Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Leusee Academy Publisher
•
ติดตาม
10 ต.ค. เวลา 07:25 • ครอบครัว & เด็ก
ทำไมพ่อแม่ไม่ควรสั่งสอนลูกในทุกเรื่อง: ปัญหาของใคร ให้คนนั้นแก้
“เพราะหวังดี” เป็นเหตุผลยอดนิยมที่พ่อแม่ใช้เมื่อกระโดดเข้าไปจัดการทุกปัญหาในชีวิตของลูก
ตั้งแต่การลืมเอาการบ้านไปโรงเรียน ทะเลาะกับเพื่อน ผลการเรียนตก ไปจนถึงการเลือกเส้นทางชีวิตในอนาคต
ความรักและความหวังดีนั้นเป็นของจริง แต่ผลลัพธ์ของการเข้าไปควบคุมและสอนสั่งใน “ทุกเรื่อง” มักจบลงที่ความขัดแย้ง หรือไม่ก็สร้างเด็กคนหนึ่งที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้ารับผิดชอบผลจากการกระทำของตัวเอง
คำถามสำคัญคือ: ทำไมพ่อแม่ถึงไม่ควรสั่งสอนลูกในทุกเรื่อง?
1. การแบ่งแยก “ปัญหาของลูก” ออกจาก “ปัญหาของพ่อแม่”
ในจิตวิทยาเชิงบวก โดยเฉพาะแนวคิดของ Alfred Adler มีหลักการสำคัญเรื่องหนึ่งที่เรียกว่า “การแยกแยะภารกิจ” (Separation of Tasks)
วิธีแยกว่าปัญหานั้นเป็นของใคร ให้ดูง่ายๆ ว่า: “ใครคือคนที่ต้องเผชิญผลกระทบสุดท้ายจากการกระทำนั้น?”
ลูกลืมทำการบ้าน → ผลกระทบคือถูกครูดุหรือถูกหักคะแนน = นี่คือปัญหาของลูก
ลูกใส่เสื้อผ้าไม่แมตช์กัน → ผลกระทบคือลูกรู้สึกอย่างไรกับสายตาคนอื่น = นี่คือปัญหาของลูก
ลูกเกรดตก → ผลกระทบคือโอกาสทางการเรียนรู้ของตัวเด็กเอง = นี่คือปัญหาของลูก
แต่พ่อแม่จำนวนมากมักยึดเอาปัญหาเหล่านี้มาเป็น “ปัญหาของตัวเอง” กลัวลูกอาย กลัวเสียหน้า กลัวลูกลำบาก จึงรีบเข้าไปสั่งการ กำกับ บ่น และจัดการแก้ปัญหาแทนทันที
2. เมื่อพ่อแม่แก้ปัญหาแทน ลูกจะเสียโอกาสอะไรไปบ้าง?
การที่พ่อแม่รีบเข้าไป “สอน” หรือ “แก้ให้” ในเรื่องที่เป็นปัญหาของลูก ก่อให้เกิดผลข้างเคียง 3 อย่างที่คาดไม่ถึง:
สูญเสียการเรียนรู้จากผลตามธรรมชาติ (Natural Consequences): การถูกครูตักเตือนเพราะลืมสมุด 1 ครั้ง ให้บทเรียนที่ทรงพลังกว่าการที่แม่บ่น 100 รอบ การสัมผัสความผิดหวังเล็กๆ ในวัยเด็กคือวัคซีนชั้นดีสำหรับชีวิตจริง
ส่งสัญญาณว่า “พ่อแม่ไม่ไว้ใจ”: ยิ่งเราออกคำสั่งและสอนทุกกระเบียดนิ้ว จิตใต้สำนึกของเด็กจะตีความว่า “พ่อแม่คิดว่าฉันไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการเรื่องของตัวเอง”
กลไกผลักความรับผิดชอบ: เมื่อพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจและออกคำสั่ง หากผลลัพธ์ออกมาแย่ ลูกจะโทษพ่อแม่ทันทีว่า “ก็พ่อ/แม่เป็นคนสั่งให้ทำแบบนี้” กลายเป็นว่าเด็กไม่เคยต้องรับผิดชอบต่อการเลือกของตัวเองเลย
3. ถ้าไม่สั่งสอน แล้วพ่อแม่ควรทำหน้าที่อะไร?
การไม่เข้าไปสั่งสอน ไม่ได้แปลว่า “ปล่อยปละละเลย” หรือทอดทิ้ง แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ควบคุม (Controller)” มาเป็น “พื้นที่ปลอดภัยและโค้ช (Consultant)”
รับฟังและสะท้อนความรู้สึก: เมื่อลูกเจอวิกฤตของตัวเอง เช่น “ครูดุเรื่องงานกลุ่ม” แทนที่จะเริ่มเทศน์ว่า “บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ทำตั้งแต่เสาร์-อาทิตย์!” ให้เปลี่ยนเป็น “แย่เลยนะวันนี้ ครูดุว่ายังไงบ้าง รู้สึกยังไง?”
ถามคำถามปลายเปิดเพื่อชวนคิด: “แล้วเรื่องนี้คิดว่าจะแก้ยังไงดี?” หรือ “คราวหน้ามีแผนจะจัดการเวลาแบบไหนไม่ให้ซ้ำรอยเดิม?”
สนับสนุนเมื่อร้องขอ: บอกให้ลูกรู้ว่า “ถ้าอยากได้คำแนะนำ หรืออยากให้ช่วยซ้อมพูด พ่อ/แม่อยู่ตรงนี้นะ” แต่ให้การตัดสินใจขั้นสุดท้ายและลงมือทำเป็นของลูก
การปล่อยให้ลูกล้ม คือการสอนที่ทรงพลังที่สุด
หน้าที่ของพ่อแม่ไม่ใช่การเดินกวาดเศษแก้วและโรยกลีบกุหลาบไว้บนเส้นทางเดินของลูกตลอดไป เพราะวันหนึ่งข้างหน้า เขาต้องออกไปเดินบนถนนชีวิตที่มีทั้งหลุม มีทั้งหนาม โดยไม่มีเราอยู่ข้างๆ
การฝึกให้เขารับมือกับผลลัพธ์ของปัญหาตัวเองตั้งแต่ยังเป็นเรื่องเล็กๆ จะทำให้เขากลายเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจ รับผิดชอบต่อตัวเอง และพร้อมยืนหยัดได้ในโลกแห่งความเป็นจริง
เพราะบางครั้ง บทเรียนที่ดีที่สุดในชีวิต ไม่ได้เกิดจากคำสอนของพ่อแม่ แต่เกิดจากการที่เด็กคนหนึ่งได้ลองล้ม แล้วหาทางลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง
เป็นเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ เมื่อลูกเลิกเล่าทุกอย่างให้พ่อแม่ฟัง =>
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6ODoiMTU3Nzc4MzIiO3M6NzoiYm9va19pZCI7czo2OiI0NzY4NDMiO30
จิตวิทยา
จิตวิทยาความสัมพันธ์
เลี้ยงลูก
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย