8 ต.ค. เวลา 07:54 • ปรัชญา
อยู่กับโลก มีแต่กรรม มีตา .ไปมอง เห็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ ก็อยากได้ เห็นรูปสวยรูปงาม ก็อยากเอามาอยู่ใกล้ๆ ใครไปคนสั่งกาย ให้ไปหยิบ เอามา . ขนมา วางไว้ใกล้ตัว เอาวัตถุสิ่งไม่มีชีวิตมาอยู่ใกล้ มันก็วางเฉย ตั้งอยู่เฉย ไปเอาสิ่งมาชีวิตมาอยู่ใกล้ เป็นหมาแมว ก็ไม่เท่า มันกินแล้ว มันก็ไปหาที่นอน ไปเอา .รูปหญิงชาย มาเป็นอยู่ใกล้ .รูปนี้ มันพูดได้ .มันบ่นได้ .บ้างก็ด่าได้ด้วย เวลาทำอะไรไม่ถูกใจรูปนั้น . มันเป็นรูปที่มีอารมณ์กรรมใหลผ่าน .มีอารมณ์ดีอารมณ์เสีย. ต้องดูดี . เวลาเข้สใกล้ อารมณ์ดีมั่ยน่ะ .
เราก็ไม่อยากไปตัดสินใจใครทั้งนั้น เพราะรูปนั้น .เป็นเพียงมายาที่อารมณ์ปรุงแต่ง ตา..เราก็ดี .ก็มองเฉย ไม่ได้เอามาคิดนึก ยึดให้มามี๕วามสำคัญ . ก็รูปนั้น เป็นเพียงมายา เดี๋ยวมันก็เปลี่ยนแปลง ไปแก่เฒ่าชรา .เราก็ดูเป็นธรรมชาติของรูปนั้น .เกิดแล้วก็ดับ .ไม่เอามายึดถืออะไรทั้งนั่น
เรามาเพียงจิต อยู่กับโลก มีตามีหู ไปสัมผัส . โอ้ว. มายาที่เกิดที่กายเรา .มันก็เกิดขึ้น . โอ้ว..นี้มันกรรมทั้งนั้น ทุกข์ทั้งนั้น . เหมือนอยู่ในน้ำคลำ บ่อโคลนปลักควาย เราก็หาเวลาปลีกตัว ไปหาสถานที่ สงบ สงบกายใจ ไม่ไปสัมผัส น้ำคลำ .นั่นชั่วขณะหนึ่ง ก็ไปเข้าวัด ปลีกตัว ไปวัด .
จิตเข้าวัด ..วัดใหญ่ วัดใหญ่ธิมาวกร วัดจิต วัดกายใจ ทำให้สงบ กายก็เป็นสุข สุขกายสุขใจ ชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังดี ดีที่ไม่มีอารมณ์ รบกวนจิต ไม่มีอารมณ์แห่วไฟ เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังเี ที่ได้พักกายพักจิต . ว่างเว้นอารมณ์ตัวกระทำ จิตก็มีความสุข อยู่กัยตนเอง
โฆษณา