Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
8 ต.ค. เวลา 09:50 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 139 พลีชีพเพื่อรัก
วันออกเดินทางใกล้เข้ามา เจี่ยเหลียนทำทีออกเดินทางก่อนวันจริงสองวัน เพื่อมาค้างแรมกับเอ้อเจี่ย บัดนี้ ซานเจี่ยเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด เอ้อเจี่ยดูแลบ้านอย่างระวังระไวรอบคอบ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
พอถึงวันเดินทาง เจี่ยเหลียนออกจากเมืองแต่เช้ามาตามทางหลวงมุ่งสู่เมืองผิงอัน 平安州 เดินทางกลางวันพักแรมกลางคืนมาได้สามวัน พบเข้ากับกองคาราวานระหว่างทาง ในกองคาราวานมีนายบ่าวขี่ม้ามาสิบกว่าตัว พอใกล้เข้ามาก็เห็นว่าเป็นเซวียผาน กับหลิ่วเซียงเหลียน เจี่ยเหลียนประหลาดใจอย่างยิ่ง รีบขี่ม้าเข้ามาหา ต่างทักทายสารทุกข์สุขดิบกัน แล้วแวะพักยังร้านอาหารระหว่างทางเพื่อสนทนา
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “มีเรื่องกันครั้งนั้น พวกเรารีบตามหาพวกท่านมาปรับความเข้าใจกัน แต่น้องรองหลิ่ว 柳二弟 หายตัวไปไร้ร่องรอย แล้วอย่างไร วันนี้มาอยู่ด้วยกันได้”
เซวียผานยิ้มว่า “เรื่องประหลาดเช่นนี้ยังมีในโลก ข้ากับลูกน้องเที่ยวค้าขายจนท้ายสุดซื้อสินค้านี้ แล้วออกเดินทางกลับเมื่อต้นวสันต์ ตลอดทางราบรื่นจนกระทั่งมาถึงเมืองผิงอันเมื่อไม่กี่วันก่อน มีพวกโจรมาดักปล้นชิงสินค้า มิคาด น้องรองหลิ่วโผล่มาขับไล่พวกโจร ชิงสินค้าคืน ช่วยชีวิตพวกเราไว้ ข้าขอบคุณเขาก็ไม่รับ พวกเราจึงร่วมสาบานเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย แล้วเดินทางเข้ากรุงมาด้วยกัน นับจากนี้ พวกเราคือพี่น้อง
ที่ทางแยกข้างหน้า น้องรองจะแยกทางลงใต้ไปสองร้อยลี้เพื่อเยี่ยมอาหญิง ส่วนข้าจะเข้ากรุงไปจัดการธุระ จากนั้นจะหาบ้านให้เขาสักหลัง มองหาคู่ครองที่ดี อยู่กันอย่างมีความสุขต่อไป”
เจี่ยเหลียนว่า “เช่นนี้นี่เอง กลับเป็นเรื่องดี พวกเราเป็นห่วงกันเสียเปล่า”
แล้วกล่าวต่อว่า “เมื่อครู่พูดถึงเรื่องหาคู่ครองให้น้องรองหลิ่ว ข้ามีคนที่เหมาะสมจะเคียงคู่กับน้องรอง”
ว่าแล้วก็เล่าเรื่องที่ตนตกแต่งกับนางอิ๋วสื้อ และกำลังมองหาคู่ครองให้น้องภรรยา เพียงแต่ไม่บอกตามจริงว่าอิ๋วซานเจี่ยเอ่ยปากเลือกของนางเอง
แล้วกำชับเซวียผานว่า “เรื่องของข้าอย่าเพิ่งแพร่งพรายให้ทางบ้านรู้ รอมีบุตรด้วยกันแล้ว ย่อมรู้เอง”
เซวียผานฟังแล้วชอบใจใหญ่ว่า “ควรเป็นเช่นนี้แต่แรก เรื่องนี้เป็นความผิดของน้องสาวเราเอง”
กล่าวแก้ตัวแทนเจี่ยเหลียน พร้อมทั้งตำหนิพี่เฟิ่งไปในตัว
เซียงเหลียนยิ้มว่า “ท่านลืมตัวอีกแล้ว ยังไม่เงียบอีก”
เซวียผานรีบหุบปาก แล้วเปลี่ยนเรื่องว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ งานแต่งนี้คงต้องจัดแล้ว”
เซียงเหลียนว่า “เดิมข้ามีความปรารถนาจะเสาะหาสาวงามเพริศพริ้งเป็นคู่ครอง บัดนี้พี่ท่านมีน้ำใจ ข้าก็หมดห่วง สุดแล้วแต่พี่ท่านจัดแจง ข้าขอน้อมรับ”
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “พูดปากเปล่าตอนนี้ไม่มีหลักฐาน รอน้องรองหลิ่วได้พบหน้าน้องภรรยาของข้า จะรู้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองนับแต่เก่าก่อนมา”
เซียงเหลียนชอบใจใหญ่ว่า “กล่าวเช่นนี้ รอผู้น้องเยี่ยมอาหญิงแล้ว ไม่เกินหนึ่งเดือนกลับถึงกรุงจึงค่อยหมั้นหมาย ดีหรือไม่”
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “คำไหนคำนั้น แต่ข้าไม่ค่อยเชื่อน้องรอง ท่านพเนจรไปทั่ว หากไม่กลับมา คนมิรอเก้อไปทั้งชีวิตหรอกหรือ ควรทิ้งบางสิ่งไว้เป็นของหมั้น”
เซียงเหลียนว่า “ชายชาตรีมีหรือจะคืนคำ ผู้น้องฐานะยากจน ทั้งอยู่ระหว่างเดินทาง จะหาสิ่งใดเป็นของหมั้น”
เซวียผานว่า “ข้ามีเงินสดในมือ แบ่งส่วนหนึ่งให้พี่รองนำกลับไป”
เจี่ยเหลียนว่า “ไม่จำเป็นต้องเป็นทรัพย์สินมีค่า ควรเป็นของติดตัวน้องรอง ไม่เกี่ยงมูลค่ามากน้อย เพียงใช้เป็นสื่อแทนความผูกพัน”
เซียงเหลียนตบกระบี่ข้างเอวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้น้องไม่มีสิ่งใดอื่น กระบี่นี้ใช้ป้องกันตน มิอาจมอบให้ แต่ในห่อผ้ายังมี “กระบี่ยวนยาง 鸳鸯剑” เป็นกระบี่ตกทอดประจำตระกูล ผู้น้องจึงเก็บไว้ไม่กล้าใช้พร่ำเพรื่อ พี่รองนำไปเป็นของหมั้น แม้ผู้น้องจะเป็นคนร่อนเร่พเนจร แต่ไม่อาจทอดทิ้งกระบี่นี้”
กล่าวจบ แก้ห่อผ้า นำกระบี่ส่งให้เจี่ยเหลียน เจี่ยเหลียนส่งให้คนเก็บขึ้น
จากนั้น ทุกคนร่วมดื่มกันต่ออีกหลายจอก ก่อนขึ้นม้าแยกย้ายไปคนละทาง
将军不下马,各自奔前程。
ขุนพลหาได้ลงจากหลังม้า
ต่างมุ่งหน้าสู่อนาคตตน
เจี่ยเหลียนเดินทางต่อเพียงหนึ่งวันมาถึงเมืองผิงอัน เข้าพบผู้บัญชาการทหารตามกิจธุระของตน พร้อมรับคำสั่งให้กลับมาอีกครั้งในราวเดือนสิบ วันรุ่งขึ้นก็รีบเดินทางกลับกรุง พอมาถึงก็ตรงไปหาเอ้อเจี่ยก่อน
หลังจากเจี่ยเหลียนออกเดินทาง เอ้อเจี่ยดูแลบ้านอย่างเข้มงวด ปิดบ้านทั้งวันไม่สนใจเรื่องราวภายนอก ซานเจี่ยก็แน่วแน่เด็ดขาดรักษาคำมั่น แต่ละวันคอยดูแลมารดา และช่วยงานพี่สาวหากมีเวลาว่าง เจี่ยเจินฉวยโอกาสที่เจี่ยเหลียนไม่อยู่บ้าน พยายามดอดตีท้ายครัวอยู่สองครั้ง แต่เอ้อเจี่ยไม่เล่นด้วยโดยเลี่ยงไม่พบหน้า ส่วนซานเจี่ยนั้นเคยเล่นงานเจี่ยเจินจนไม่กล้ามาตอแยด้วย เจี่ยเจินจึงจำหายหน้าไปไม่มาเยือน
เจี่ยเหลียนกลับมาถึง เห็นสถานการณ์เป็นเช่นว่าก็พอใจเป็นอย่างยิ่ง ซาบซึ้งว่าเอ้อเจี่ยถือคุณธรรม ต่างไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันแล้ว เจี่ยเหลียนก็เล่าเรื่องที่พบหลิ่วเซียงเหลียนระหว่างทาง แล้วนำกระบี่ยวนยางออกมามอบให้ซานเจี่ย
ซานเจี่ยรับมาดูเห็นบนฝักกระบี่เป็นลายมังกรกลืนด้าม ขุย 夔 พิทักษ์คม 龙吞夔护 ฝังอัญมณีแพรวพราว (ขุย 夔 สัตว์ในตำนานคล้ายมังกรหรือวัวมีขาเดียว) พอชักออกมาเป็นกระบี่แฝด เล่มหนึ่งสลักอักษร “ยวน 鸳” อีกเล่มสลักอักษร “ยาง 鸯” ทอประกายเย็นยะเยียบดังวารีสารทสองสาย ซานเจี่ยดีใจจนออกนอกหน้ารีบเก็บใส่ฝักนำไปแขวนบนหัวเตียงในห้องนอนตน แล้วชื่นชมทุกวันอย่างปลาบปลื้มว่าตนมีที่พึ่งพิงในชีวิตแล้ว
เจี่ยเหลียนพำนักอยู่ด้วยสองวัน ก็กลับบ้านไปรายงานผลของภารกิจกับบิดา อาการป่วยของพี่เฟิ่งดีขึ้นมากจึงออกมาดูแลงานได้แล้ว เจี่ยเหลียนนำเรื่องหมั้นหมายซานเจี่ยแจ้งแก่เจี่ยเจิน เจี่ยเจินช่วงนี้มีชู้รักใหม่ อีกทั้งสองสาวพี่น้องไม่ยอมข้องแวะกับตน จึงไม่ใส่ใจแล้ว สุดแต่เจี่ยเหลียนจะจัดการ แต่ยังเกรงเจี่ยเหลียนจะมีกำลังทรัพย์ไม่พอ จึงช่วยสมทบให้สามสิบตำลึงเงิน เจี่ยเหลียนรับไว้แล้วนำมามอบให้เอ้อเจี่ยไว้ใช้เป็นสินสมรส
หว่างเดือนแปด หลิ่วเซียงเหลียนกลับถึงกรุงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า แรกไปคารวะแม่น้าเซวีย แล้วขอพบเซวียผาน จึงรู้ว่าเซวียผานไม่คุ้นดินฟ้าอากาศระหว่างทาง กลับมาถึงก็ล้มป่วยต้องเชิญหมอรักษา พอรู้ว่าเซียงเหลียนมาหาจึงเชิญมาพบในห้องนอน แม่น้าเซวียก็ไม่ถือสาเรื่องเก่า กลับรู้สึกเป็นบุญคุณที่ช่วยชีวิตเอาไว้ สองแม่ลูกจึงแสดงความขอบคุณ และขอจัดแจงเรื่องสิ่งของที่ต้องใช้ในงานสมรส รอเพียงเลือกฤกษ์ยาม เซียงเหลียนตื้นตันใจยิ่ง
วันรุ่งขึ้นจึงมาหาเป่าวี่ สองสหายพบกันดังปลาได้น้ำ เซียงเหลียนถามถึงเรื่องที่เจี่ยเหลียนแอบไปมีบ้านเล็ก เป่าวี่ยิ้มว่า
“ข้าได้ยินหมิงเอียนพูดถึง แต่ยังไม่เคยพบหน้า ทั้งยังไม่กล้าไปยุ่งเรื่องนี้ด้วย เห็นหมิงเอียนว่า พี่รองเหลียนถามหาตัวท่านอยู่ ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร”
เซียงเหลียนจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างทางให้ฟัง
เป่าวี่ยิ้มว่า “ยินดียิ่ง ยินดียิ่ง คนงามเช่นนี้หายากนัก นับว่างามเลิศแต่โบราณจวบปัจจุบัน คู่ควรกับท่านเป็นอย่างยิ่ง”
เซียงเหลียนว่า “หากงามพร้อมดังว่า ก็น่าจะมีทางเลือกมากมาย เหตุใดจึงนึกถึงข้า ปกติข้าก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขา ต่อให้ใส่ใจก็ไม่น่าถึงขนาดนี้ เพียงพบกันระหว่างทางก็คะยั้นคะยอให้หมั้นหมาย หรือฝ่ายหญิงต้องรีบหาฝ่ายชายมาแต่งด้วย ข้าเองก็เริ่มสงสัย ยังนึกเสียใจว่าไม่ควรทิ้งกระบี่ไว้เป็นของหมั้น นึกถึงท่านขึ้นมาได้ จึงมาสอบถามดูถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง”
เป่าวี่ว่า “ท่านเป็นคนละเอียดรอบคอบ เหตุใดให้ของหมั้นแล้วจึงค่อยสงสัย แต่แรกก็บอกว่าอยากได้สาวงามเลิศล้ำ เมื่อได้สาวงามล้ำเลิศแล้วก็น่าจะพอใจ ยังสงสัยอะไรอีก”
เซียงเหลียนว่า “ในเมื่อท่านยังไม่รู้ที่มาของนาง แล้วรู้ได้อย่างไรว่างามเลิศ”
เป่าวี่ว่า “ทั้งสองคนเป็นบุตรีติดมากับมารดาเลี้ยงของพี่สะใภ้ใหญ่เจิน ข้าเคยคลุกคลีกับพวกนางระหว่างงานที่นั่นหนึ่งเดือน เหตุใดจะไม่รู้ ทั้งสองนางช่างงามนัก”
เซียงเหลียนฟังแล้วกลับกระทืบเท้าว่า “เรื่องชักไม่เข้าที ไม่ได้เด็ดขาด จวนตะวันออกของพวกท่าน มีเพียงสิงโตหินคู่ที่อยู่หน้าจวนเท่านั้นที่บริสุทธิ์”
เป่าวี่ฟังแล้วละอายจนหน้าแดง
เซียงเหลียนรู้ตัวว่าพูดผิด รีบประสานมือคำนับว่า
“ข้าสมควรตายที่พูดจาเหลวไหล แต่อย่างไร ท่านช่วยบอกข้าทีว่าความประพฤตินางเป็นเช่นไร”
เป่าวี่ยิ้มว่า “ท่านรู้ดีอยู่แล้วจะมาถามข้าทำไม แม้แต่ข้าก็คงไม่บริสุทธิ์กระมัง”
เซียงเหลียนยิ้มว่า “ท่านลืมตัวไปเอง ท่านอย่าคิดมาก”
เป่าวี่ยิ้มว่า “จะพูดถึงอีกทำไม นี่กลับนับว่าคิดมาก”
เซียงเหลียนประสานมือคำนับอำลา คิดว่าจะมาหาเซวียผาน แต่เซวียผานยังนอนพักฟื้นอยู่ อีกทั้งเซวียผานนั้นวู่วาม มิสู้มาทวงของหมั้นคืนเองจะดีกว่า จึงตรงมาหาเจี่ยเหลียนที่บ้านเล็ก
เจี่ยเหลียนรู้ว่าเซียงเหลียนมาหา ดีใจยิ่งรีบออกมาเชิญเข้ายังโถงด้านในพบกับแม่เฒ่าอิ๋ว เซียงเหลียนเพียงประสานมือคำนับเรียก “ท่านป้า” และแทนตนเองว่า “ผู้เยาว์” เจี่ยเหลียนฟังแล้วแปลกใจ
ระหว่างดื่มน้ำชาสนทนา เซียงเหลียนกล่าวว่า “ระหว่างทางพบกันโดยบังเอิญอย่างรีบเร่ง คิดไม่ถึงว่าท่านอาหญิงได้ตกลงหมั้นหมายน้องสะใภ้ให้ไว้แต่เดือนสี่ ทำให้ผู้น้องพูดไม่ออก หากตกลงตามพี่รองก็กลับคำท่านอาหญิง นับว่าไม่เหมาะสม หากเป็นทรัพย์สินเงินทอง ผู้น้องย่อมไม่ขอคืน แต่นี่เป็นกระบี่ตกทอดมาจากท่านปู่ จำต้องมาขอคืนจากพี่ท่าน”
เจี่ยเหลียนฟังแล้วไม่ชอบใจว่า “น้องรอง ท่านผิดแล้ว ผู้หมั้นหมั้นหมายป้องกันการกลับกลายในภายหลัง เรื่องแต่งงานจะกลับไปกลับมาดังใจได้อย่างไร เรื่องนี้มิได้เด็ดขาด”
เซียงเหลียนยิ้มว่า “ผู้น้องยินดีรับการลงโทษเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่มิอาจตกลงแต่งงาน”
เจี่ยเหลียนยังจะโต้แย้ง เซียงเหลียนลุกขึ้นกล่าวว่า
“ขอเชิญพี่ท่านออกมาคุยกันข้างนอกเถิด ในนี้ไม่สะดวก”
อิ๋วซานเจี่ยอยู่ห้องในได้ยินอย่างชัดเจน ตนสู้อุตส่าห์เฝ้ารอ กลับคิดมาคืนคำ นี่คงได้ยินเสียงเล่าลือในจวนเจี่ยว่าตนเป็นคนมักมากไร้ยางอาย ไม่คู่ควรเป็นภรรยา หากเจี่ยเหลียนยอมออกไปเจรจาข้างนอกเรื่องถอนหมั้น เจี่ยเหลียนคงมิอาจปฏิเสธ หรือหากเกิดการทุ่มเถียงกันขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับตนเช่นกัน พอได้ยินเสียงเจี่ยเหลียนจะออกไปนอกห้อง ก็รีบปลดกระบี่ลงจากผนัง ขักกระบี่เมีย 雌锋 ซ่อนไว้หลังข้อศอก รีบออกจากห้องมาบอกว่า
“พวกท่านไม่ต้องออกไปคุยกันหรอก ของหมั้นนี้ขอคืนท่าน”
ซานเจี่ยน้ำตาไหลพราก มือซ้ายส่งกระบี่ผู้ 雄锋 พร้อมฝักคืนเซียงเหลียน มือขวาพลิกกระบี่หลังศอกกลับมาพาดเชือดคอ สุดสงสาร
揉碎桃花红满地,玉山倾倒再难扶。
กลีบท้อแดงสลายกระเซ็นธรณิน
ผาหยกขาวร่างยุพินทลายกอง
ทุกคนต่างตกใจรีบเข้ามาช่วยแต่ไม่ทัน แม่เฒ่าอิ๋วร้องไห้คร่ำครวญพร้อมทั้งด่าเซียงเหลียน เจี่ยเหลียนคว้าตัวเซียงเหลียนไว้มั่น สั่งคนมัดส่งทางการ เอ้อเจี่ยรีบเข้ามาห้ามทั้งน้ำตา เตือนเจี่ยเหลียนว่า
“เขาไม่ได้บีบคั้นนาง นางคิดสั้นเอง ท่านจับส่งทางการมีประโยชน์ใด กลับเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้า ปล่อยเขาไปเถิด”
เจี่ยเหลียนจำปล่อยมือ แล้วขับไล่เซียงเหลียนไปให้พ้น เซียงเหลียนกลับนิ่งไม่ขยับ หยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาว่า
“ข้าไม่รู้ว่านางช่างเด็ดเดี่ยว น่านับถือ เป็นข้าเองไร้วาสนาอุ้มชู”
แล้วร้องไห้ยกใหญ่ อยู่จนกระทั่งจัดการซื้อโลงมาบรรจุศพเรียบร้อย จึงร้องไห้คร่ำครวญอีกยกก่อนอำลา
ก้าวออกจากประตูไม่รู้จะไปไหน งุน ๆ งง ๆ ไตร่ตรองเรื่องที่เกิดขึ้น
“ที่แท้นางช่างงามพร้อม อีกทั้งยังเด็ดเดี่ยว”
สำนึกเสียใจก็สายเกินไป ปล่อยให้เท้าก้าวนำทาง จะไปไหนไม่รู้ตัว
ระหว่างก้าวเดิน มีเสียงหยกสะพายดังติงตังมาแผ่ว ๆ แล้วเห็นซานเจี่ยเดินสวนทางมา มือหนึ่งประคองกระบี่ยวนยาง อีกมือหนึ่งประคองม้วนตำรา ร่ำไห้กับเซียงเหลียนว่า
“เมีย 妾 รอท่านข้างเดียวมาห้าปี ไม่คิดว่าท่านจะไร้น้ำใจไม่ไว้หน้า เมียขอตายเพื่อรักอันเขลานี้ บัดนี้เมียได้รับบัญชาจากพระแม่เตือนสติ 警幻 ให้ไปยังแดนมายาสุญญตาเพื่อปิดคดีกับเหล่าภูตพิศวาส เมียยังมิอาจทำใจ จึงตั้งใจมาพบเป็นครั้งสุดท้าย แต่นี้ไปคงไม่ได้พบกันอีก”
กล่าวจบน้ำตาพรั่งพรูมองดูเซียงเหลียน ก่อนเดินอำลาจาก เซียงเหลียนรีบก้าวมายุดมือนางไว้ ซานเจี่ยสะบัดมือ แล้วเดินหายไป
เซียงเหลียนร้องไห้โฮ แล้วตื่นจากฝันทั้งน้ำตา คล้ายฝันคล้ายจริง ลืมตาเหลียวมองดู เห็นว่าอยู่ในศาลร้าง ข้างกายมีนักพรตขาเป๋นั่งจับเหาอยู่ เซียงเหลียนรีบลุกมาโขกศีรษะคำนับว่า
“ที่นี่ที่ไหน ท่านเซียนมีนามใด”
นักพรตยิ้มว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าที่นี่ที่ไหน และข้าเป็นใคร แค่แวะมานั่งพักเท่านั้น”
เซียงเหลียนได้ฟัง หนาวสะท้านราวน้ำแข็งเสียดกระดูก ชักกระบี่ผู้ออกจากฝัก โกนผมนับหมื่นเส้นจนเกลี้ยงหัวตน แล้วติดตามนักพรต ไม่รู้ไปหนใด
(จบบทที่หกสิบหก)
ตอนก่อนหน้า : หักปิ่นให้คำมั่น
https://www.blockdit.com/posts/6ac36da184d6bfa249cc3048
ตอนถัดไป : ของฝากจากแดนใต้
1 บันทึก
2
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย