13 ต.ค. เวลา 12:25 • ประวัติศาสตร์

แค่จำสัญลักษณ์ผิดกองทัพก็พินาศ! ยุทธการปี 1471 ที่ทหารอังกฤษหันดาบใส่พวกเดียวกัน

ในปีค.ศ.1471 (พ.ศ.2014) กองทัพอังกฤษกองหนึ่งได้ประสบกับความพินาศอย่างมาก เพราะทหารไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครคือมิตรและใครคือศัตรูท่ามกลางหมอกหนาทึบ
มีความเชื่อผิดๆ ว่าอัศวินในยุคกลางสวมเครื่องแบบที่มีสีสันเฉพาะเจาะจงเพื่อป้องกันการโจมตีพวกเดียวกันเอง เช่นเดียวกับกองทัพสมัยใหม่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว โดยแทนที่จะใช้เครื่องแบบ อัศวินกลับอาศัยระบบที่เรียกว่า “มุทราศาสตร์ (Heraldry)“ ซึ่งเป็นระบบสัญลักษณ์ประจำตัว โดยอัศวินแต่ละคนจะมีลวดลายสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เรียกว่า “ตราอาร์ม (Coat of Arms)”
สัญลักษณ์ประจำตัวเหล่านี้จะถูกวาดลงบนโล่และปรากฏอยู่บนเสื้อคลุมผ้าที่เรียกว่า “เซอร์โคต (Surcoat)” ซึ่งสวมทับชุดเกราะอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งนี่เป็นวิธีเดียวที่จะช่วยให้สามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นใครในยามที่ใบหน้าของอัศวินถูกปิดบังอยู่ภายในหมวกเกราะเต็มศีรษะ
ธรรมเนียมดังกล่าวเริ่มแพร่หลายขึ้นในช่วงสงครามครูเสดเมื่อศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นยุคที่กองทัพขนาดใหญ่จากดินแดนต่างๆ ทั่วยุโรปต้องเข้าร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กัน โดยในเวลานั้น มีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า “เฮรัลด์ (Heralds)“ ทำหน้าที่จดบันทึกและเก็บรักษารายละเอียดของตราสัญลักษณ์ทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอัศวินสองคนใช้ตราอาร์มแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ระบบดังกล่าวก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป โดยระหว่าง “ยุทธการบาร์เน็ต (Battle of Barnet)” ในปีค.ศ.1471 (พ.ศ.2014) ความพร่ามัวและสับสนแห่งสนามรบได้กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อหมอกหนาทึบปกคลุมไปทั่วสมรภูมิ
ท่ามกลางทัศนวิสัยอันเลวร้าย กองกำลังฝ่าย “ราชวงศ์แลงคาสเตอร์ (House of Lancaster)” ก็เข้าใจผิดว่าธงประจำกองทัพของพันธมิตรฝ่ายตน ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็น “ดาวเปล่งรัศมี (Star with Rays)“ คือสัญลักษณ์ “ดวงอาทิตย์เปล่งรัศมี (Sun in Splendour)” ของ “ราชวงศ์ยอร์ก (House of York)” ซึ่งเป็นฝ่ายศัตรู
ด้วยความเข้าใจว่าตนกำลังถูกหักหลัง ทหารเหล่านั้นจึงเปิดฉากโจมตีกองกำลังฝ่ายเดียวกันเอง ซึ่งความสับสนและความตื่นตระหนกที่ตามมาก็ส่งผลให้แนวรบด้านหนึ่งของกองทัพพังทลายลง นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในยุทธการครั้งนั้น และกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนทำให้ฝ่ายแลงคาสเตอร์ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ในท้ายที่สุดของ “สงครามดอกกุหลาบ (Wars of the Roses)”
เหตุการณ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ระบบมุทราศาสตร์จะเป็นวิธีแก้ปัญหาด้านการระบุตัวตนในสงครามยุคกลางที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย ระบบดังกล่าวก็ยังสามารถนำไปสู่ความผิดพลาดอันก่อให้เกิดหายนะร้ายแรงได้เช่นกัน
เพื่อป้องกันไม่ให้สนามรบเต็มไปด้วยอัศวินที่มีรูปลักษณ์เหมือนกันจนไม่อาจแยกแยะได้ ระบบมุทราศาสตร์จึงพัฒนากฎเกณฑ์อันเข้มงวดขึ้นมาเป็นของตนเอง โดยภายใต้ระบบนี้ มีสีที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเพียงห้าสี ได้แก่ สีแดง สีน้ำเงิน สีดำ สีเขียว และสีม่วง
นอกจากนี้ ยังมีสีที่จัดอยู่ในประเภท “โลหะ (Metals)“ อีกสองชนิด ได้แก่ สีทองและสีเงิน ซึ่งสามารถใช้สีเหลืองและสีขาวแทนได้ตามลำดับ รวมถึงลวดลายอีกบางประเภทที่ออกแบบขึ้นเพื่อเลียนแบบลักษณะของขนสัตว์
บรรดา “เฮรัลด์หลวง (Royal Heralds)“ ทำหน้าที่คล้ายกับสำนักงานลิขสิทธิ์ในยุคกลาง โดยมีหน้าที่จัดทำและเก็บรักษาบันทึกรายละเอียดของตราอาร์มต่างๆ ซึ่งเรียกว่า “ทะเบียนตราอาร์ม (Rolls of Arms)” เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีอัศวินสองคนภายในราชอาณาจักรเดียวกันใช้ตราอาร์มที่เหมือนกันทุกประการ
ด้วยเหตุนี้ ระบบดังกล่าวจึงทำให้อัตลักษณ์ของอัศวินแต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในแง่ของการรับรองตามกฎหมายและการจดจำแยกแยะด้วยสายตา
โฆษณา