วันนี้ เวลา 05:46 • ข่าวรอบโลก

คร.ติดตามข่าวลือแล็บรัสเซียทำเชื้อหลุด ผลตรวจ 5 พันรายไม่ใช่ "กาฬโรค"

ส่วนนักวิจัยสาวดับไร้เงากาฬโรคเช่นกัน วอนอย่าตื่นตระหนก
จากกรณีนักวิจัยสาวชาวรัสเซียอายุ 28 ปี ซึ่งเป็นบุคลากรของสถาบันวิจัยเพื่อการป้องกันโรคกาฬโรค เมืองเชเลคอฟ แคว้นอีร์คุตสค์ เขตไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เสียชีวิตด้วยภาวะปอดอักเสบที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด โดยมีกระแสข่าวลือว่าอาจทำหลอดทดลองบรรจุเชื้อกาฬโรคแตกภายในห้องปฏิบัติการ (แล็บ) จนนำไปสู่ความกังวลว่าเชื้อจะรั่วไหลและอาจเกิดการระบาดในวงกว้าง ทำให้มีการกักตัวผู้ใกล้ชิดและผู้สัมผัสเกี่ยวข้องเกือบ 200 คนเพื่อเฝ้าดูอาการตามมาตรการความปลอดภัย
เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2569 นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนี้ ว่า เหตุการณ์เริ่มจากการตรวจพบผู้ป่วยโรคปอดบวมติดเชื้อจากชุมชน ซึ่งมีอาการติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน และผู้ป่วยทำงานในสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์ จึงมีการดำเนินมาตรการเฝ้าระวังและตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการอย่างเข้มงวด และผลตรวจทางห้องปฎิบัติการไม่พบเชื้อกาฬโรคหรือเชื้อจุลชีพก่อโรคร้ายแรง
จากการติดตามรายงานข่าวและการประสานงานร่วมกับจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR-NFP) ประจำประเทศรัสเซีย ได้รับข้อมูลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการเกือบ 5,000 รายการ ในกลุ่มผู้สัมผัส ไม่พบการติดเชื้อกาฬโรคหรือเชื้อจุลชีพก่อโรคอันตรายร้ายแรง โดยตรวจพบเชื้อไวรัสที่ก่อโรคทางเดินหายใจ ได้แก่ เชื้อโควิด 19 จำนวน 2 ราย และเชื้อไรโนไวรัส (Rhinovirus) จำนวน 2 ราย
นอกจากนี้ การตรวจสอบภายในสถาบันวิจัยไม่พบเหตุฉุกเฉินหรือความผิดพลาดในการปฏิบัติงานกับจุลชีพก่อโรค และมีการดำเนินมาตรการควบคุมโรคและความปลอดภัยทางชีวภาพตามแนวทางที่กำหนด
“จากข้อมูลที่ได้รับขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานยืนยันการระบาดของโรคกาฬโรค ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ และไม่ควรตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว
ทั้งนี้ กาฬโรคเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Yersinia pestis สามารถติดต่อสู่คนได้ ผ่านการถูกหมัดที่มีเชื้อกัด หรือสัมผัสสัตว์ติดเชื้อ ส่วนโรคกาฬโรคปอดสามารถแพร่จากคนสู่คน ผ่านละอองฝอยจากทางเดินหายใจในกรณีสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยได้
หากประชาชนที่มีประวัติเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยงและมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ต่อมน้ำเหลืองโต หรือไอ หายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทางเพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้อง เนื่องจากโรคนี้สามารถรักษาได้หากได้รับการวินิจฉัยและรับยาปฎิชีวนะทันท่วงทีตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของโรค
กรมควบคุมโรคยังคงติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการติดตามและประสานงานผ่านเครือข่ายเฝ้าระวังโรคระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานทางการ
โฆษณา