12 ต.ค. เวลา 08:10 • ประวัติศาสตร์

วิ่งจนหลอน โกงจนได้เรื่อง โอลิมปิกปี 1904 ที่โลกไม่ลืม

การแข่งขันวิ่งมาราธอนในกีฬาโอลิมปิกปีค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) เดิมทีควรจะเป็นบททดสอบความอดทน ระเบียบวินัย และความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นหนึ่งในหายนะที่โกลาหลที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
การแข่งขันดำเนินไปท่ามกลางอากาศร้อนระอุ ถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งกระจายโดยแทบไม่มีการจัดเตรียมความช่วยเหลือที่เหมาะสมให้แก่นักวิ่งเลย และสิ่งที่ควรจะเป็นการแข่งขันอันทรงเกียรติก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นการทดลองเอาชีวิตรอด
ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งถูกสุนัขป่าไล่กวดจนต้องวิ่งหนีออกนอกเส้นทางไปเกือบหนึ่งไมล์ (ประมาณ 1.6 กิโลเมตร) ขณะที่ชายอีกคนที่วิ่งเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก แต่ภายหลังกรรมการกลับพบว่าเขาแอบโดยสารรถยนต์มาเป็นระยะทางในส่วนหนึ่งของการแข่งขัน
และสำหรับเรื่องราวของผู้ชนะตัวจริง ผู้ซึ่งต้องวิ่งโซซัดโซเซไปตลอดเส้นทางในสภาพร่างกายที่ใกล้จะพังทลาย โดยต้องอาศัยบรั่นดีกับยาเบื่อหนูที่มีคนคอยป้อนให้ระหว่างทางเพื่อประคองให้เขายังเคลื่อนไหวต่อไปได้
ชายคนนั้นคือ “โทมัส ฮิกส์ (Thomas Hicks)“ นักกีฬาชาวอเมริกัน และเมื่อเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของการแข่งขัน ร่างกายของเขาก็แทบไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป ผู้ดูแลของเขาได้ป้อนสารสตริกนิน (Strychnine) ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่ใช้ทำยาเบื่อหนู เอามาผสมกับบรั่นดี หวังที่จะกระตุ้นให้ร่างกายของฮิกส์ยังสามารถเคลื่อนไหวต่อไปได้
หากมองจากสายตาของคนในปัจจุบัน เรื่องนี้ฟังดูเป็นความบ้าคลั่งอย่างเหลือเชื่อ แต่ในยุคนั้น สารดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็นสารกระตุ้นที่มีฤทธิ์รุนแรงมากพอจะฉุดรั้งนักวิ่งที่ใกล้หมดสภาพให้ฝืนร่างกายมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้
การแข่งขันครั้งนั้นจึงแทบไม่เหลือสภาพของการวิ่งมาราธอนอีกต่อไปหากแต่กลายเป็นขบวนแห่งฝันร้ายที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน นักวิ่งต้องไอสำลักฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากรถยนต์ซึ่งแล่นผ่านไปมา ภาวะขาดน้ำบีบคั้นร่างกายของพวกเขาจนแทบหมดเรี่ยวแรง ขณะที่เส้นทางการแข่งขันเองก็ดูราวกับถูกออกแบบมาเพื่อทรมานผู้เข้าแข่งขันโดยเฉพาะ
บางคนล้มฟุบลงกับพื้น บางคนเริ่มเกิดอาการประสาทหลอน ส่วนบางคนก็หมดโอกาสที่จะกลับมามีลุ้นในการแข่งขันไปอย่างถาวร
กีฬาโอลิมปิกซึ่งควรเป็นเวทีแสดงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ กลับมีช่วงเวลาหนึ่งที่ดูไม่ต่างจากการทดลองอันโหดร้ายว่ามนุษย์จะสามารถทนทุกข์ทรมานได้มากเพียงใด
เมื่อฮิกส์เดินทางมาถึงเส้นชัยในที่สุด เขาไม่ได้วิ่งทะยานเข้าสู่เส้นชัยอย่างสง่างามในฐานะนักกีฬาผู้มีชัยชนะ หากแต่กลับอยู่ในสภาพเพ้อคลั่งจากความอ่อนล้า ร่างกายอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ และดูราวกับว่าเขาสามารถเคลื่อนตัวต่อไปได้ด้วยแรงประคองและความมุ่งมั่นของผู้คนรอบข้าง
ร่างกายของฮิกส์ถูกบีบคั้นจนก้าวข้ามขีดจำกัดทุกอย่างที่มนุษย์ควรจะทนรับได้ และถึงกระนั้น ด้วยเหตุผลที่แทบไม่มีใครสามารถทำความเข้าใจได้ เขากลับยังสามารถไปถึงเส้นชัยได้สำเร็จ
นี่เองคือเหตุผลที่ทำให้การแข่งขันวิ่งมาราธอนในโอลิมปิกปีค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) ยังคงเป็นตำนานที่ถูกจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ แต่กลับเป็นการจดจำด้วยเหตุผลที่ผิดไปจากสิ่งที่การแข่งขันกีฬาอันยิ่งใหญ่ควรจะเป็น
การแข่งขันครั้งนั้นมีครบทุกอย่าง ทั้งการโกงการแข่งขัน สุนัขป่า ยาพิษ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเหนื่อยล้าจนแทบสิ้นชีวิต และแชมป์ผู้เกือบทำลายร่างกายของตนเองเพื่อแลกกับชัยชนะ
มันไม่ใช่ภาพฝันอันงดงามและสมบูรณ์แบบของกีฬาโอลิมปิก หากแต่เป็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นบนรองเท้าวิ่ง เป็นการแข่งขันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันเหลือเชื่อและอันตรายถึงชีวิตเสียจนแม้เวลาจะผ่านพ้นไปกว่าหนึ่งศตวรรษแล้ว ประวัติศาสตร์ก็ยังคงหวนกลับมามองเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความตกตะลึงและไม่อยากเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นจริง
โฆษณา