•
เมื่อวาน เวลา 12:36 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ประเทศไทย

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ Gripen ฝูงใหม่ของไทยไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวบนฟ้า

"จาก F-16 สู่ Gripen ชีวิตใหม่ของท่านโฆษก (พลอากาศเอก จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย เสนาธิการทหารอากาศ) เริ่มต้นขึ้นหลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศเป็นลำดับที่ 1 ของรุ่น เมื่อท่านได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโครงการเชิงยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพอากาศ"
"โดยเฉพาะในโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกองทัพอากาศสู่การปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง (Network-Centric Operation) ในยุคสมัยที่พลอากาศเอกอิทธพร ศุภวงศ์ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศ (ปัจจุบันเกษียณแล้ว)"
"ท่านได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การเจรจาต่อรอง การกำหนดขีดความสามารถของเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ รวมถึงการกำหนดแนวทางการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยี"
Gripen ในการฝึกผสมกับจีน Falcon Strike 2025
"ต่อมาได้รับคัดเลือกให้เป็นหัวหน้าชุดในการนำนักบินชุดแรกซึ่งประกอบด้วยนาวาอากาศโทเจริญ วัฒนศรีมงคล "TONIC'' นาวาอากาศโทณัฏธวุธ ดวงสูงเนิน "NEON" และนาวาอากาศโทพุทธพงศ์ ผลชีวิน "COTTON'' (ปัจจุบันทั้ง 3 ท่านนี้ได้รับยศพลอากาศตรี) ไปเข้ารับการฝึกบินในหลักสูตรครูการบินกับเครื่องบินขับไล่ Gripen ณ ราชอาณาจักรสวีเดน"
"หลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรม พลอากาศโท จักรกฤษณ์ขณะมียศเป็นนาวาอากาศโทได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่เป็น ผู้บังคับฝูงบิน 701 กองบิน 7 จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเป็น ผู้บังคับฝูงบิน Gripen คนแรกของกองทัพอากาศ"
"ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการบิน ท่านโฆษกมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อทั้งสองแพลตฟอร์ม คือ Gripen และ F-16 โดยท่านมีความเห็นว่า F-16 ถึงแม้จะมีอายุการใช้งานเกือบ 40 ปี แต่ก็ยังเป็น "ม้างาน" ที่ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ Gripen ถูกออกแบบมาเพื่องานที่เน้นเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งขีดความสามารถในการปฏิบัติการร่วมกับกำลังทางเรือและระบบเครือข่ายของกองทัพไทย"
ข้อความกล่าวถึงพลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (ยศและคำแหน่งในขณะนั้น)
จากบทความสงคราม Story ตอน J-KNIGHT นักบิน Gripen รุ่นบุกเบิก
Gripen เครื่องเดียวกับที่สมเด็จพระราชินีทรงทำการฝึกบินปล่อยเดี่ยวด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 8 ตุลาคมพ.ศ.2569
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังไม่น่าไว้วางใจ หลังจากที่การปะทะทั้ง 2 รอบนี้ Gripen ก็ได้ทิ้งไข่ใส่เป้าหมายที่ชายแดน บางครั้งก็บินลึกเข้าไปเหนือน่านฟ้ากัมพูชาทำให้กำลังรบฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นอัมพาต ในขณะเดียวกันกองทัพอากาศไทยก็ยังคงเดินหน้าโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen ฝูงใหม่โดยจะเป็น E/F ซึ่งกำลังจะเข้าประจำการที่กองบิน 1 โคราชทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ใกล้จะปลดประจำการหรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านก็เกษียณนั่นเองครับ
ก่อนที่จะเข้าสู่บทความ ขอพื้นที่โฆษณาให้ซักนิดหนึ่งนะครับ สนับสนุนโดยยาดมตรา "โป๊ยเซียน" เป็นยาสามัญประจำบ้าน บรรเทาอาการ วิงเวียนศรีษะ คัดจมูก เนิ่องจากหวัด ใช้ดม ใช้ทา ในหลอดเดียวกัน มีจำหน่ายแล้วตามร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อและตามร้านขายยาทั่วไทย
สำหรับภาพเครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทยที่นำมาเป็นภาพหน้าปกบทความนี้หากท่านใดสนใจให้ผู้เขียนนำไปปริ้นท์เป็นโปสเตอร์ สามารถทักมาหาผู้เขียนใน Facebook ส่วนตัวชื่อ Maverick Nonsak ได้ราคาที่จะให้ท่านโอนเข้าบัญชีก่อนที่ผู้เขียนจะส่งให้ร้านปริ้นท์อยู่ที่ 200 บาท หากท่านใดสนใจขอเลขบัญชีให้ท่านทักมาได้ที่แชทส่วนตัวผู้เขียนนะฮะ
สำหรับค่าปริ้นที่ท่านโอนผ่านทาง Messenger ส่วนตัวด้วยจำนวนเงิน 200 บาทรวมค่าส่ง เมื่อรับโอนแล้วผู้เขียนจะนำยอดนี้ไปใช้ในการปริ้นท์ภาพจำนวนหนึ่ง อีกส่วนที่ได้รับจะนำไปใช้เป็นค่าบำรุงพระพุทธศาสนา ค่าอาหารพระสงฆ์ ค่าถวายสังฆทาน ค่าน้ำ ค่าไฟของวัดและอื่นๆอีกมากมายที่เป็นบุญกุศล
ไม่เพียงเท่านี้รายได้จากการที่ท่านโอนให้ผู้เขียนจำนวนหนึ่งจะนำไปใช้เป็นงบสำหรับส่งเสียให้น้องชายได้เรียนจบมหาวิทยาลัยครบ 4 ปีและเป็นรายได้ให้ตัวผู้เขียนเองในการหาซื้อของดีๆมาขายต่อไป
สมเด็จพระราชินีพร้อมเครื่องบิน Gripen ในฉากหลัง
Gripen ไม่ใช่แค่เครื่องบินรบสมัยใหม่
Gripen ไม่ใช่เครื่องบินรบที่ไม่มีใครไม่รู้จัก
Gripen คือชื่อที่ประวัติศาสตร์ไทยต้องจารึก
"ฟ้าววววววววววววววววววว!"
เสียงเครื่องบินขับไล่ Gripen
เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นแหวกอากาศดังกึกก้องไปทั่วบริเวณกองบิน 6 ดอนเมือง ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 เครื่องบินขับไล่ Gripen C สังกัดฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีหมายเลข 70107 โดดเด่นด้วยลายแพนหางดิ่งทำสีพิเศษฉลองครบรอบ 88 ปี กองทัพอากาศไทยทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเปิดฉากแสดงการบินผาดแผลง ทั้งการหมุนควงสว่าน การบินหงายท้อง การทำท่า Immel Man การเลี้ยววงแคบ และการบินความเร็วต่ำ ลีลาอันดุดันสะกดสายตาเด็กๆ ผู้ปกครอง และเยาวชนผู้หลงใหลในเทคโนโลยีการทหาร
หลังจากการบินผาดแผลง Gripen ก็ร่อนลงจออย่างนิ่มนวลบนรันเวย์กองบิน 6 ดอนเมือง สายตาของเด็กๆและประชาชนผู้เข้าร่วมงานจับตามองอย่างมีความหวังว่าวันหนึ่งนักบิน Gripen E/F ลงมาแจกของที่ระลึกหลังจากเสร็จสิ้นการแสดงการบิน แน่นอนว่ากว่าจะถึงวันนั้นกองทัพอากาศไทยต้องทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นเป็นสำคัญ เพราะหากไม่มีบุคคลากรเหล่านี้กองทัพอากาศไทยจะมีความเข้มแข็งไม่ได้
การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ยังตอกย้ำความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกองทัพอากาศไทย ในฐานะฉลามร้ายแห่งอ่าวไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยมาอย่างยาวนานและเป็นนิมิตหมายสำคัญก่อนที่ไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการต้อนรับฝูงบิน Gripen E/F เข้าประจำการในอนาคต
เครื่องบินขับไล่ Gripen ผ่านการใช้งานจริงครั้งแรกโดยกองทัพอากาศไทยเมื่อปีพ.ศ.2568 โดยปะทะกับกัมพูชาทั้งรอบ 1 และรอบ 2
จุดเริ่มต้นของเครื่องบินขับไล่ Gripen เกิดขึ้น ณ ประเทศสวีเดน ในช่วงยุคสงครามเย็น ขณะนั้นสวีเดนยึดมั่นในนโยบายความเป็นกลางและไม่มีพันธมิตรคอยปกป้อง จึงต้องยืนด้วยลำแข้งตัวเองในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการทหาร เมื่อประเมินว่าฐานทัพอากาศหลักจะถูกทำลายด้วยขีปนาวุธในระลอกแรก สวีเดนจึงคิดค้นหลักนิยม Bas 60 และ Bas 90 เพื่อกระจายกำลังเครื่องบินรบไปปฏิบัติการบนถนนหลวงในป่า หรือทางวิ่งฉุกเฉินที่สั้นเพียง 800 เมตร
วิศวกรจากบริษัท Saab ได้ออกแบบเครื่องบินทรงปีกสามเหลี่ยมทำงานร่วมกับปีกหน้าหรือ Delta-Canard ให้ปฏิบัติการแบบ Smart, Lean, and Deadly รองรับการเติมน้ำมันและติดตั้งอาวุธใหม่ (Turn-around) ภาคพื้นสนามได้เสร็จสิ้นภายในเวลาเพียง 10–20 นาที โดยใช้ช่างเทคนิค 1 คน ร่วมกับทหารเกณฑ์เพียง 5 คน
ความท้าทายสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1988 เมื่อเครื่องบินต้นแบบ JAS 39 หมายเลข 39-1 ขึ้นบินเป็นครั้งแรก แม้จะทำความเร็วได้ Mach 0.8 แต่ระบบควบคุมการบินแบบดิจิทัล (Fly-by-wire) ที่มีความอ่อนไหวสูงมาก ส่งผลให้เครื่องดังกล่าวประสบอุบัติเหตุตกขณะลงจอดในกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1989.ทว่าทีมวิศวกรได้เรียนรู้จากบทเรียนราคาแพง ปรับปรุงซอฟต์แวร์ในเครื่องต่อมาคือหมายเลข 39-2 จนประสบความสำเร็จและกลายมาเป็นเครื่องบินขับไล่ยุค 4.5 ที่ทรงประสิทธิภาพ
วันที่ 24 กรกฎาคมพ.ศ.2568 กองทัพอากาศไทยได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งไข่ใส่กัมพูชา หลังจากนั้นวันที่ 26 กรกฎาคม Gripen C/D ก็ประเดิมทิ้งไข่เป็นครั้งแรกโดยฝีมือนักบินรบไทย
พ.ศ.2554 (ค.ศ.2011) กองทัพอากาศไทยเริ่มรับมอบ Gripen C/D เข้าประจำการ ณ ฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานีจำนวน 6 เครื่องแรกโดยปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ Saab 340 AEW โดยมีนาวาอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย "J-KNIGHT" (ยศในชณะนั้น) เป็นผู้บังคับฝูงบิน 701 คนแรกที่ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่ Gripen
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา Gripen แสดงศักยภาพโดดเด่นในการฝึกระดับนานาชาติ เช่น การฝึก Falcon Strike กับกองทัพอากาศจีน ซึ่ง Gripen สามารถทำแต้มเอาชนะในการรบนอกระยะสายตาได้ถึง 41 ต่อ 9 ครั้งในปีค.ศ.2015 (พ.ศ.2558) รวมทั้งการฝึก Cope Tiger ร่วมกับเครื่องบินรบสหรัฐฯ และสิงคโปร์
ปีพ.ศ.2568 มีปรากฎการณ์อันยิ่งใหญ่ทางการบินอุบัติขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา Gripen C/D ของกองทัพอากาศไทยได้สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกของโลกด้วยการขึ้นปฏิบัติการรบจริงและปล่อยอาวุธจริงโดยทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 ทำลายตำแหน่งปืนใหญ่และรถยิงจรวด BM-21 บริเวณภูมะเขือก่อนที่จะรบในสมรภูมิชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยระเบิดนำวิถีที่มีความแม่นยำสูงทั้งรอบ 1 และรอบ 2 จนกลายเป็นกระแสฮอตที่สำนักข่าวทั้งในไทยและต่างประเทศนำไปลง
Gripen C เครื่องที่สมเด็จพระราชินีทรงทำการบินมรการทำสีพิเศษที่แพนหางดิ่งในวาระครบรอบ 15 ปีการประจำการของเครื่องบินแบบดังกล่าว
ตัดภาพไปที่บริษัท SAAB ประเทศสวีเดนขณะนี้เครื่องบินขับไล่แบบที่ 20ข/ค. (บ.ข.20ข/ค.) หรือ JAS 39 Gripen E/F กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตคาดว่าอีกไม่นานเกินรอ คนไทยอาจได้เห็น Gripen E/F เครื่องแรกขึ้นบินทดสอบพร้อมธงชาติไทยแน่นอน เครื่องบินขับไล่แบบดังกล่าวเป็นการออกแบบและรังสรรค์โครงสร้างภายในใหม่มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับรุ่น C/D เพื่อยกระดับไปสู่เครื่องบินขับไล่ยุค 4.5+ ที่พร้อมสอยเครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ให้ร่วง
มีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ General Electric F414-GE-39E หรือ F414G ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตระกูลเดียวกับที่ใช้ในเครื่องบินขับไล่ F/A-18E/F Super Hornet ให้แรงขับ 64 กิโลนิวตันเมื่อขับแห้ง และพุ่งสูงถึง 98 กิโลนิวตัน (22,000 ปอนด์) เมื่อเปิดสันดาปท้าย ซึ่งให้แรงขับเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20–25%
ในขณะเดียวกัน Gripen E/F สามารถบินด้วยความเร็วเหนือเสียงที่มัค 2 ได้โดยไม่ต้องเปิดสันดาปท้าย (Afterburner) ซึ่งช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมหาศาล นอกจาจะทำความเร็วสูงสุดได้ถึงมัค 2.0 หรือประมาณ 2,450 กม./ชม. ที่ระดับความสูง 50,000 ฟุตแล้วยังมีเพดานบินสูงสุด 52,000 ฟุต (16,000 เมตร) และอัตราไต่สูงถึง 254 เมตร/วินาที
Gripen C ฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี
มีพิสัยการรบ 1,500 กม.สำหรับภารกิจโจมตีภาคพื้นดินและมีพิสัยบินสูงสุดถึง 4,000 กม. เมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงทั้ง 3 ถังนอกลำตัว สำหรับการขึ้น-ลงใช้ระยะทางวิ่งขึ้นเพียง 500 เมตร และระยะทางวิ่งลงจอดเพียง 600 เมตร สามารถปฏิบัติการบนทางวิ่งฉุกเฉินหรือถนนหลวงที่สั้นเพียง 800 เมตรได้อย่างปลอดภัยตามหลักนิยม Bas 90
ลำตัวเครื่องมีความยาว 15.2 เมตร ความกว้างช่วงปีก 8.6 เมตร สูง 4.5 เมตร มีน้ำหนักตัวเปล่าประมาณ 8,000 กก. และมีน้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด (MTOW) เพิ่มขึ้นเป็น 16,500 กก. (16.55 ตัน) ไม่เพียงเท่านี้ วิศวกรได้ย้ายตำแหน่งฐานล้อหลักไปพับเก็บไว้ที่โคนปีกแทนการพับเก็บในลำตัว ทำให้มีพื้นที่ในลำตัวเพิ่มขึ้น สามารถขยายความจุเชื้อเพลิงภายในเพิ่มขึ้นถึง 40% จากเดิมประมาณ 2,400 กก. เป็น 3,400 กก. ช่วยแก้จุดอ่อนเรื่องระยะทางบินได้เป็นอย่างดี
ลำตัวเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ใช้คาร์บอนคอมโพสิตและอลูมิเนียม-ลิเธียมอัลลอยด์ในจุดสำคัญ ทำให้ลำตัวเบา ทนทาน และรองรับแรง G ได้สูงสุดถึง 9G พร้อมทั้งเพิ่มจุดติดอาวุธจาก 8 จุด เป็น10 จุดสามารถบรรทุกอาวุธ ถังเชื้อเพลิงเสริม และกระเปาะสงครามอิเล็กทรอนิกส์รวมกันได้สูงสุดถึง 7,200 กก. (15,900 ปอนด์)
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีขณะทรงร่วมบันทึกพระบรมฉายาลักษณ์กับ Gripen C
ที่ภายในโคนจมูกของเครื่องบินแบบนี้มีเรดาร์ Raven ES05 AESA เป็นเรดาร์แผงเฟสอาร์เรย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งบนแท่นหมุนทำให้สามารถหมุนกวาดสแกนหาเป้าหมายได้กว้างถึง 200 องศา (±100 องศา) เหนือกว่าเรดาร์ AESA ทั่วไปที่กวาดได้เพียง 120 องศา ต้านทานการกวนสัญญาณได้สูงมาก
อีกทั้งมีการติดตั้งระบบตรวจจับอินฟราเรด IRST แบบ Skyward-G ซึ่งถูกออกแบบมาให้ตรวจจับคลื่นความร้อนแบบ Passive โดยไม่ปล่อยคลื่นสัญญาณใดๆ ออกไปทำให้ค้นหาเครื่องบินรบฝ่ายตรงข้ามที่ปิดเรดาร์หลบซ่อนตัวหรือโดรนได้โดยที่ศัตรูไม่รู้ตัว
โดยระบบจะรวบรวมข้อมูลจากเรดาร์, IRST, EW และ Data Link เช่น Link-T และ Saab 340 AEW มาประมวลผลร่วมกัน ซึ่งจะแสดงผลบนจอสัมผัสขนาดใหญ่ Wide Area Display (WAD 19 นิ้ว) พร้อมระบบ AI ช่วยคัดกรองข้อมูลและแนะนำการตัดสินใจยุทธวิธีให้นักบิน รวมถึงใช้งานร่วมกับหมวกศูนย์เล็ง Targo HMD
ระบบ Saab Arexis EW จะถูกติดตั้งในรูปแบบเซ็นเซอร์รอบตัวเครื่อง 360 องศา ใช้ชิป Gallium Nitride (GaN) และเทคโนโลยี DRFM สามารถตรวจจับ วิเคราะห์ และปล่อยคลื่นกวนสัญญาณ (Jamming) เพื่อก่อกวนเรดาร์ศัตรู ตลอดจนสร้างเป้าลวงตา (Ghost Targets) ป้องกันขีปนาวุธได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หากปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชจะเหลือแค่ Gripen E/F เท่านั้นที่จะเป็นผู้ครองฟ้าเพียงหนึ่งเดียวแห่งภาคอีสาน
เขี้ยวเล็บของ Gripen E/F มีทั้งของเก่าจากรุ่น C/D และของใหม่ที่ไม่เคยมีในรุ่นก่อนหน้า อาทิเช่น ปืนใหญ่อากาศ Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. จำนวน 1 กระบอก 120 นัด เฉพาะรุ่น E นั่งเดี่ยว สามารถรองรับขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยไกลเกินระยะสายตา Meteor ขับเคลื่อนด้วย Ramjet ยิงไกลกว่า 150–200 กม. ขีปนาวุธพิสัยใกล้ IRIS-T ที่สามารถล็อกเป้าด้านข้าง/หลังได้ 90–110 องศา รวมทั้ง AIM-120 AMRAAM และ AIM-9 Sidewinder
เป็นที่ทราบกันดีว่า Gripen ที่จะมาลงฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชนั้นหาได้เก่งการรบบนเวหาไม่ มันมีของดีคือขีปนาวุธโจมตีเรือผิวน้ำ RBS-15 Mk.4 Gungnir ซึ่งระยะยิง 250 กม. ขีปนาวุธร่อนเจาะบังเกอร์ทางยุทธศาสตร์ Taurus KEPD 350 (ระยะยิงไกลกว่า 500 กม.) , SPEAR 3 , Brimstone, ระเบิดร่อนแม่นยำสูง SDB I/II (GBU-39/GBU-53) และ GBU-12
ส่วน Gripen F ที่เป็นรุ่น Two-Seater ที่กองทัพอากาศไทยจะนำเข้าประจำการพร้อมกับรุ่น E ที่นั่งเดี่ยวนั้นมีสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์แบบแยกส่วนกล่าวคือแยกซอฟต์แวร์ควบคุมการบิน ออกจากซอฟต์แวร์ภารกิจ (Mission System) ทำให้สามารถอัปเกรดอาวุธและซอฟต์แวร์ใหม่ๆ ได้รวดเร็วเหมือนการอัปเดตแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนโดยไม่ต้องนำเครื่องไปทดสอบการบินใหม่ทั้งเครื่อง
ประกอบกับที่นั่งด้านหลังได้รับการออกแบบให้เป็น Mission Commander / Weapon Systems Officer (WSO) ทำหน้าที่ควบคุมการโจมตีเชิงลึก คุมระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และสั่งการฝูงโดรนรบ (Loyal Wingman / UCAV) ร่วมรบในอนาคต
RTAF Gripen 701TFS.
นอกจากการจัดหาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ของกองทัพอากาศไทยจะมีประโยชน์ในเชิงยุทธการแล้ว นี่ถือเป็นดีลยุทธศาสตร์ทางทหารที่มาพร้อมนโยบายชดเชยการนำเข้า (Offset Policy) ซึ่งได้รับการประเมินว่าจะมอบผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์กลับคืนสู่เศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศไทย คิดเป็นมูลค่าสูงกว่างบประมาณจัดซื้อถึง 130% ขึ้นไป
อีกไม่กี่ปีประเทศไทยจะมีการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair, and Overhaul : MRO) ของเครื่องบินขับไล่ Gripen ในไทย ซึ่งช่วยลดการส่งชิ้นส่วนไปซ่อมในต่างประเทศ เซฟงบประมาณระยะยาว และมีโอกาสพัฒนาต่อยอดเป็นศูนย์ MRO ระดับภูมิภาคสำหรับประเทศในอาเซียนที่ใช้ Gripen ได้ในอนาคต พูดง่ายๆคือประเทศไทยเป็นสวีเดนแห่งเอเชีย
ในขณะเดียวกันสวีเดนจะถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้แก่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย เพื่อให้สามารถผลิตชิ้นส่วนบางประเภทได้เองภายในประเทศภายใต้มาตรฐานการรับรองจากสวีเดน เช่น ยาง, ครีบ/โครงสร้างอากาศยาน และอาวุธที่ติดตั้ง รวมทั้งบริษัท SAAB ร่วมจัดตั้งหน่วยงานวิจัยในประเทศไทย เพื่อพัฒนานวัตกรรมร่วมกันและปรับปรุงระบบตามความต้องการเฉพาะของกองทัพไทย ช่วยยกระดับให้ไทยกลายเป็น "Smart Buyer" ที่มีองค์ความรู้ด้านการวิจัยพัฒนาเองไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ
Gripen ขณะขี้นทำการบินเดี่ยวครั้งแรกโดยสมเด็จพระราชินี
อีกหนึ่งความโชคดีของกองทัพอากาศไทยคือการได้รับสิทธิทางปัญญาและรหัสซอฟต์แวร์ของระบบ Link-T ทำให้กองทัพอากาศสามารถเขียนโปรแกรมเชื่อมต่อ Gripen E/F เข้ากับยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก กองทัพเรือ และปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมการเข้ารหัสสัญญาณได้เองอย่างอิสระตลอดเวลา โดยไม่ต้องขออนุญาตจากประเทศผู้ผลิต
สำหรับพลเรือน Offset ดังกล่าวยังครอบคลุมถึงเรื่องดึงสวีเดนมาลงทุนร่วมในการจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม พร้อมสนับสนุนเทคโนโลยีด้านเกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรมภายในประเทศ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีค่าแรงสูงขึ้นภายในประเทศไทย ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภาพรวม
โดรนกับ Gripen ทำงานร่วมกัน ถือว่าเป็นก้าวใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในกองทัพอากาศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะ Gripen รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างรุ่น F ใช่ครับ Gripen F รุ่น 2 ที่นั่งไม่ได้มีไว้สำหรับการฝึกบินเปลี่ยนแบบเหมือนเครื่องบินขับไล่ F-15 หรือ F-16 ยุคแรกๆ แต่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะให้เป็น Mission Commander
วันที่ 8 ตุลาคมพ.ศ.2569 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่สมเด็จพระราชินีสำเร็จหลักสูตรการบินปล่อยเดี่ยวกับเครื่องบิน Gripen
โดยมีเจ้าหน้าที่ควบคุมระบบอาวุธ (Weapon Systems Officer : WSO) ซึ่งเป็นนักบินที่ 2 ในตำแหน่งที่นั่งหลังจะทำหน้าที่บริหารจัดการระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ การวางแผนโจมตีเชิงลึก และควบคุมสั่งการฝูงโดรนรบ Loyal Wingman ให้บินล่วงหน้าเข้าไปปฏิบัติภารกิจเสี่ยงภัยแทน ขณะที่นักบินด้านหน้ามุ่งเน้นกับการบังคับเครื่อง
เบื้องหลังการทำงานร่วมกับโดรนที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้นั่นคือห้องนักบินของเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ติดตั้งหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ Wide Area Display (WAD) ขนาด 19 นิ้วร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอยทำหน้าที่ประมวลผล คัดกรองข้อมูลมหาศาลจากเซ็นเซอร์รอบตัว (Sensor Fusion) และแสดงผลภาพสนามรบแบบรวมศูนย์ ทำให้นักบินสามารถสั่งการโดรนรบและตัดสินใจทางยุทธวิธีได้อย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที
โดรน Loyal Wingman จะทำหน้าที่เป็นเงารบด่านหน้า บินล่วงหน้าเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงภัยสูงของข้าศึกเพื่อสอดส่อง ล่อเป้าเรดาร์ ก่อกวนสัญญาณ หรือบรรทุกอาวุธ เช่น ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ หรือระเบิดร่อนนำวิถี บินลึกเข้าไปโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ทำให้เครื่องบิน Gripen ปลอดภัยจากการถูกโจมตี เหมือนการนำชีสไปล่อก่อนที่หนูจะเข้ามาติดกับ
ข้อมูลการตรวจจับจากโดรนและ Gripen จะถูกแชร์ผ่านระบบ Link-T เชื่อมต่อเข้ากับเครื่องบินแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า Saab 340 AEW และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ทำให้ทั้งฝูงบินเห็นภาพสนามรบเดียวกันแบบ Real-time ช่วยให้สามารถรู้ก่อน เห็นก่อน และตัดสินใจได้ก่อน
เครื่องบินขับไล่ F-16 ล็อตใหม่ที่กองทัพอากาศไทยอาจนำมาลงจอดที่กองบิน 1 โคราชซึ่งไม่อยู่ในแผนสมุดปกขาวกลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจเพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารท่านหนึ่งมองว่าสมุดปกขาวแก้ได้ ดังนั้นเครื่องบินขับไล่ F-16 อาจได้ไปต่อ
ในระหว่างการจัดหาเครื่องบินขับไล่ JAS-39 Gripen E/F กองทัพอากาศไทย มีแนวทางปรับโครงสร้างกำลังรบหลัก โดยตั้งเป้าลดจำนวนฝูงบินขับไล่หลักจากเดิม 8 ฝูง เหลือเพียง 3 ฝูงบินหลักตามกรอบสมุดปกขาว (RTAF White Paper) ซึ่งประกอบด้วยฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชวางแผนประจำการด้วย Gripen E จำนวน 12 เครื่อง
ต่อมาเป็นฝูงบิน 701 กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ Gripen C/D ส่วนฝูงต่อมาที่อาจอยู่ต่อคือฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ผ่านการปรับปรุงระบบการบิน และวางแผนขยับไปสู่เครื่องบินขับไล่ยุคที่ 5 ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ปมปัญหาสำคัญที่นักปราชญ์สายทหารตั้งข้อสังเกตคือฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ซึ่งเป็นฝูงบินแรกที่ประจำการด้วยเครื่องบินขับไล่ F-16 และยังคงบินอยู่ในขณะนี้ กลับไม่มีรายชื่อเครื่องบินขับไล่แบบใหม่มาทดแทนในสมุดปกขาว และมีกำหนดปลดประจำการไปเงียบๆ ประมาณปีพ.ศ.2578 ทำให้เกิดคำถามว่าการปล่อยให้โรงเก็บเครื่องบินของฝูง 103 กลายเป็นบ้านร้าง จะสร้างช่องว่างทางยุทธการบริเวณชายแดนภาคอีสานหรือไม่
เดิมทีเครื่องบินขับไล่ F-16 Block 70 เคยถูกเสนอชื่อหลังจากที่กองทัพอากาศไทยจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-35 ไม่ได้ แต่ก็กลายเป็นโมฆะไป ส่วนครั้งที่ 2 ก็แพ้ให้ Gripen E/F เพราะทางสวีเดนมีข้อเสนอให้ไทยมากกว่าเครื่องบินรบค่ายอเมริกา
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ การกลับมาจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคการบิน แต่เป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ในการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยเข้ากับสหรัฐฯ โดยตรงเพราะหลังจากที่กองทัพอากาศไทยตัดสินใจเลือก Gripen E/F พร้อมลงฝูงบิน 102 สหรัฐฯ หวังจีบไทยต่อโดยพยายามหว่านล้อมให้ไทยซื้อ F-16 รุ่นใหม่ลงจอดที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช เพื่อรักษาสายสัมพันธ์ทางทหาร
สอดคล้องกับสัญญาณความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น การเดินทางเยือนของเจ้าหน้าที่ระดับสูงกลาโหมสหรัฐฯ การมอบเงินช่วยเหลือด้านกลาโหม 68 ล้านดอลลาร์ และการฝึกร่วม Cobra Gold หรือ Cope Tiger ที่มีฐานหลัก ณ กองบิน 1 โคราช ในขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองอาจให้น้ำหนักกับความสัมพันธ์ทางการทูตและดุลมหาอำนาจเหนือกว่าคะแนนประเมินทางเทคนิค ซึ่งอาจมีคำสั่งให้ กองทัพอากาศไทยทบทวนการจัดหา F-16 อีกครั้ง
หากฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชมีกำหนดทยอยปลดประจำการเครื่องบินขับไล่ F-16 ไปโดยไม่มีเครื่องบินใหม่มาทดแทนจะทำให้ภาคอีสานมีกำลังรบทางอากาศไม่เพียงพอหากต้องรับมือกับกองทัพอากาศกัมพูชาที่มีเครื่องบินขับไล่ยุคใหม่ เพราะฉะนั้นกองบิน 1 โคราชก็เหลือเพียงฝูงบิน 102 ที่ประจำการด้วย Gripen E/F
แม้จะไม่มีชื่อ F-16 Block 70 ในแผนการทดแทน F-16 รุ่นเก่าที่โคราช แต่ Sniper News มองว่าเพื่อไม่ให้เสียมิตรภาพที่มีมายาวนาน อเมริกาจึงอาจเสนอ F-16 ให้ไทยอีกครั้งหวังสานความสัมพันธ์ให้แนบแน่น
สหรัฐฯ เข้าใจดีว่าความสัมพันธ์ทางการทหารกำลังจะจืดลงจึงต้องดัน F-16 รุ่นใหม่ท่ามกลางข่าว Gripen E/F ที่กำลังมาแรงแซงทางโค้ง
หาก F-16 จะมาร่อนลงที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชจึงอาจเป็นการชุบชีวิตฝูงบินเหยี่ยวเวหาที่กำลังจะปิดและทำให้กลายเป็นฝูงบินขับไล่หลักฝูงที่ 4 ของกองทัพอากาศไทยนอกกรอบสมุดปกขาว โดยไม่ต้องไปยกเลิกหรือกระทบกับสัญญาเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F ในฝูงบิน 102 แม้แต่บรรทัดเดียว
อนึ่งสนามบินโคราชมีลานบิน โรงเก็บ อุปกรณ์สนับสนุน และบุคลากรช่างเครื่องที่คุ้นเคยกับการดูแลรักษาเครื่องบินขับไล่ F-16 มานานเกือบ 4 ทศวรรษอยู่แล้ว จึงมีความพร้อมรองรับโดยไม่ต้องนับหนึ่งใหม่
หากเครื่องบินขับไล่ Gripen E/F เข้าประจำการที่โคราชจะไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการอยู่ ณ ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลี
เพราะฉะนั้นการจัดหาเครื่องบินขับไล่ F-16 ล็อตใหม่อาจไม่ใช่เพียงเรื่องคะแนนประเมินทางเทคนิคในการเลือกเครื่องบิน แต่เป็น เครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยยังคงผูกติดและเชื่อมโยงกับระบบยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยตรง รวมถึงช่วยให้สหรัฐฯ สามารถรักษาหัวสะพานและอิทธิพลทางทหารในภูมิภาคนี้เอาไว้ได้ ดีกว่าจะปล่อยให้จีนขยายอิทธิพลครอบงำ Southeast Asia
อย่างไรก็ดีกองทัพอากาศไทยไม่ได้สนใจเหยี่ยวพิฆาตรุ่นใหม่ เพราะได้ตัดสินใจเลือก Gripen E/F ของบริษัท SAAB ประเทศสวีเดนสวีเดนเข้าประจำการในฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชเป็นที่เรียบร้อยตามที่มีข่าวออกมายืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนชื่อ F-16 ก็กลายเป็นโมฆะไป สำหรับปัจจุบัน F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชที่จัดหาเข้าประจำการในปีพ.ศ.2531 ที่ใกล้ถึงบั้นปลายจะมีการปลดประจำการและปิดฝูงไปโดยฝูงนี้จะไม่มีการกระโดดข้ามไปเป็นฝูงบินรบหลักยุคที่ 4.5 หรือ ยุคที่ 5 นอกกรอบสมุดปกขาว
แม้จะมีกระเเสว่าไทยจะซื้อ F-16 Block 70 ซึ่งเป็นเครื่องป้ายแดงมาตรฐานส่งออกสู่ต่างประเทศ แต่อย่าลืมว่า F-16 ที่ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีที่อัพเกรดเป็นรุ่น MLU ก็จัดอยู่ในระดับเดียวกับ Block 50 จึงอาจเป็นเครื่องบินรบอีกแบบที่มาร่วมรบกับ Gripen E เพราะ F-16 ฝูงบิน 403 เคยถูกโยกมาลงกองบิน 1 โคราชครั้งหนึ่งช่วงที่มีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะฉะนั้นหากไม่จัดหา F-16 รุ่นใหม่กว่านี้ก็ใช้ตัวเดิมรบคู่กับ Gripen E ต่อไป
กริพเพน E
ข้อมูลจำเพาะ กริพเพน E กองทัพอากาศไทย
ประเภท : เครื่องบินขับไล่หลากบทบาท
ผู้ผลิต : บริษัท SAAB สวีเดน
นักบิน: 1 นาย (รุ่น E), 2 นาย (รุ่น F)
ความยาว: 15.2 เมตร
ความกว้างช่วงปีก: 8.6 เมตร
ความสูง: 4.5 เมตร
พื้นที่ปีก: 31.0 ตร.ม.
น้ำหนักตัวเปล่า: 8,000 กก.
น้ำหนักบรรทุกปกติ: 10,500 กก.
น้ำหนักสูงสุดในการขึ้นบิน: 16,500 กก.
อัตราไต่: 254 เมตร/วินาที
พิสัยการรบ: 1,500 กม. (ภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน)
พิสัยบินสูงสุด: 4,000 กม. (พร้อมถังเชื้อเพลิงเสริม)
ระยะทางวิ่งขึ้นบิน: 500 เมตร
ระยะทางวิ่งลงจอด: 600 เมตร
ระบบอาวุธ
ปืนใหญ่อากาศ: Mauser BK-27 ขนาด 27 มม. จำนวน 1 กระบอก บรรจุ 120 นัด (มีเฉพาะรุ่นที่นั่งเดี่ยว)
ตำบลติดอาวุธ: 10 จุด บรรทุกได้รวม 7,200 กิโลกรัม (15,900 ปอนด์) มิสไซล์ที่ใช้ได้เพิ่มเติมจาก C/D ได้แก่ RBS-15 Mk.4 Gungnir, SPEAR 3 และ Brimstone ระเบิดที่ใช้ได้เพิ่มเติมจาก C/D ได้แก่ SDB I (GBU-39/B) และ SDB II (GBU-53/B) สามารถติดตั้งกระเปาะก่อกวนโจมตีสัญญาณ อิเล็กทรอนิกส์แบบ Saab Arexis EAJP
เรดาร์: Leonardo PS-05/A Raven (AESA)
สังกัด : ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราช
สถานะ : รอเข้าประจำการ
RTAF F-16AM
เครื่องบินขับไล่ Gripen ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชต้องมาเจอคู่ปรับเก่าอีกครั้งแต่รอบนี้มาเพื่อคานอำนาจกับจีนนั่นคือ F-16 ซึ่งกำลังถูกพูดถึงมากจากกรณีที่ผู้เชี่ยวชาญทางการทหารท่านหนึ่งกล่าวไว้ แต่สมุดปกขาวมี Gripen ที่เลือกไปเมื่อปี 67 ทำให้ความหวังที่จะเห็นเหยี่ยวพิฆาตฝูงใหม่มาลงโคราชนั้นริบหรี่ลงทุกที
แต่ Gripen ไม่ได้โดดเดี่ยวเพราะ E/F จะมีโดรนร่วมบินด้วยอีกทั้ง F-16 จากกองบิน 4 ตาคลีที่เคยมีบทบาทในการปะทะกับกัมพูชาก่อนหน้านี้ก็อาจมาร่วมด้วยหากเพื่อนบ้านทางตะวันออกคิดจะเปิดอีกครั้ง สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Thai Weapon Channel
Sniper News
NE STORY OF WAR
คุณน้า
SAAB
คุณพูนศักดิ์ คำภูธร
กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force
พระลาน
K H Sim
Sukasom Hiranphan
THAI PBS
Airlinesweek
คุณวัชย์ชนัน ภัชร์จรินท์ญา
dragon_aviation_tw
Dean Knight
Juhani Sipilä
KOMGORN P. PHOTOGRAPHY
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา