•
วันนี้ เวลา 09:40 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 140 ของฝากจากแดนใต้

กล่าวถึงแม่น้าเซวียรู้ข่าวว่าเซียงเหลียนหมั้นหมายอิ๋วซานเจี่ยเพื่อตกแต่งเป็นภรรยา ก็ยินดียิ่ง คิดคำนวณว่าจะช่วยหาซื้อบ้าน เครื่องเรือน หาฤกษ์ดีตกแต่ง เพื่อตอบแทนคุณที่ช่วยชีวิตเซวียผานอย่างไรดี พลันมีเสียงตะโกนเอะอะจากบ่าวในเรือนว่า
“ซานเจี่ยเอ๋อฆ่าตัวตายแล้ว”
สาวใช้ได้ยินเข้ารีบนำความมารายงานแม่น้าเซวีย
แม่น้าเซวียจับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่ถอนหายใจสงสัยอยู่ เห็นเป่าไชเดินกลับมาจากอุทยานจึงถามว่า
“ลูกเอ๋ย เจ้าได้ยินไหม เรื่องคุณหนูสามน้องสาวของพี่สะใภ้ใหญ่เจิน ไม่ใช่เพิ่งหมั้นหมายกับหลิ่วเซียงเหลียนน้องร่วมสาบานของพี่ชายเจ้าหรอกหรือ ไม่รู้ทำไมจึงเชือดคอตาย เซียงเหลียนก็ไม่รู้หายตัวไปไหน แปลกจริง เป็นเรื่องที่ใครก็คิดไม่ถึง”
เป่าไชฟังแล้วกลับไม่ใส่ใจว่า
“天有不测风云,人有旦夕祸福。
ฟ้ามีลมฝนมิอาจหยั่ง คนมีโชคเคราะห์ได้เช้าเย็น
ชะตาชีวิตของพวกเขาถูกลิขิตเอาไว้แล้ว แต่แรกท่านแม่เห็นแก่ว่าเขาเคยช่วยชีวิตพี่ชายไว้ จึงคิดจะช่วยเขาจัดงาน บัดนี้คนตายก็ตายไปแล้ว ที่จากก็จากไป ข้าว่าช่างมันเถิด ท่านแม่อย่าเสียใจไปเลย
พี่ชายกลับจากเจียงหนานมาได้ยี่สิบกว่าวัน สินค้าที่ซื้อกลับมาป่านนี้คงขายหมดแล้ว ท่านแม่กับพี่ชายควรหารือกันเชิญพวกหุ้นส่วนที่ร่วมทางรอนแรมไปหลายเดือนมาแบ่งค่าตอบแทนให้ถูกต้องตามส่วน อย่าให้ใครมองว่าไม่สมเหตุสมผล”
แม่ลูกสนทนากันอยู่นั้น เห็นเซวียผานกลับมาจากข้างนอก นัยน์ตามีคราบน้ำตา พอเข้าประตูมาก็ตบมือกล่าวกับมารดาว่า
“ท่านแม่รู้เรื่องของพี่รองหลิ่วกับอิ๋วซานเจี่ยหรือยัง”
แม่น้าเซวียว่า “ข้าเพิ่งได้ข่าว กำลังคุยกับน้องสาวเจ้าถึงคดีนี้อยู่”
เซวียผานว่า “ท่านแม่รู้ข่าวหรือยังว่าเซียงเหลียนออกบวชเป็นศิษย์นักพรตผู้หนึ่งไปแล้ว”
แม่น้าเซวียว่า “นี่ก็แปลก พ่อหนุ่มหลิ่วยังหนุ่มทั้งฉลาดเฉลียว จู่ ๆ เหลวไหลออกบวชเป็นนักพรต เขาอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวไม่มีพ่อแม่พี่น้อง เจ้าสนิทกับเขา ก็ควรออกตามหา ติดตามนักพรตจะไปไหนได้ไกล คงอยู่ตามอารามแถวนี้”
เซวียผานว่า “ไม่ใช่ดอกหรือ พอข้าได้ข่าวก็พาพวกบ่าวออกตามหาไปทุกที่ ไม่เจอแม้แต่เงา ถามใครไม่มีใครรู้”
แม่น้าเซวียว่า “เจ้าหาทั่วแล้วไม่พบ ก็นับว่าเจ้าได้ทำเต็มที่ในฐานะสหายแล้ว ใครรู้ได้ เขาออกบวชครั้งนี้อาจเป็นผลดีก็เป็นได้ แต่สำหรับเจ้าตอนนี้ควรทุ่มเทเรื่องการค้า และตระเตรียมหาคู่ครองให้ตนเองเสียแต่เนิ่นๆ ทางบ้านต่อไปจะได้มีคนดูแล ดังพังเพยว่า
夯雀儿先飞 นกงุ่มง่ามขอออกบินก่อน ถึงเวลาจะได้ไม่หลงๆ ลืมๆ ตกๆ หล่นๆ ให้คนเย้ยหยัน
อีกเรื่องคือ น้องสาวเจ้าเพิ่งพูดถึงว่า เจ้ากลับบ้านมาได้ครึ่งเดือนกว่าแล้ว สินค้าน่าจะขายหมด ก็ควรจัดโต๊ะเลี้ยงขอบคุณ 道乏 หุ้นส่วนที่ร่วมทางกับเจ้าไปสองสามพันลี้ ตรากตรำสี่ถึงห้าเดือน ฝ่าฟันอะไรต่อมิอะไรไปกับเจ้า”
เซวียผานว่า “ท่านแม่กล่าวได้ถูกต้อง นับว่าน้องสาวคิดได้รอบคอบ ข้าก็คิดอยู่ เพียงแต่พักนี้เที่ยวส่งสินค้าจนหัวหมุน ทั้งยังมีเรื่องของชายรองหลิ่ว วุ่นวายไปเปล่า จนลืมเรื่องสำคัญไป ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้มะรืนนี้คงต้องรีบออกบัตรเชิญ”
แม่น้าเซวียว่า “สุดแล้วแต่เจ้า”
พูดยังไม่ทันสิ้นความดี บ่าวเข้ามาแจ้งว่า
“ผู้จัดการจางส่งของมาสองหีบ บอกว่านี่เป็นของที่นายท่านซื้อมา ไม่ได้อยู่ในรายการสินค้า ควรส่งมาแต่แรก แต่ของถูกทับอยู่ข้างล่างหยิบไม่ถึง เมื่อวานเพิ่งขายสินค้าหมด จึงส่งมาวันนี้”
บ่าวสองคนยกกล่องใบใหญ่สีน้ำตาลมีไม้กระดานหนีบไว้เข้ามาสองใบ เซวียผานเห็นแล้วร้องว่า
“ไอ้หยา ทำไมข้าถึงได้เหลวไหลอย่างนี้ ของฝากที่ตั้งใจนำมาให้ท่านแม่กับน้องสาวก็ลืมเสียได้ ดีที่พวกเขาช่วยส่งมา”
เป่าไชว่า “ดีนะที่พี่ว่า “ตั้งใจนำมา” จึงใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่าวัน หากมิได้ “ตั้งใจนำมา” คงต้องรอถึงสิ้นปีถึงมาส่ง ข้าว่าพี่ทำอะไรก็สะเพร่า”
เซวียผานยิ้มว่า “คงเป็นเพราะระหว่างทางขวัญกระเจิง ขวัญยังไม่กลับมา”
ทำเอาทุกคนพากันหัวเราะ แล้วสั่งเด็กรับใช้ว่า
“ออกไปบอกพวกบ่าวว่า ได้รับของแล้ว ให้กลับกันได้”
แม่น้าเซวียกับเป่าไชถามว่า “ที่แท้เป็นของอะไร ถึงต้องมัดเสียแน่นหนา”
เซวียผานสั่งให้บ่าวสองคนช่วยกันแก้เชือกเอาไม้กระดานหนีบออก ไขกุญแจเปิดหีบแรกออกดู ข้างในเป็นแพรพรรณเครื่องใช้อย่างเทศ เซวียผานยิ้มว่า
“อีกหีบเป็นของน้องสาว”
แล้วเปิดหีบนี้ด้วยตัวเอง
สองแม่ลูกมองดูในหีบเห็นมีพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก กระดาษจดหมายหลากสี ถุงหอม ลูกปัด พัด พู่ห้อย แป้งและเครื่องสำอางต่าง ๆ ยังมีของเล่นที่นำมาจากหู่ชิว 虎丘 (หู่ชิว 虎丘 อยู่ในซูโจว 苏州) เช่น ตุ๊กตาไขลาน 自行人 เบี้ยใช้ในเกมสุรา ของเล่นปรอทตีลังกา โคมทราย 沙子灯 (ใช้ทรายขยับแขนขาของตุ๊กตาในโคม) กล่องคลุมผ้าเขียวใส่หุ่นละครเป็นชุดๆ ยังมีตุ๊กตาปั้นจากเขาหู่ชิว 虎丘山泥人 อันเลื่องชื่อ ปั้นเป็นรูปเซวียผานตัวเล็กๆ ได้เหมือนไม่ผิดเพี้ยน
อย่างอื่นพอทำเนา เป่าไชชอบใจที่สุดคือ เซวียผานน้อย หยิบขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ ทั้งยังเงยหน้ามาเทียบดูกับพี่ชาย แล้วอดไม่ได้ต้องหัวเราะ
เป่าไชให้อิงเอ๋อไปตามพวกแม่บ้านมาช่วยกันยกหีบไปไว้ในอุทยานก่อน ตัวเองอยู่คุยสัพเพเหระกับมารดาและพี่ชายสักพักแล้วก็กลับอุทยานเช่นกัน
แม่น้าเซวียอยู่ทางนี้ นำของในหีบออกมาตรวจดูทีละอย่าง จัดแบ่งของ ให้ถงสี่ 同喜 นำไปมอบให้แม่เฒ่าเจี่ย และพวกหวางฮูหยิน
เป่าไชกลับมาถึงห้อง นำเอาของเล่นในหีบมาตรวจดูทีละชิ้น แยกของที่ตนต้องการเก็บไว้เอง ที่เหลือแบ่งรวมสิ่งอื่นเป็นส่วน ๆ ตามที่เห็นเหมาะสม บ้างก็ได้แบ่งพวกพู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก บ้างก็ได้พวกถุงหอม พัด พู่ห้อย บ้างก็ได้พวกแป้ง น้ำมัน เครื่องสำอาง บางคนได้เฉพาะของเล่นอย่างเดียว มีเพียงไต้วี่ที่จัดของให้ไม่เหมือนคนอื่นทั้งยังมากกว่าคนอื่นอีกเท่าตัว พอจัดแบ่งเรียบร้อย ก็ให้อิงเอ๋อกับแม่บ้านผู้หนึ่งนำของไปแจกจ่ายตามที่กำหนด
พวกพี่น้องพอได้รับของ ก็ให้รางวัลผู้นำของไปส่ง และว่าจะขอบคุณต่อหน้าเมื่อพบกัน มีเพียงไต้วี่ที่ได้รับของจากบ้านเกิดแล้วรู้สึกสะเทือนใจ (บ้านเกิดไต้วี่อยู่ซูโจว) คิดว่า
“ท่านพ่อท่านแม่เสียไปแล้วทั้งคู่ พี่น้องก็ไม่มี ถูกส่งมาอยู่กับญาติ จะมีใครที่ไหนนำของจากบ้านเกิดมาให้”
คิดแล้วก็เศร้าใจ
จื่อเจวียนรู้ใจไต้วี่ดี แต่ไม่อาจทักสาเหตุโดยตรงได้แต่ค่อยเตือนว่า
“คุณหนูมักป่วยไข้ ต้องกินยาเช้าเย็น สองวันนี้ค่อยดูดีกระปรี้กระเปร่าขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ยังไม่นับว่าหายดี วันนี้คุณหนูเป่าส่งของพวกนี้มา เห็นได้ว่าคุณหนูเป่าให้ความสำคัญกับคุณหนูมาก คุณหนูควรดีใจถึงจะถูก เหตุใดจึงกลับเสียใจ คุณหนูเป่ามิพลอยลำบากใจไปด้วยหรือ
อีกอย่าง เหล่าไท่ไท่สู้อุตส่าห์เชิญหมอทั้งดีและเก่งมาหลายท่านให้หมั่นดูแลสุขภาพของคุณหนู คุณหนูเอาแต่ร้องไห้แบบนี้ กลับทำให้สุขภาพแย่ลง ทำให้เหล่าไท่ไท่เป็นห่วงมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น อาการป่วยของคุณหนู เกิดจากวิตกกังวลมากไปจนเลือดลมไม่ปกติ คุณหนูควรเห็นแก่สุขภาพ อย่าได้ดูเบา”
จื่อเจวียนกำลังปลอบเตือนอยู่นั้น พลันได้ยินเสียงเด็กรับใช้แจ้งเข้ามาว่า
“นายรองเป่ามาแล้ว”
จื่อเจวียนรีบบอกว่า “เชิญนายรองเป่าเข้ามา”
เป่าวี่เข้าห้องมา ไต้วี่เชิญนั่ง เป่าวี่สังเกตคราบน้ำตานองหน้าไต้วี่ จึงถามว่า
“น้องสาว ใครทำให้เจ้าโมโหอีก”
ไต้วี่ฝืนยิ้มว่า “ใครโมโหกัน”
จื่อเจวียนบุ้ยปากไปยังโต๊ะหลังเตียง เป่าวี่เข้าใจ มองตามไปเห็นกองสิ่งของที่เป่าไชส่งมา
เป่าวี่จึงหยอกล้อว่า “ของพวกนี้ น้องจะเปิดร้านขายของชำหรือ”
ไต้วี่ไม่ตอบ
จื่อเจวียนยิ้มว่า “นายรองยังต้องถามถึงของพวกนี้หรือ คุณหนูเป่าเป็นผู้ส่งมา พอคุณหนูเห็นแล้วก็เศร้าใจ ข้ากำลังปลอบนางอยู่ นายรองมาพอดีช่วยข้าปลอบนางด้วย”
เป่าวี่เข้าใจดีว่าไต้วี่เห็นข้าวของจากบ้านเกิดแล้วเศร้าใจ จึงไม่อยากทัก ได้แต่ยิ้มว่า
“ต้นเหตุของเรื่องของคุณหนูเจ้า หาใช่เรื่องอื่นใด ต้องเป็นด้วยคุณหนูเป่าส่งของมาให้น้อยเกินไป จึงทุกข์ใจจนโมโห น้องเราเจ้าวางใจ ปีหน้าข้าจะให้คนไปเจียงหนาน ขนของมาให้เจ้าสองลำเรือ เจ้าจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียน้ำตา”
ไต้วี่ฟังแล้วย่อมเข้าใจว่าเป่าวี่เพียงต้องการหยอกล้อนางให้เบิกบานใจ น้ำใจอันทั้งมิอาจผลักไสหรือรับไว้ จำกล่าวว่า
“มีหรือข้าจะดูไม่รู้ไม่เข้าใจสถานการณ์ พานโมโหแล้วเศร้าเสียใจ ข้าไม่ใช่เด็กน้อยอายุสองสามขวบ เจ้าก็หมิ่นข้าว่าใจแคบเกินไป ข้ามีเหตุผลของข้า ใครรู้ได้”
กล่าวแล้ว น้ำตาพานไหลอีก
เป่าวี่รีบนั่งลงกระแซะไต้วี่ หยิบของขึ้นมาพิจารณาโดยละเอียดทีละชิ้น แกล้งถามว่า
“นี่คืออะไร เรียกว่าอะไร”
“นั่นคืออะไร ดูเป็นระเบียบ”
“นี่คืออะไร ใช้ทำอะไร”
“ชิ้นนี้น่าจะวางไว้ด้านหน้า”
“ชิ้นนั้นน่าจะวางบนโต๊ะยาว ตั้งแสดงเป็นโบราณวัตถุ”
สารพัดหาเรื่องมาเจ๊าะแจ๊ะ
ไต้วี่ชักนึกรำคาญจึงว่า “เจ้าอย่ามัวนั่งป่วนอยู่ที่นี่ พวกเราไปหาพี่เป่ากันดีกว่า”
เป่าวี่อยากจะให้ไต้วี่ออกจากห้องมาเดินเล่นคลายทุกข์อยู่แล้ว จึงว่า
“พี่เป่าอุตส่าห์ส่งของมาให้พวกเรา พวกเราก็ควรไปขอบคุณ”
ไต้วี่ว่า “พี่น้องกันเอง คงไม่จำเป็น เพียงแต่พี่ใหญ่เซวียกลับมาแล้ว คงเล่าเรื่องแดนใต้ให้ฟังบ้าง ไปคุยกับนางถือเสียว่ารำลึกถึงบ้านเกิดสักเที่ยว”
พูดแล้วก็ขอบตาแดงขึ้นมาอีก
เป่าวี่หยุดยืนรอ ไต้วี่จำเดินมาสมทบ แล้วพากันมายังเรือนของเป่าไช
ทางด้านเซวียผาน หลังจากฟังคำมารดา ก็ออกเทียบเชิญหุ้นส่วนสี่คนมาเลี้ยงโต๊ะในวันรุ่งขึ้น พอมาถึงพร้อมหน้า ต่างคุยกันถึงเรื่องบัญชีการค้าก่อนอื่น หลังจากนั้นก็พากันนั่งโต๊ะ เซวียผานรินสุราให้ตามลำดับ แม่น้าเซวียให้คนมากล่าวแสดงความขอบคุณ ทุกคนดื่มสุราสนทนาสัพเพเหระ
คนหนึ่งในกลุ่มทักว่า “วันนี้ดูเหมือนจะขาดสหายมาร่วมโต๊ะไปสองท่าน”
เพื่อนร่วมโต๊ะถามว่า “ผู้ใดกัน”
ชายคนแรกตอบว่า “ผู้ใดอีกเล่า ก็นายรองเหลียนแห่งจวนเจี่ย กับนายรองหลิ่วน้องร่วมสาบานของนายใหญ่”
ทุกคนจึงนึกขึ้นมาได้ถามเซวียผานว่า “เหตุใดไม่เชิญนายรองเหลียนกับนายรองหลิ่วมาด้วยเล่า”
เซวียผานขมวดคิ้ว ถอนหายใจว่า “นายรองเหลียนไปทำธุระที่เมืองผิงอันอีกแล้ว ออกเดินทางเมื่อสองวันก่อน ส่วนนายรองหลิ่วนั้นอย่าพูดถึงเลยดีกว่า นับเป็นเรื่องพิศดารในใต้หล้า นายรองหลิ่วที่ไหนกัน ป่านนี้เป็นนักพรตหลิ่วอยู่ที่ไหนไม่รู้ได้”
ทุกคนพากันประหลาดใจว่า “เรื่องเป็นเช่นไรกัน”
เซวียผานเล่าเรื่องของเซียงเหลียนที่เกิดขึ้น ทุกคนฟังแล้วตะลึงงันกล่าวว่า
“มิน่าเล่า วันก่อนอยู่ในร้านดูเหมือนได้ยินคนเอะอะกันว่า นักพรตรูปหนึ่งเทศน์เพียงสองสามคำก็โปรดสัตว์ได้แล้ว ยังมีอีกว่า เพียงลมโชยก็หอบหายไป เพียงแต่ไม่รู้ว่าใคร พวกเรากำลังส่งมอบสินค้าอยู่ ไม่ว่างไปซักถาม ได้ฟังก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คิดไม่ถึงว่าคือนายรองหลิ่ว หากรู้แต่แรก พวกเราคงเข้าไปปราม ไม่ยอมให้เขาไป”
อีกคนว่า “หรือว่าจะเป็นเพราะเหตุนี้”
ทุกคนถามว่า “เป็นอย่างไร”
คนผู้นั้นว่า “นายรองหลิ่วเป็นคนฉลาด อาจไม่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์จริง เขาเชี่ยวชาญวิทยายุทธทั้งมีพลกำลัง ไม่แน่ว่าอาจจงใจแฝงตัวไปเปิดโปงคุณไสยลวงโลกของนักพรต แล้วลอบลงมือเล่นงานเสีย”
เซวียผานว่า “หากเป็นเช่นนั้นจริงก็ดี พวกใช้เดียรัจฉานวิชาหลอกลวงผู้คน ไม่เห็นมีใครเล่นงานเสียที”
ทุกคนย้อนถามเซวียผานว่า “ท่านรู้เรื่องแล้ว เหตุใดไม่ออกตามหาเขาเล่า”
เซวียผานว่า “ทำไมจะไม่ได้หา ทั้งนอกเมืองในเมือง ไม่กลัวพวกท่านหัวเราะเยาะ หาเท่าไรก็ไม่พบ ข้ายังร้องไห้เสียยกใหญ่”
กล่าวจบก็ทอดถอนใจใหญ่ กลับเซื่องซึมไปอีก ไม่ร่าเริงเหมือนเคย พวกหุ้นส่วนเห็นแล้วก็หมดอารมณ์ไม่อยากนั่งนาน รีบกินดื่มให้เสร็จ ๆ แล้วแยกย้าย
เป่าวี่ ไต้วี่มาหาเป่าไช เป่าวี่ว่า “พี่ใหญ่สู้อุตส่าห์นำของมา พี่สาวไม่เก็บเอาไว้ใช้ กลับนำมาแจกจ่ายพวกเรา”
เป่าไชยิ้มว่า “ไม่ใช่ของมีค่ามากมายกระไร เป็นแต่เพียงของพื้นเมืองจากแดนไกล ทุกคนจะได้สัมผัสความแปลกใหม่กันดูบ้าง”
ไต้วี่ว่า “ของพวกนี้ สมัยเด็กไม่เคยสนใจ เดี๋ยวนี้พอได้เห็นกลับรู้สึกแปลกใหม่”
เป่าไชยิ้มว่า “น้องก็รู้ พังเพยว่า ของล้ำค่ายามห่างบ้าน 物离乡贵 แต่ที่จริงแล้วก็ไม่เท่าไร”
เป่าวี่ได้ฟัง รู้ว่าเรื่องนี้สะเทือนใจไต้วี่ จึงเสเบี่ยงประเด็นว่า
“ปีหน้าถ้าพี่ชายไปอีก ขนมาแจกพวกเราเยอะ ๆ”
ไต้วี่เหลือบมองเป่าวี่แวบหนึ่ง แล้วว่า “เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดไป อย่าลากเอาคนอื่นไปเกี่ยวด้วย พี่สาวดูสิ พี่เป่าไม่ได้มาขอบคุณพี่ แต่มาสั่งจองของปีหน้า”
เป่าไช เป่าวี่ต่างพากันหัวเราะ
ทั้งสามคุยเล่นกันสักพัก ก็กลับมาพูดถึงเรื่องอาการของไต้วี่ เป่าไชเตือนว่า
“หากน้องรู้สึกไม่ค่อยสดชื่น หากฝืนได้ก็ควรออกมาเดินเล่นให้สบายใจดีกว่านั่งมึนอยู่แต่ในห้อง สองวันก่อน ข้าเองรู้สึกขี้คร้าน ปวดเมื่อยตัวร้อนอยากจะนอน อาการไม่ดีกลัวไม่สบาย จึงต้องหาอะไรทำให้ยุ่งเข้าไว้ สองวันนี้อาการจึงดีขึ้น”
ไต้วี่ว่า “ที่พี่พูดนั้นจริงอยู่ ข้าก็คิดเช่นนั้น”
คุยกันอีกสักพักก็แยกย้าย
เป่าวี่มาส่งไต้วี่ที่หน้าประตูเรือนเซียวเซียง แล้วจึงแยกทางกลับ
กล่าวถึงน้าหญิงเจ้า 赵姨娘 เห็นเป่าไชส่งของมาให้เจี่ยหวน 贾环 บุตรชายตนหลายอย่าง รู้สึกดีใจ คิดว่า
“ไม่น่าแปลกใจที่ใครต่างชมว่ายายหนูเป่าดี มีใจกว้าง เข้าใจคน เห็นท่าจะเป็นจริง พี่ชายนางนำของกลับบ้านมา นางก็แจกจ่ายเรียงตัวไม่ตกหล่นใครสักคน ทั้งยังไม่ลำเอียง แม้แต่คนอับโชคอย่างพวกเรา นางก็ยังคิดถึง หากเป็นยายหนูหลิน แม้แต่หางตายังไม่ชายมามอง อย่าว่าแต่แจกของเลย”
พอหยิบของขึ้นมาพลิกไปมา พิจารณาอีกรอบ ก็พลันฉุกคิดได้ว่า เป่าไชเป็นหลานของหวางฮูหยิน น่าจะไปประจบเอาใจนางสักหน่อย คิดแล้วก็ไม่กระมิดกระเมี้ยนคว้าของติดมือมายังห้องของหวางฮูหยิน ยืนหลบด้านข้าง ยิ้มแย้มว่า
“ของนี้คุณหนูเป่ามอบให้หวนเกอ 环哥 คุณหนูเป่าอายุยังน้อย ช่างคิดได้รอบคอบ ใจกว้างเป็นแบบอย่างที่ดี น่านับถือ เหล่าไท่ไท่กับไท่ไท่ถึงได้เอ่ยชมเสมอและรักนาง ข้าเองก็ไม่กล้ารับไว้เฉย ๆ จึงนำมาให้ไท่ไท่ดูและชื่นชม”
หวางฮูหยินฟังดูก็รู้เจตนา เห็นนางพูดจาเรื่อยเปื่อย จึงตัดบทว่า
“เจ้าก็เก็บเอาไว้ให้หวนเกอเล่นเถิด”
น้าหญิงเจ้ามาอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง หวางฮูหยินกลับตัดเยื่อใยไม่ไว้หน้า จึงโกรธแค้นแน่นอกแต่ไม่กล้าแสดงออก ได้แต่หน้าแตกกลับมา พอถึงห้องก็โยนของเล่นกองทิ้งไว้ทางหนึ่ง บ่นงึมงำกับตนเองว่า
“นี่นับเป็นอะไร”
แล้วนั่งขุ่นเคืองอยู่ตามลำพัง
ตอนก่อนหน้า : พลีชีพเพื่อรัก
ตอนถัดไป : คุณนายรองเก่าใหม่

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา