้วทำระบบมาแจกฟรีซะเลย…
ตัวตึงในตอนนั้นก็คือระบบที่ชื่อ CentOS หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แค่ลบโลโก้ออก แล้วแจกฟรีไม่มีค่าสมาชิก
แค่นั้นยังไม่พอ เจอตอใหญ่กว่าเดิมเมื่อ Oracle กระโดดลงมาเล่นตลาดนี้ด้วย
Oracle ทำระบบปฏิบัติการที่เข้ากันได้เป๊ะๆ ออกมาขายตัดราคาแย่งลูกค้ากันดื้อๆ
บอกเลยว่างานนี้มีเหงื่อตกแน่ๆ ถ้าเป็นบริษัททั่วไปคงลดราคาแลกหมัดไปแล้ว
แต่ระดับ Red Hat พวกเขาไม่มานั่งลดราคาให้เสียแบรนด์ ผู้บริหารเขามองการณ์ไกลกว่านั้น
มองว่าถ้าสู้แค่เรื่องราคาเดี๋ยวก็พังกันหมด ก็เลยเอาเงินไปกว้านซื้อบริษัทซอฟต์แวร์อื่นๆ มารวมร่างกันซะเลย
ซื้อทั้งบริษัททำมิดเดิลแวร์ ซื้อทั้งบริษัททำระบบเสมือน พอเอาของดีมารวมกัน ลูกค้าองค์กรก็ยิ่งหนีไปไหนไม่ได้…
พวกเขาสร้าง ecosystem ของตัวเองจนแข็งแกร่ง องค์กรต้องพึ่งพาระบบแบบครบวงจรเหนียวแน่นกว่าเดิม
รายได้ของบริษัทก็เลยพุ่งทะยานจากหลักสิบล้าน กลายเป็นเกือบ 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาไม่กี่ปี
1
และแล้วโลกเทคโนโลยีก็หมุนไปอีกรอบ เข้าสู่ยุคของการใช้คลาวด์ องค์กรต่างๆ เลิกซื้อเซิร์ฟเวอร์มาตั้งไว้ในออฟฟิศ
ทุกคนหันไปเช่าพื้นที่คลาวด์จากบริษัทอื่นแทน โจทย์ใหม่คือทำยังไงให้แอปพลิเคชันมันรันได้ทุกที่แบบไม่มีสะดุด
Red Hat ก็หูตาไว รีบชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วยการเปิดตัวแพลตฟอร์มเจ๋งๆ ออกมาตอบโจทย์
มันเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักพัฒนาจัดการแอปพลิเคชันบนคลาวด์ได้แบบชิลๆ รองรับการทำงานอันซับซ้อนไปจนถึงขั้นเป็นรากฐานให้เทคโนโลยีระดับสูงอย่าง “AI”
จากบริษัทขายแผ่นซีดี ตอนนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญของระบบคลาวด์ระดับโลกไปแล้ว รายได้กระโดดทะลุไปถึง 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2018…
ความสำเร็จระดับนี้ไปเตะตาพันธมิตรเก่าแก่อย่าง IBM เข้าอย่างจัง ตอนนั้น IBM กำลังปวดหัวหนัก เพราะลูกค้ามีระบบกระจัดกระจายไปหมด
IBM ต้องการเครื่องมือมาช่วยจัดการความวุ่นวายนี้ และ Red Hat ก็คือคำตอบสุดท้ายที่รอคอยมานาน
ในที่สุด IBM ก็เลยยอมทุ่มเงินมหาศาลถึง 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ เป็นดีลช็อกโลกที่ฮือฮากันไปทั้งบาง
เรื่องราวทั้งหมดมันสอนให้เรารู้ว่า ของฟรีบนโลกใบนี้มันมีอยู่จริง แต่มันจะไม่มีค่าเลย ถ้าเราไม่รู้จักสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับมัน
พวกเขาเห็นปัญหาของคนอื่น แล้วเปลี่ยนความยุ่งยากนั้นมาเป็นบริการที่คนยอมควักเงินจ่าย
พร้อมที่จะทิ้งความสำเร็จเดิมๆ เพื่อก้าวไปหาโอกาสที่ใหญ่กว่าอยู่เสมอ…
การขายของที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ฟังดูเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่โมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่งต่างหากคือของจริง
ถึงจะไม่ได้ผูกขาดเทคโนโลยี แต่ถ้าเราผูกขาดใจลูกค้าและบริการได้ ยังไงก็รอด
1
References : [redhat, ibm, wikipedia, forbes, techcrunch]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here https://www.tharadhol.com/tracing-red-hats-path/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา