Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ด.ดล Blog
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
10 ต.ค. เวลา 02:09 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
ไขความลับ Shazam เทคโนโลยีหาเพลงที่มาก่อน ChatGPT ถึง 20 ปี
ลองนึกภาพเวลาไปนั่งชิลในร้านอาหารหรือบาร์ที่คนเยอะๆ เสียงคุยกันดังกระหึ่ม…
แล้วจู่ๆ ร้านก็เปิดเพลงโปรดสมัยมัธยมขึ้นมา แต่ดันนึกชื่อเพลงไม่ออกซะงั้น
สิ่งที่พวกเราทำจนติดเป็นนิสัยก็คือรีบคว้ามือถือขึ้นมาชูขึ้นฟ้ากลางร้านเลย
พอรอแค่ไม่กี่วินาที หน้าจอก็จะโชว์ชื่อเพลงพร้อมชื่อศิลปินแบบเป๊ะเวอร์ๆ
จนหลายคนแอบคิดว่านี่มันต้องเป็นพลังของ “AI” แน่ๆ
แต่ความจริงคือผิดคาดไปไกลลิบเลยนะครับ เพราะวันนี้ผมจะมาเล่าความลับของ Shazam กัน
รู้มั๊ยว่าแอปนี้มันหาชื่อเพลงให้เราได้แม่นยำมาตั้งแต่ 20 ปีก่อน…
เป็นยุคที่คำว่า “AI” ยังเป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่มีใครอินด้วยซ้ำไป
แถมยังทำงานบนมือถือรุ่นเดอะได้แบบชิลๆ อีกต่างหาก
…
ย้อนเวลากลับไปในปี 2002 ยุคนั้นโลกเรายังไม่มี iPhone เลย
สมาร์ตโฟนหน้าจอทัชสกรีนคืออะไรไม่มีใครรู้จัก คำว่า app store ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มือถือสมัยนั้นหน้าตาเหมือนก้อนอิฐพลาสติก มีปุ่มกดแป้นยาง จอเล็กเท่าแสตมป์…
ลูกเล่นที่ปังสุดในตอนนั้นก็คือเกมงูกินหาง กับเสียงเรียกเข้าแบบโมโนโฟนิกที่แปร่งๆ ฟังดูเหมือนกริ่งประตูบ้านที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมด
แต่ท่ามกลางความโลว์เทคพวกนั้น ในช่วงซัมเมอร์ปี 2002 ที่สหราชอาณาจักร
ดันมีบริษัทสตาร์ตอัปเล็กๆ ชื่อ Shazam เปิดตัวบริการสุดล้ำขึ้นมา
พวกเขากล้าเคลมว่าสามารถหาชื่อเพลงจากวิทยุได้แทบทุกเพลงบนโลก
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ล้ำยุคสุดๆ ในตอนนั้น…
วิธีใช้ตอนนั้นคือคลาสสิกมาก พอได้ยินเพลงที่ชอบปุ๊บ ก็หยิบมือถือมากดเลขสี่ตัว 2580
ถ้าลองหลับตานึกภาพแป้นมือถือรุ่นปุ่มกด เลขสี่ตัวนี้มันเรียงดิ่งลงมาตรงกลางแป้นพอดีเป๊ะ
ทำให้กดได้แบบไม่ต้องก้มมองเลย พอกดโทรออกก็ชูมือถือหันไปทางลำโพงแป๊บนึง
พอระบบฟังเสียงเสร็จ สายก็จะตัดไปเองแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องตกใจไปว่าสัญญาณหาย…
รอซักหนึ่งนาทีก็จะมี text message เด้งเข้ามาบอกชื่อเพลงกับชื่อนักร้องแบบสวยๆ
ทั้งหมดนี้ไม่มีแอปพลิเคชัน ไม่มีการปัดหน้าจอ ไม่มี “AI” มีแค่การโทรออกกับข้อความเท่านั้น
ค่าบริการตอนนั้นก็แอบแรงอยู่ ตกประมาณ 50 pence หรือราวๆ 75 cents ต่อเพลง
แต่คนยุคนั้นก็ยอมจ่ายกันรัวๆ เพราะมันแก้ความหงุดหงิดเวลาอยากรู้ชื่อเพลงได้ตรงจุดสุดๆ…
และไอ้เทคโนโลยีตัวนี้นี่แหละครับ ที่ถูกเอามาปัดฝุ่นและอัปเกรดจนกลายมาเป็นหัวใจหลักของแอป Shazam ในปัจจุบัน
แล้วระบบสุดเก๋ากึ๊กนี้มันทำงานยังไง คอมพิวเตอร์ปลายสายถึงฟังเพลงแป๊บเดียวแล้วรู้เลยว่าคือเพลงอะไร
ความพีคเรื่องแรกคือ คอมพิวเตอร์มันไม่ได้ฟังเพลงแบบที่มนุษย์อย่างเราฟังกันหรอกนะครับ
เวลาเราฟังเพลง เราจะอินกับเสียงร้อง ท่วงทำนอง เนื้อหา หรือโซโลกีตาร์บาดใจ…
แต่ Shazam ไม่แคร์ความโรแมนติกพวกนั้นเลย มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่อนฮุคคืออะไร
แถมไม่รู้ด้วยว่าเพลงนั้นเพราะหรือเปล่า ซึ่งบางทีก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน
แต่มันใช้วิธีเอาคลื่นเสียงมาแปลงสภาพให้เป็น “รูปภาพ” แทน ลองนึกภาพตามให้ดี
ทุกเสียงที่เราได้ยินมันจะมีคลื่นเสียงความถี่สูงกับความถี่ต่ำปนกันอยู่ตลอดเวลา…
เสียงกลองทุ้มๆ คือคีย์ต่ำ เสียงขลุ่ยแหลมๆ คือคีย์สูง เสียงคนร้องจะแกว่งอยู่ตรงกลาง
พอรู้แบบนี้ Shazam ก็จะวาดภาพของเพลงนั้นขึ้นมาบนกระดาษกราฟแผ่นใหญ่ๆ
แกนนอนจากซ้ายไปขวาคือเวลา ส่วนแกนตั้งจากล่างขึ้นบนคือระดับความถี่สูงต่ำของเสียง
ตรงไหนเสียงดังกระหึ่มก็จะระบายสีเข้มๆ ตรงไหนเสียงเบาก็จะระบายสีอ่อนๆ ไล่ระดับกันไป…
มันคล้ายกับ sheet music หรือกระดาษโน้ตเพลงบรรทัดห้าเส้นเป๊ะเลย
แต่มันไม่ได้วาดแค่เมโลดี้หลักอย่างเดียว มันวาดทุกเสียงที่แทรกเข้ามาในตอนนั้นพร้อมกันหมด
แม้แต่เสียงคนไอกระแอมหลังร้าน หรือเสียงแอร์หึ่งๆ ก็ถูกบันทึกลงไปด้วย
ถึงตรงนี้ภาพวาดนั้นจะเต็มไปด้วยจุดสีเป็นหมื่นๆ แสนๆ จุด ซึ่งส่วนใหญ่คือเสียงรบกวน…
Shazam จะลบข้อมูลจุกจิกพวกนั้นทิ้งไปให้หมดเกลี้ยง
ระบบจะเก็บไว้เฉพาะจุดยอดสูงสุด หรือจุดที่เสียงมันดังทะลุปรอทกว่าสิ่งรอบข้างเท่านั้น
พอลบทุกอย่างทิ้งจนเหลือแค่จุดพีกๆ ภาพบนกระดาษก็จะดูเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีแต่ดวงดาว
กลุ่มวิศวกรเลยตั้งชื่อเรียกมันเก๋ๆ ว่า star map หรือแผนที่ดวงดาว…
ลองนึกภาพตอนเรานั่งเครื่องบินตอนกลางคืน พอมองลงมาเราจะเห็นแค่แสงไฟสว่างๆ ที่เรียงตัวกัน
เราไม่ต้องเห็นรายละเอียดถนนหรอก แค่เห็นแพตเทิร์นไฟสปอตไลต์ของสนามกีฬาก็รู้แล้วว่าถึงเมืองไหน
นี่แหละคือเคล็ดลับว่าทำไม Shazam ถึงยังหาเพลงเจอแม้เราจะอยู่ในร้านเหล้าที่เสียงดังกระหึ่ม
เพราะเสียงดนตรีที่เป็นแกนหลักมันจะมีความดังทะลุทะลวงกว่าเสียงคนคุยกันอยู่แล้ว…
ดวงดาวของบทเพลงก็เลยยังเปล่งประกายฝ่าเสียงรบกวนมาให้ระบบจับภาพได้สบายๆ
จากนั้นระบบก็จะเข้าสู่โหมดเล่นเกมลากเส้นต่อจุด หรือ connect the dots สมัยเด็กๆ
มันจะสุ่มดวงดาวมาหนึ่งดวง แล้วกวาดตามองหาดาวดวงอื่นที่อยู่ใกล้ๆ กันในช่วงเวลาถัดมา
พอจับคู่ดาวได้ มันจะจดความสูงต่ำของดาวทั้งสองดวงและระยะเวลาที่ห่างกันเอาไว้…
ทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นบันทึกตัวเลขมหาศาล เรียกว่า “audio fingerprinting”
แค่เอาลายนิ้วมือเสียงพวกนี้มาต่อกันตามลำดับเวลา ก็จะได้แพตเทิร์นที่เป็นเอกลักษณ์ของเพลงนั้นเพลงเดียวในโลก
แต่ก่อนจะเปิดให้คนโทร 2580 ได้ ทีมงานต้องบุกไปคุยกับค่ายเพลงเพื่อเอาเพลงนับล้านมาสกัดลายนิ้วมือเก็บไว้ก่อน
แถมวิธีเก็บข้อมูลของเขาก็ล้ำมาก เขาไม่ได้โยนไฟล์สุมๆ ไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน…
แต่เขาทำดัชนี แบบเดียวกับที่เราเปิดหาคำศัพท์ท้ายเล่มในหนังสือทำอาหารเป๊ะ
เวลาเราชูมือถืออัดเสียง ระบบจะสร้าง star map แล้วเอาลายนิ้วมือที่ได้วิ่งไปค้นหาในฐานข้อมูลทันที
พอมันเจอชิ้นส่วนที่ตรงกัน มันก็จะมาเช็กขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นตัวตัดสินแพ้ชนะ
นั่นคือการดูว่าชิ้นส่วนพวกนี้เรียงลำดับเวลาได้เป๊ะเหมือนต้นฉบับเป๊ะมั๊ย…
ถ้าเป็นเพลงเดียวกันจริง ชิ้นส่วนทุกชิ้นจะต้องก้าวเดินพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบเหมือนวงโยธวาทิต
ถ้ามีเพลงอื่นที่บังเอิญคล้ายกันหลงเข้ามา ชิ้นส่วนมันจะสะเปะสะปะเหมือนคนเดินหลงทางในลานจอดรถ
ท้ายที่สุดระบบก็จะนับคะแนน เพลงไหนที่ชิ้นส่วนเรียงตัวสมบูรณ์แบบที่สุดก็ชนะไปเลย
วิธีนี้ทำให้ระบบทำงานไวปานสายฟ้าแลบ เพราะมันไม่ได้มานั่งฟังเพลงทีละเพลงเพื่อเทียบเสียง…
แต่มันใช้วิธีกระโดดไปดูดัชนีแล้วนับคะแนนเอา ล้วนๆ เลย
ถึงตรงนี้คงกระจ่างแล้วใช่มั๊ยว่าความเทพทั้งหมดนี้ไม่มี “AI” เข้ามาเกี่ยวเลยซักนิด
เทคโนโลยีในยุคนี้อย่าง ChatGPT คือนักเดาที่เก่งกาจ มันใช้ความน่าจะเป็นมาคาดเดาคำตอบให้เรา
แต่ Shazam ไม่ได้เดา แต่มันใช้การ “จับคู่” แบบตรงไปตรงมาล้วนๆ…
มันไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ และไม่ได้พยายามทำความเข้าใจดนตรีเลยด้วยซ้ำ
มันแค่เป็นระบบจัดการแฟ้มข้อมูลและเกมลากเส้นต่อจุดที่ฉลาดที่สุดในโลกเท่านั้นเอง
ด้วยความที่มันไม่ได้ใช้การวิเคราะห์ขั้นสูง มันเลยหาเพลงจากการฮัมปากเปล่าของเราไม่ได้
เพราะเสียงฮัมไม่มีดนตรี ไม่มีจังหวะกลอง ตำแหน่งดวงดาวมันเลยผิดเพี้ยนไปหมด…
หรือพวกเพลงคัฟเวอร์ใหม่ที่จังหวะเปลี่ยนไป มันก็จับคู่ไม่เจอเหมือนกัน
แต่ความเจ๋งของไอเดียนี้ก็ทำให้ Apple ทนไม่ไหว ต้องทุ่มเงินมหาศาลซื้อกิจการไปรวมกับระบบตัวเองในที่สุด
เพราะฉะนั้นคราวหน้าที่คุณชูมือถือหาเพลงโปรดตามร้านอาหารหรือในบาร์ ก็คงจะแอบยิ้มมุมปากกันแล้วใช่มั๊ยครับ
เพราะตอนนี้เรารู้แล้วว่าเบื้องหลังความมหัศจรรย์นี้ มันไม่ใช่เวทมนตร์หรือคอมพิวเตอร์อัจฉริยะอะไรเลย
แต่มันคือความคลาสสิกของเกมลากเส้นต่อจุด ที่ถูกสร้างขึ้นจากมันสมองของวิศวกรยุคเก่าล้วนๆ นั่นเองครับผม
References : [wikipedia, apple, theverge, techcrunch, wired]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
The original article appeared here
https://www.tharadhol.com/unlock-the-secrets-of-shazam/
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย -->
https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
Website :
www.tharadhol.com
Blockdit :
www.blockdit.com/tharadhol.blog
Fanpage :
www.facebook.com/tharadhol.blog
Twitter :
www.twitter.com/tharadhol
Instragram :
instragram.com/tharadhol
TikTok :
tiktok.com/@geek.forever
Youtube :
www.youtube.com/c/mrtharadhol
Linkedin :
www.linkedin.com/in/tharadhol
ธุรกิจ
เทคโนโลยี
ความรู้รอบตัว
2 บันทึก
5
2
2
5
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย