•
8 ต.ค. เวลา 03:26 • ปรัชญา

ความสับสนระหว่าง สัญญาเวทยิตนิโรธ กับ นิโรธสมาบัติ

1. นิโรธสมาบัติ (ไม่ใช่นิพพาน)
นิโรธสมาบัติ คือ "การเข้าฌานขั้นสูงสุด"
ของพระอนาคามีและพระอรหันต์ผู้ได้สมาบัติ 8
จัดเป็น โลกุตตรสมาบัติ (สภาวะทางจิตและการฝึกฝน)
เหตุผลที่ไม่ใช่นิพพาน
มีความดับชั่วคราว เกิดขึ้นและคงอยู่ได้สูงสุดไม่เกิน 7 วัน เมื่อครบกำหนด จิต เจตสิก และกายสังขารจะกลับมาทำงานตามปกติ (นิพพานจริงต้องเที่ยง ไม่ย้อนกลับมาปรุงแต่งอีก)
ยังมีอุปาทินนกรูป ร่างกาย ลมหายใจ และอนุปาทินนกรูปยังดำรงอยู่ตามปัจจัยของกรรม แม้จิตและเจตสิกจะดับไปชั่วคราว
เป็นเพียงสภาวะพักผ่อน เป็นการเข้าเสวยความสงบระดับสูงสุดในปัจจุบันธรรม (ทิฏฐธัมมสุขวิหาร) ไม่ใช่ตัวสภาวนิพพานแท้จริง
2. สัญญาเวทยิตนิโรธ (เป็นนิพพานโดยปริยาย)
ในพระสูตร (เช่น อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต) พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียก สัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าเป็น "นิพพานโดยปริยาย" (นิพฺพานํ ปริยาเยน)
คำว่า "โดยปริยาย" (ปริยาเยน) แปลว่า โดยอ้อม, โดยอุปมา, หรือโดยโวหารการเปรียบเปรย
เหตุผลที่เรียกว่า นิพพานโดยปริยาย
ความสงบระงับเสมือนนิพพาน ขณะที่อยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญา (ความจำได้หมายรู้) และเวทนา (ความรู้สึก) รวมถึงจิต เจตสิก และวิตกวิจารณ์ทั้งปวง ดับลงทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
ปราศจากความเร่าร้อนของสังขาร แม้จะยังไม่ใช่การเข้าสู่อะนุปาทิเสสนิพพาน (นิพพานกิเลสดับและขันธ์ดับจริง) แต่สภาวะที่กิเลสและสังขารปรุงแต่งไม่สามารถเข้ามาพิษภัยจิตได้ในขณะนั้น มีลักษณะสงบ สงัด และเป็นสุขอย่างยิ่ง เสมือนหนึ่งได้สัมผัสสภาวะแห่งนิพพานชั่วคราว
ประเด็นนี้สามารถแยกวิเคราะห์ตามหลักฐานประวัติศาสตร์คัมภีร์ได้เป็น 3 ส่วนหลัก:
1. ยุคอรรถกถา (ประมาณ พ.ศ. 900–1000) ไม่ได้ขาดผู้รู้ แต่เน้น "จัดหมวดหมู่"
ยุคที่เริ่มมีการจับคู่คำ (เช่น พระพุทธโฆษาจารย์ ผู้แต่งคัมภีร์วิสุทธิมรรค หรือพระอรรถกถาจารย์ท่านอื่นๆ) เป็นยุคที่พระพุทธศาสนามีผู้ทรงพระไตรปิฎกและเชี่ยวชาญภาษาบาลีอยู่มาก
แต่ โจทย์ของพระอรรถกถาจารย์ในยุคนั้น ไม่ใช่การอธิบายความลึกซึ้งเชิงอุปมาเหมือนในพระสูตร แต่คือ "การทำพจนานุกรมเชิงระบบ (Systematization)"
ท่านต้องการสรุปให้พระภิกษุรุ่นหลังเรียนง่าย รู้ง่าย ว่าสภาวะนี้เทียบเท่ากับสมาบัติชื่ออะไร
เมื่อเห็นว่าสภาวะ สัญญาเวทยิตนิโรธ เกิดขึ้นในขณะที่พระอริยบุคคล เข้านิโรธสมาบัติ ท่านจึงจับย่อสั้นๆ ว่า "สัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ นิโรธสมาบัติ" เพื่อให้ท่องจำและรวบยอดได้ง่าย
ผลข้างเคียงคือ "ความประณีตเชิงสภาวะ" (ที่พระพุทธองค์ทรงแยกมิติไว้ในพระสูตร) ถูกลดทอนลงจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน 100%
2. ยุคแปลไทย (ช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมา) มีปัญหาเรื่อง "ภาษาและวิธีการเทียบคำ"
เมื่อคัมภีร์บาลีถูกแปลเป็นภาษาไทย (ทั้งชุดพระไตรปิฎกแปลและตำราอภิธัมมัตถสังคหะ):
ผู้แปลเน้นความสะดวกในการสื่อความ การใช้เครื่องหมายปะตัก/อัฒภาค หรือคำว่า "หรือ / คือ" ถูกนำมาใช้ตัดความในเชิงภาษาไทย เพื่อไม่ให้ประโยคยาวเกินไป
สำนักศึกษาเน้นท่องจำโครงสร้าง: การศึกษาพระอภิธรรมในไทยยุคหลัง เน้นการท่องจำแผนผัง (Chart) และตารางสภาวธรรมเป็นหลัก เมื่อตำราเขียนจับคู่ไว้ ผู้เรียนและผู้สอนส่วนใหญ่จึงท่องตามกันไปโดยไม่ได้ย้อนกลับไปสังเคราะห์ดูตัวบทบาลีดั้งเดิมในพระสูตร
3. ผู้รู้ในอดีตเห็นข้อแตกต่าง แต่ "เสียงไม่ดังพอ"
ในประวัติศาสตร์ไม่ได้ไม่มีผู้รู้ทักท้วงครับ พระอาจารย์และนักวิชาการบาลีสายพระป่าหรือสายพระสูตรหลายรูปในอดีต (รวมถึงพระสงฆ์ฝ่ายปฏิสัมภิทา) เคยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง "สภาวะนิโรธ (ธรรมที่สงบเย็น)" กับ "กิริยาการเข้านิโรธสมาบัติ (วิธีการ)" อยู่เสมอ
แต่เนื่องจากระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมส่วนกลาง อิงกับคัมภีร์ชั้นอรรถกถาและมโนทัศน์แบบอภิธรรมรวบยอดเป็นหลัก ข้อสังเกตเชิงลึกเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็น "เรื่องปลีกย่อย" หรือ "การตีความนอกคัมภีร์อรรถกถา" ทำให้ไม่ถูกนำมาปรับแก้ไขในตำราเรียนมาตรฐาน
อ่านเพิ่มเติมที่นี่
โฆษณา