ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนั้นคือ การถือกำเนิดของ 2 สถาบันที่เป็นเสาหลักของระบบเศรษฐกิจการเงินระหว่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็คือ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund: IMF) และ กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) แม้ทั้งสองสถาบันจะถือกำเนิดจากจุดเดียวกัน แต่ก็มีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
IMF ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 191 ประเทศ ทำหน้าที่ดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินระหว่างประเทศ ผ่านการติดตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก (Article IV Consultation) และพร้อมให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหาดุลการชำระเงินหรือวิกฤตทางเศรษฐกิจ
ด้าน World Bank Group ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 189 ประเทศ มุ่งเน้นการพัฒนาในระยะยาว ตั้งแต่การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทุนมนุษย์ การลดความยากจน ไปจนถึงการรับมือกับความท้าทายร่วมสมัย เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินงานผ่านองค์กรในเครือ 5 แห่ง[1]
ทั้งสองสถาบันมีลักษณะการบริหารคล้ายบริษัทที่ประเทศสมาชิกเป็นผู้ถือหุ้นร่วมกัน อำนาจสูงสุดอยู่ที่ “สภาผู้ว่าการ” (Board of Governors) ซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิกทุกประเทศ โดยสภาผู้ว่าการจะประชุมพร้อมหน้าปีละ 1 ครั้ง เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญร่วมกัน จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2489 ซึ่งก็คือต้นกำเนิดของการประชุม “IMF-World Bank Group Annual Meetings”
ด้วยเหตุนี้ Annual Meetings จึงไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปี แต่ยังเป็นเวทีสูงสุดของ IMF และ World Bank Group ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุดที่ประเทศสมาชิกใช้กำหนดทิศทางของระบบเศรษฐกิจการเงินโลกร่วมกัน
การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งของไทย
การประชุม the IMF-World Bank Group Annual Meetings มีธรรมเนียมคือจัดประชุมที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สองปีติดต่อกัน แล้วสลับไปยังประเทศสมาชิกในปีที่สาม แต่การจะได้เป็นเจ้าภาพนั้นไม่ได้มีระบบหมุนเวียนไปทุกทวีปแบบฟุตบอลโลกหรือโอลิมปิก และไม่ได้หมุนเวียนอัตโนมัติตามลำดับสมาชิกแบบอาเซียน ประเทศที่สนใจจะต้องยื่นข้อเสนอและแสดงความพร้อมด้านต่าง ๆ ตามมาตรฐานของ IMF และ World Bank Group
เมื่อปี 2567 ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่ยื่นข้อเสนอขอเป็นเจ้าภาพการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings แต่ละประเทศที่ยื่นข้อเสนอจะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เข้มข้น เพื่อพิจารณาความพร้อมว่าจะสามารถรองรับการประชุมที่มีความซับซ้อนและมาตรฐานสูงที่สุดงานหนึ่งของโลกได้จริง
หัวใจของการประชุมคือ การตัดสินใจประเด็นสำคัญของสภาผู้ว่าการ IMF และ World Bank Group ตั้งแต่การรับสมาชิกใหม่ การกำหนดโควตา การเพิ่มทุน ไปจนถึงการแก้ไขธรรมนูญที่อยู่ในอำนาจของสภาผู้ว่าการ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการระดับรัฐมนตรี 2 ชุด ได้แก่ คณะกรรมการการเงินและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Monetary and Financial Committee: IMFC) และ คณะกรรมการเพื่อการพัฒนา (Development Committee) ทำหน้าที่สะท้อนเสียงของสมาชิกทั้งหมดผ่านระบบกลุ่มประเทศ
ตลอด 8 ทศวรรษที่ผ่านมา วาระของ Annual Meetings สะท้อนและปรับเปลี่ยนตามบริบทเศรษฐกิจการเงินโลกเสมอ แม้ในการประชุมนี้ IMF และ World Bank Group จะเป็นผู้กำหนดกรอบใหญ่ของการหารือ แต่ประเทศเจ้าภาพก็มีพื้นที่นำเสนอประสบการณ์ในบทสนทนาระดับโลก ซึ่งเหมาะกับช่วงเวลานี้ที่ไทยกำลังปักหมุดตำแหน่งใหม่ในภูมิทัศน์เศรษฐกิจการเงินโลก
ประเทศไทยได้เลือกชูแนวคิดหลัก “ขอบฟ้าใหม่ของไทย : สร้างพลังให้ประชาชน เสริมความพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง” (Thailand’s New Horizons: Empowering People, Building Resilience) เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์การพัฒนาของไทยเข้ากับโจทย์เศรษฐกิจโลก
Showcase ที่โดดเด่นอีกอย่างของประเทศไทยคือ ระบบการเงินดิจิทัล ทั้งพร้อมเพย์ Standard QR code ตลอดจนการชำระเงินข้ามประเทศ (Cross-border QR) การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่ไทยจะได้สะท้อนศักยภาพด้านการพัฒนาภายใต้แนวคิดการสร้างระบบการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง (Safe & Inclusive Digital Finance: SIDF) เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้เห็นว่า นอกจากระบบการเงินดิจิทัลจะต้องมีความสะดวกและรวดเร็วแล้ว ก็ต้องมีความปลอดภัย และทุกคนจะต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ธปท. ได้ผลักดัน “เข็มทิศนโยบาย” ที่จะเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ผ่านกรอบนโยบาย “Bangkok Blueprint” เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเรื่องภัยทุจริตและอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อีกทั้งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเงินยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นผลลัพธ์ภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศไทย IMF และ World Bank Group ที่ประเทศสมาชิกสามารถนำไปอ้างอิงและปรับใช้ได้หลังจบการประชุมอีกด้วย