Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
8 ต.ค. เวลา 12:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
อาวุธลับ AI อเมริกาคือคนจีน? แบนฮาร์ดแวร์ แต่ดันลืมแบน “สมอง”
เมื่อต้นปีที่ผ่านมาวงการไอทีต่างฮือฮากับการเปิดตัวโมเดลสร้างรูปภาพตัวใหม่จากค่าย OpenAI
วิดีโอเปิดตัวนั้นเราจะได้เห็น Sam Altman นั่งอยู่บนโซฟาพร้อมกับทีมนักวิจัย
มองเผินๆ นี่คือภาพความยิ่งใหญ่ของบริษัทอเมริกันที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่
แต่ถ้าลองซูมดูหน้าจอดีๆ จะเห็นความจริงบางอย่างที่ทำเอาหลายคนถึงกับอึ้งไปเลย
เพราะทีมงานเบื้องหลังบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกตอนนี้ดันเป็นชาวเอเชียแทบจะทั้งสิ้น…
พักหลังมานี้เรามักจะได้ยินข่าวสหรัฐอเมริกากำลังทำสงครามเทคโนโลยีกับจีนอย่างดุเดือด
รัฐบาลวอชิงตันงัดสารพัดวิธีมาสกัดดาวรุ่ง ทั้งแบนชิปประมวลผลและขึ้นบัญชีดำบริษัทจีน
แถมยังพยายามตัดขาดจีนออกจาก ecosystem เทคโนโลยีของอเมริกาแบบถอนรากถอนโคน
แต่ภายใต้ฉากหน้าของการฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย กลับมีความย้อนแย้งสุดๆ ซ่อนอยู่
เพราะอุตสาหกรรม AI ของอเมริกาเองกลับต้องพึ่งพามันสมองระดับหัวกะทิจากประเทศจีนแบบขาดไม่ได้เลย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ลองมองย้อนกลับไปในช่วงยุค 90s ที่ยุคดอตคอมกำลังบูมสุดขีด
ตอนนั้นอเมริกาใช้วิธีดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกด้วยวีซ่าทำงานและโอกาสก้าวหน้าที่เหนือกว่า
นโยบายสมองไหลหรือ “Brain Drain” กลายเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้ฝั่งตะวันตกยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้
วิศวกรและโปรแกรมเมอร์จากทั่วโลกต่างมองอเมริกาเป็นสวรรค์ของการขุดทองในยุคดิจิทัล
ในขณะที่จีนเองในช่วงเวลานั้นก็ซุ่มเงียบสร้างสายพานการผลิตวิศวกรผ่านระบบมหาวิทยาลัย
รัฐบาลจีนทุ่มงบมหาศาลเพื่อปั้นเด็กวิทย์และวิศวกร ปูรากฐานให้ประเทศแบบเงียบๆ…
ทุกวันนี้จีนผลิตบัณฑิตสาย STEM ซึ่งก็คือกลุ่มวิทย์และเทคโน ได้ถึง 3.5 ล้านคนต่อปี
ในขณะที่อเมริกามีกำลังผลิตบัณฑิตกลุ่มนี้แค่ประมาณ 820,000 คนต่อปีเท่านั้นเอง
ตัวเลขผู้จบปริญญาเอกสายนี้ของจีนก็แซงหน้าอเมริกาไปตั้งแต่ปี 2007 แบบไม่เห็นฝุ่น
ใครจะไปเชื่อว่ากว่า 40% ของเด็กจบใหม่ในจีนคือคนที่ถือวุฒิสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรม ส่วนในอเมริกาตัวเลขเด็กจบสายนี้กลับมีเพียงแค่ 20% เท่านั้น
พอจีนมีปริมาณคนเก่งเยอะ อเมริกาก็สวมบทป๋าใจป้ำ เอาเงินทุนและสภาพแวดล้อมสุดหรูมาล่อ
อเมริกามีทุนวิจัยมหาศาล มีบริษัทเอกชนที่กล้าจ่ายเงินเดือนแพงลิ่วแบบที่ไม่มีใครกล้าสู้
เมื่อฝ่ายนึงผลิตคนเก่งออกมาไม่อั้น อีกฝ่ายก็มีเงินเปย์ไม่อั้น มันก็เลยกลายเป็นสมการที่ลงตัวสุดๆ
คนเก่งๆ ระดับหัวกะทิของจีนก็เลยตีตั๋วบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาสร้างผลงานที่แคลิฟอร์เนียกันหมด
เราลองมาดูชื่อของตัวท็อปในวงการ AI ของอเมริกากันดีกว่า ว่ามีใครบ้างที่สั่นสะเทือนวงการได้…
เริ่มที่ Kaiming He บัณฑิตสุดเทพจากมหาวิทยาลัย Tsinghua รุ่นปี 2007
เขาคนนี้คือคนที่คิดค้นนวัตกรรมที่เรียกว่า ResNet ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาโครงข่ายประสาทเทียมแบบพลิกวงการ
ไอเดียของเขาทำให้ AI สามารถประมวลผลข้อมูลได้ลึกซึ้งขึ้นโดยที่ระบบไม่รวนหรือพังไปซะก่อน
งานวิจัยชิ้นนี้เจ๋งแค่ไหน ก็แค่มียอดการอ้างอิงไปแล้วกว่า 347,000 ครั้งเท่านั้นเอง
นี่คือหนึ่งในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกนำไปใช้ต่อยอดมากที่สุดในศตวรรษที่ 21 เลยเชียว
ทุกสิ่งที่เราใช้งานกันทุกวันนี้ที่ขับเคลื่อนด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ล้วนพึ่งพารากฐานจากผู้ชายคนนี้
แล้วก็ไม่ได้มีแค่คนเดียวนี่สิ ยังมี Hua Huang Chang บัณฑิตหัวกะทิจาก Tsinghua อีกคน
เธอคนนี้เดินทางข้ามทวีปมาจบปริญญาเอกจาก Princeton แล้วก็ไปสร้างเทคโนโลยีเจ๋งๆ ให้กับค่าย Google
เธอมุ่งมั่นพัฒนาระบบจนโดน OpenAI ดึงตัวมาร่วมสร้างระบบประมวลผลรูปภาพสุดเทพใน GPT-4o
ก่อนที่บริษัทคู่แข่งอย่าง Meta จะทุ่มทุนดึงตัวเธอไปร่วมงานในเวลาต่อมา
ผลงานของเธอคือการสอนให้ AI รู้จักสร้างรูปภาพแบบเนียนกริบ ไม่ใช่แค่วาดจากซ้ายไปขวาทื่อๆ
เทคโนโลยีนี้แหละที่เป็นเบื้องหลังความมหัศจรรย์ที่เราเห็นกันในหน้าจอทุกวันนี้…
หรืออย่าง Jia Huahoo อดีตนักศึกษาจากจีนที่บินมาเรียนต่อที่รัฐ Illinois
เขาคนนี้คือเสาหลักในการบริหารทีมที่สร้างโมเดลการให้เหตุผล ซึ่งถือเป็นมันสมองชั้นยอดของยุคนี้
ถ้าขาดหัวกะทิชาวจีนพวกนี้ไป ไทม์ไลน์การเปิดตัวเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกของอเมริกาอาจต้องดีเลย์ไปอีกหลายปี
นี่เรายังไม่ได้พูดถึง Shung Jai Jao ที่เป็นถึงหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของ Meta อีกคน
หรือ Shu Xiao Bi ผู้พัฒนาระบบเสียงสนทนาสุดล้ำที่ตอบโต้กับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
คนพวกนี้ไม่ได้เป็นแค่นักวิจัยธรรมดา แต่พวกเขาคือ “รากฐาน” ของนวัตกรรมโลกอย่างแท้จริง
ฟังดูแล้วอเมริกาก็เหมือนจะถือไพ่เหนือกว่าใช่มั๊ยครับ ที่ดึงดูดคนเก่งๆ มาสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองได้
ตัวเลขสถิติบอกเลยว่า 79% ของคนที่จบปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ในอเมริกาคือชาวต่างชาติ
และในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ตัวเลขคนต่างชาติพุ่งสูงขึ้นไปถึง 87%
วงการเทคโนโลยีขั้นสูงของอเมริกาไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยคนอเมริกันแท้ๆ มานานแล้ว
คนต่างชาติที่มาเรียนจบปริญญาเอกที่นี่ มักจะเลือกปักหลักทำงานและตั้งรกรากในอเมริกาต่อไป…
เหตุผลก็เข้าใจได้ง่ายมาก พอเรียนจบก็มีเพื่อน มีคนรู้จัก และเริ่มสร้างครอบครัวอยู่ที่นั่น
ต้นทุนในการทิ้งหน้าที่การงานแล้วย้ายกลับประเทศบ้านเกิดมันสูงเกินกว่าจะรับไหว
อเมริกาก็เลยได้เสวยสุขกับผลประโยชน์ตรงนี้มาตลอดแบบไม่ต้องเหนื่อยปั้นคนเองตั้งแต่ต้น
แต่… โลกนี้มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป โดยเฉพาะในเกมการเมือง
พอจีนเริ่มผงาด รัฐบาลวอชิงตันก็เริ่มนั่งไม่ติด และงัดมาตรการสกัดกั้นขั้นเด็ดขาดออกมาใช้
ย้อนกลับไปปี 2022 สหรัฐฯ เปลี่ยนแผนมาจำกัดการส่งออกชิปประมวลผลขั้นสูงแบบเอาจริงเอาจัง
ดึงพันธมิตรระดับโลกอย่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์มาร่วมวงแบนเครื่องจักรผลิตชิปด้วย
พยายามสกัดทุกวิถีทางไม่ให้จีนเข้าถึงหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูงที่เป็นหัวใจสำคัญของการเทรน AI
รัฐบาลอเมริกาพยายามตามอุดรอยรั่วทุกจุด ถึงขั้นแบนชิปรุ่นลดสเปกที่ผลิตมาเพื่อขายจีนโดยเฉพาะ
แต่ความตลกร้ายมันอยู่ตรงที่ อเมริกามัวแต่แบนฮาร์ดแวร์ แบนเศษเหล็กและซิลิคอน…
แต่กลับปล่อยให้หัวกะทิที่มีมันสมองในการสร้าง AI เดินถือวีซ่านักเรียนเข้ามาทำงานชิลๆ
รัฐบาลสามารถสั่งแบนชิปราคาแพงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สั่งแบนความรู้ในหัวของคนไม่ได้
มีมุมมองที่น่าสนใจจากผู้นำในวงการที่มองเรื่องนี้ต่างกันแบบสุดขั้วจนน่าเก็บมาคิด
Alexander Wang ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่าย AI ของ Meta ออกมาเตือนแรงๆ ต่อหน้ารัฐสภาเลย
เขาบอกว่านี่คือเรื่องความมั่นคง อเมริกาต้องหยุดขายข้อมูลให้จีนเด็ดขาด ใครทำถือว่าขายชาติ
Wang มองว่าจีนเอาเทคโนโลยีไปใช้เพื่อการเฝ้าระวังตัวประชาชน ซึ่งเป็นภัยคุกคามระยะยาว
แต่ตัดภาพมาที่บริษัทของเขาเอง วิศวกรตัวหลักร้อยละเจ็ดสิบก็จบการศึกษาจากจีนทั้งนั้น
ในขณะที่ Jensen Huang ซีอีโอคนดังของ Nvidia กลับมองโลกตามความเป็นจริงและใจเย็นกว่า
เขาบอกความจริงที่เจ็บปวดว่า จีนคือโรงงานผลิตหัวกะทิที่ใหญ่ที่สุด และอเมริกาก็เสพติดคนพวกนี้ไปแล้ว
ถ้าอเมริกาไปตัดขาดเทคโนโลยีแบบหักดิบ คนที่จะซวยและโดนแช่แข็งก็คืออเมริกาเองนี่แหละ…
แรงกดดันทางการเมืองทำให้อเมริกาเริ่มตื่นตัว และเริ่มเพิกถอนวีซ่านักศึกษาชาวจีนอย่างจริงจัง
ฝั่งจีนเองก็รู้ทันเกม เลยสั่งห้ามนักวิจัยตัวท็อปเดินทางไปอเมริกาเพื่อป้องกันการโดนสกัด
และสิ่งที่หลายคนกลัวมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อมังกรเริ่มตื่นจากการหลับใหลอย่างสมบูรณ์แบบ
ปี 2023 มีห้องปฏิบัติการวิจัยชื่อ DeepSeek โผล่ขึ้นมาในเมืองหางโจวแบบไม่มีใครคาดคิด
บริษัทนี้มีทีมงานไม่ถึง 200 คน และแทบจะไม่มีใครเคยไปเรียนหรือทำงานเมืองนอกมาก่อนเลย
ทีมงานทั้งหมดคือเด็กจบใหม่และวิศวกรหนุ่มสาวที่สร้างผลงานจากแผ่นดินแม่ร้อยเปอร์เซ็นต์
ผู้ก่อตั้งบริษัทบอกแบบเลยว่า ช่องว่างระหว่างจีนกับอเมริกาคือเรื่องทรัพยากรเครื่องจักรเท่านั้น
แต่เรื่องขีดความสามารถของคน มันไม่มีช่องว่างอะไรเลย พวกเขาคือมันสมองระดับเดียวกัน
แค่คนนึงบินไปอเมริกา ส่วนอีกคนเลือกที่จะปักหลักสร้างผลงานที่บ้านเกิดเพื่อรอวันผงาด
แล้วจุดพีกก็มาถึงในช่วงต้นปี 2025 เมื่อ DeepSeek ปล่อยโมเดล R1 ออกมาเขย่าโลกทั้งใบ…
โมเดลตัวนี้สามารถคิดวิเคราะห์ให้เหตุผลเป็นขั้นเป็นตอนได้ในระดับเดียวกับโมเดลตัวท็อปของโลก
ทำเอาตลาดหุ้นปั่นป่วนไปหมด นักลงทุนต่างพากันเทขายหุ้นเทคฝั่งอเมริกาด้วยความตกใจ
บริษัทจากหางโจวแห่งนี้ระดมทุนได้มหาศาล ดันมูลค่าพุ่งทะลุ 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐแบบสวยๆ
นี่คือการตบหน้าซิลิคอนแวลลีย์ฉาดใหญ่ และพิสูจน์ให้เห็นว่าจีนไม่ง้อความรู้จากอเมริกาอีกต่อไป
สถิติล่าสุดชี้ชัดเลยว่า หัวกะทิชาวจีนเลือกทำงานในประเทศหลังเรียนจบสูงขึ้นถึง 68%
ส่วนคนที่ไปเรียนเมืองนอกแล้วบินกลับมาทำงานที่บ้านเกิดก็เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปี
มนต์ขลังของดินแดนแห่งเสรีภาพเริ่มเสื่อมลง คนต่างชาติเริ่มเก็บกระเป๋ากลับบ้านกันมากขึ้น
ตัวเลขนักศึกษาปริญญาเอกสายฟิสิกส์ที่หนีออกจากอเมริกาหลังเรียนจบ พุ่งสูงที่สุดในรอบสามสิบปี
ภาพมายาที่ว่าสุดยอดนักวิจัยต้องทำงานในอเมริกาเท่านั้น กำลังถูกทำลายลงอย่างราบคาบ
อเมริกาอาจจะเดินเกมพลาดอย่างแรง ที่ไปโฟกัสแต่การสกัดกั้นฮาร์ดแวร์ที่จับต้องได้เพียงอย่างเดียว…
รัฐบาลออกกฎหมายแบนชิปและเครื่องจักรได้ แต่ไม่มีกฎหมายไหนไปแบน “สมอง” ของคนได้
จีนกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อัจฉริยะของพวกเขาไม่จำเป็นต้องหนีไปไหนก็สร้างของระดับโลกได้
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมครั้งนี้ กำลังจะพลิกโฉมหน้าสงครามเทคโนโลยีไปตลอดกาล
ถ้าคนเก่งๆ ไม่ยอมไหลเข้าอเมริกาเหมือนเมื่อก่อน อเมริกาจะเอาทรัพยากรมนุษย์ที่ไหนไปสู้
หมากกระดานนี้จากที่กะจะตัดเส้นเลือดใหญ่คู่แข่ง อาจจะกลายเป็นการบีบให้คู่แข่งเก่งขึ้นกว่าเดิมซะงั้น
สรุปแล้วการคว่ำบาตรเทคโนโลยีครั้งนี้ อเมริกาอาจจะเป็นฝ่ายที่ต้องมานั่งเสียใจเองในตอนจบ
เพราะยิ่งกดดันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้จีนเร่งพัฒนาตัวเองให้พึ่งพาคนอื่นน้อยลงเท่านั้นนั่นเองครับผม
References : [bloomberg, reuters, scmp, theinformation, wsj]
1
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/us-ai-was-created-by-china/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
จีน
การลงทุน
เทคโนโลยี
4 บันทึก
11
2
3
4
11
2
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย