Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
กุ้ยหลิน
•
ติดตาม
5 ต.ค. เวลา 09:28 • ประวัติศาสตร์
ความฝันในหอแดง 138 หักปิ่นให้คำมั่น
เอ้อเจี่ยสั่งให้เตรียมกับแกล้มสองจานกับเหล้าจอกใหญ่วางไว้ขอบเตียงผิง ให้ซิงเอ๋อยืนดื่ม แล้วตะล่อมถามว่า
“คุณนายที่บ้านอายุเท่าไร ร้ายกาจเพียงไหน เหล่าไท่ไท่อายุเท่าไร มีคุณหนูอยู่รวมกี่คน”
ซิงเอ๋อยิ้มระรื่นดื่มไปเล่าเรื่องไปให้สองแม่ลูกฟังว่า
“ข้าเป็นบ่าวอยู่ประตูสอง พวกเรามีแปดคน แบ่งเป็นสองกะ กะละสี่คน บางคนเป็นพวกของคุณนาย บางคนเป็นพวกของนายท่าน พวกของคุณนายนั้น พวกเราไม่กล้าตอแยด้วย แต่พวกของนายท่าน พวกของคุณนายไม่เคยเกรงใจ
พูดถึงคุณนายแล้ว ท่านอย่าเอาไปฟ้องเชียว คุณนายเป็นคนใจร้ายปากจัด นายรองของพวกเรานับว่าจิตใจดีที่ทนนางได้ สาวใช้ต้นห้องของคุณนายชื่อผิงเอ๋อเป็นคนดีมาก แม้จะมีลมหายใจเดียวกับคุณนาย แต่ลับหลังนางมักคอยช่วยเหลือคน พวกเราทำอะไรผิด คุณนายไม่ยอมละเว้น พวกเราไปขอร้องผิงเอ๋อ นางก็ช่วยผ่อนร้ายเป็นดี
ทุกวันนี้ นอกจากเหล่าไท่ไท่ กับไท่ไท่สองคนแล้ว ทุกคนต่างชังคุณนาย เพียงแต่แสดงออกว่ากลัว นางถือดีว่าไม่มีใครเหนือกว่านาง เรื่องสอพลอเหล่าไท่ไท่ กับไท่ไท่ นางว่าหนึ่งคือหนึ่ง สองคือสอง ไม่มีใครกล้าค้าน ยิ่งเรื่องหาเงินมากองเป็นภูเขาให้เหล่าไท่ไท่ กับไท่ไท่เห็นว่านางจัดการงานเก่ง ไม่รู้ว่าให้ร้ายบริวารไปเท่าไร พอมีเรื่องดี นางชิงเสนอหน้าไม่รอใคร พอเกิดเรื่องร้าย หรือนางทำผิดเอง นางจะรีบหดหัว โยนกลองให้ผู้อื่นแล้วคอยโหมไฟอยู่ด้านข้าง
ทุกวันนี้แม้แต่ไท่ไท่ใหญ่ 大太太 แม่สามีของนาง (สิงฮูหยิน) ยังรังเกียจนางว่า
“นกกระจอกรู้แต่หาที่เจริญ 雀儿拣着旺处飞” (ประจบแม่เฒ่าเจี่ย กับหวางฮูหยิน)
“ไก่ดำก็ดำเหมือนกันทั้งเล้า 黑母鸡一窝儿” (หวางซีเฟิ่งเป็นหลานสาวของหวางฮูหยิน เหมือนไก่ดำเล้าเดียวกัน)
เรื่องในบ้านตัวเองไม่สนใจ เที่ยวแส่ไปจัดการเรื่องบ้านอื่น หากไม่ติดที่เหล่าไท่ไท่ คงเรียกตัวนางกลับมาเตือนสตินานแล้ว”
อิ๋วเอ้อเจี่ยยิ้มว่า “เจ้านินทานางลับหลังเยี่ยงนี้ ต่อไปจะเอาข้าไปนินทาลับหลังเยี่ยงไร ข้ายังต่ำกว่านางหนึ่งชั้น คงมีเรื่องให้เจ้านินทามากกว่าอีก”
ซิงเอ๋อรีบคุกเข่าว่า “คุณนายกล่าวเช่นนี้ ฟ้ามิผ่าหัวผู้น้อยหรือ หากพวกผู้น้อยมีวาสนา คุณนายได้แต่งกับนายท่านเสียก่อนหน้า พวกผู้น้อยคงถูกดุด่าทุบตีน้อยลง ไม่ต้องคอยขวัญผวา ตอนนี้ บ่าวพวกของนายท่าน ทุกคนต่างชื่นชมคุณนายว่าเห็นอกเห็นใจผู้น้อย พวกเรายังคุยกันว่าจะขอให้นายท่านย้ายพวกเรามาคอยรับใช้คุณนายที่นี่”
อิ๋วเอ้อเจี่ยยิ้มว่า “เจ้าลิงกะล่อนยังไม่รีบลุกขึ้น ข้าแค่พูดเล่นเจ้าก็กลัวขนาดนี้ พวกเจ้าจะมาทำอะไรที่นี่ ข้าต่างหากจะไปหาคุณนายของพวกเจ้า”
ซิงเอ๋อรีบโบกไม้โบกมือว่า
“คุณนายอย่าได้ไปเด็ดขาด ข้าขอเรียนคุณนายว่า ชั่วชีวิตนี้อย่าได้พบนางเป็นดีที่สุด นางเป็นคน
嘴甜心狠,两面三刀
ปากหวานใจต่ำทราม ตีสองหน้าสามคม
上头一脸笑,脚下使绊子
บนใบหน้าแย้มยิ้ม ล่างทิ่มเท้าขัดขา
明是一盆火,暗是一把刀
เบื้องหน้าอบอุ่นดังกองไฟ เบื้องในซ่อนไว้ซึ่งมีดคม
ครบร้อยเล่มเกวียนมารยา เกรงว่า แม้แต่น้าสาม (ซานเจี่ย) ยังต่อปากต่อคำนางมิทัน คุณนายสุภาพอ่อนโยนย่อมไม่ใช่คู่ปรับนาง”
เอ้อเจี่ยยิ้มว่า “ข้ามีมารยาทกับนาง นางกล้าทำอะไรข้า”
ซิงเอ๋อว่า “ใช่ว่าผู้น้อยดื่มสุราแล้วพูดจาเหลวไหล แม้คุณนายจะยอมถอยให้นางหนึ่งก้าว นางเห็นคุณนายสวยกว่า จิตใจดีกว่า มีหรือจะยอมเลิกรา คนอื่นเป็นกระปุกน้ำส้ม แต่นางเป็นไหน้ำส้ม โอ่งน้ำส้ม กับพวกสาวใช้ นายรองชายตามองเข้าหน่อย นางก็เล่นงานต่อหน้านายรองจนหัวร้างข้างแตก
แม้กระทั่งแม่นางผิง (ผิงเอ๋อ) ที่อยู่บ้านเดียวกัน ราวหนึ่งถึงสองปีก่อน มีอยู่ครั้งหนึ่งอยู่ลำพังกับนายรอง นางก็นับเอาเองว่าเคยนับสิบครั้ง ทำให้แม่นางผิงโมโหจนร้องไห้ยกใหญ่ต่อว่านายรองว่า
“ข้าไม่ได้เรียกร้องเอง ท่านบังคับข้า ข้าไม่ยอมกลับหาว่าข้าต่อต้าน นี่ยังเป็นเช่นนี้อีก”
นางจึงยอมอ่อนข้อ กลับมาง้อแม่นางผิง”
เอ้อเจี่ยว่า “เจ้าโกหกหรือเปล่า นางยักษ์เช่นนาง ไยต้องเกรงใจคนในบ้าน”
ซิงเอ๋อว่า “พังเพยว่า สามคนก็ไม่พ้นคำว่าเหตุผล 三人抬不过个理字去 แม่นางผิงเป็นสาวใช้ของนางตั้งแต่เด็กเติบโตมาด้วยกัน ที่ติดตามนางมาตอนแต่งงานมีด้วยกันทั้งหมดสี่คน บ้างแต่งงานไป บ้างตายจาก เหลือคนรู้ใจผู้นี้เพียงนางเดียว นางตั้งใจมาแต่แรกว่าจะเก็บนางไว้ให้เป็นอนุของสามี หนึ่งเพื่อแสดงว่านางมีคุณธรรม สองเพื่อผูกมัดใจนายรองไว้ แม่นางผิงเป็นคนมีเหตุผล ไม่ชอบยุแยงตะแคงรั่ว ทั้งยังมั่นคงจริงใจต่อนาง นางจึงยอมอ่อนข้อให้”
เอ้อเจี่ยยิ้มว่า “เช่นนี้นี่เอง แต่ข้าฟังว่าที่บ้านเจ้ายังมีคุณนายหม้ายผู้หนึ่งกับพวกคุณหนูอีกหลายคน จะทนความร้ายกาจของนางได้หรือ”
ซิงเอ๋อปรบมือยิ้มว่า
“คุณนายยังไม่รู้ คุณนายหม้ายที่พูดถึงนี้มีฉายาว่า “มหาโพธิสัตว์ 大菩萨” นับเป็นผู้มีคุณธรรมเป็นเลิศ ไม่มากเรื่องแล้วยังคอยสอนพวกคุณหนูให้รู้หนังสือและงานเย็บปักถักร้อย ระหว่างที่คุณนายรอง (พี่เฟิ่ง) ป่วยก่อนหน้านี้ ก็ได้คุณนายใหญ่ผู้นี้ (หลี่หวาน) มาดูแลงานแทนอยู่หลายวัน นางยึดตามกฎระเบียบ ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน
ส่วนคุณหนูใหญ่ (หยวนชุน)ไม่มีอะไรต้องพูดถึง หากมิใช่เป็นคนดีคงไม่วาสนาสูงส่งปานนี้ (เป็นเจ้าจอม)
คุณหนูรอง (หยิงชุน) มีฉายา “ท่อนไม้รอง 二木头” เข็มตำมือยังไม่ร้องสักคำ
คุณหนูสาม (ทั่นชุน) มีฉายา “ดอกกุหลาบ 玫瑰花” แดงงดงามมีกลิ่มหอม ใครเห็นใครรัก แต่หนามคม เสียดายที่ไม่ใช่บุตรีแท้ ๆ ของไท่ไท่ กลับเป็นหงส์จากวงศ์กา (เป็นบุตรีของอนุภรรยา)
คุณหนูสี่ (ซีชุน) ยังเล็ก เป็นน้องสาวแท้ ๆ ของนายใหญ่เจิน (เจี่ยเจิน) เสียมารดาตั้งแต่เล็ก ไท่ไท่รับไปเลี้ยงจนเติบใหญ่ เป็นอีกคนที่ไม่สนใจเรื่องชาวบ้าน
คุณนายคงยังไม่รู้ว่า นอกจากเหล่าคุณหนูของบ้านแล้ว ยังมีคุณหนูอีกสองท่าน หาใดปานในโลกหล้า
ท่านหนึ่งเป็นบุตรีของไท่ไท่อาหญิง แซ่หลิน ชื่อไต้วี่ รูปร่างหน้าตางดงามเฉกเช่นน้าสาม เปี่ยมความรู้เชิงอักษร แต่ร่างกายอ่อนแอ อากาศอย่างวันนี้ยังต้องสวมเสื้อนวม พอถูกลมก็แทบล้ม พวกเราบ่าวปากไร้ขื่อแป 没王法 แอบตั้งฉายาให้ว่า “ซีซือขี้โรค 多病西施”
ยังมีอีกท่านเป็นบุตรีไท่ไท่น้าหญิง แซ่เซวีย ชื่อเป่าไช ดังหลุดมาจากกองหิมะ
ยามคุณหนูทั้งสองนี้ออกจากบ้าน บ่าวไพร่พบที่ชานเรือน หรือโดยสารรถ เพียงพวกนางชายตามา บ่าวไพร่อย่างพวกข้าเหมือนผีอำ จะหายใจยังมิกล้า”
เอ้อเจี่ยยิ้มว่า “บ้านใหญ่ของพวกเจ้ามีกฎระเบียบ ผู้น้อยอย่างเจ้าพบเห็นคุณหนูก็ต้องรีบหลบให้ไกล ไม่กล้าหายใจเป็นธรรมดา”
ซิงเอ๋อโบกไม้โบกมือว่า “ไม่ใช่ไม่กล้าหายใจแบบนั้น แต่กลัวว่า หายใจแรงไป จะพัดคุณหนูหลินล้ม ลมหายใจอุ่นไป จะรดใส่คุณหนูเซวียละลาย”
กล่าวจบ ทั้งห้องก็ก้องไปด้วยเสียงหัวเราะ
(จบบทที่หกสิบห้า)
ซิงเอ๋อนินทานาย เมียเป้าเอ้อตีซิงเอ๋อเข้าทีหนึ่งว่า
“เรื่องจริงพอมีอยู่บ้าง แต่ปากเจ้าไม่มีหูรูด พูดจาเช่นนี้ไม่เหมือนเป็นคนของนายรอง กลับไปเหมือนคนของเป่าวี่”
อิ๋วเอ้อเจี่ยตั้งท่าจะซัก อิ๋วซานเจี่ยพลันหัวเราะถามว่า
“เป่าวี่ของพวกเจ้า นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ยังทำอะไรได้อีก”
ซิงเอ๋อยิ้มว่า “น้าสามอย่าถามถึงเขา พูดขึ้นมาน้าสามคงไม่เชื่อ เขาโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเข้าโรงเรียนอย่างจริงจัง บ้านเรานับแต่บรรพชนจนถึงนายท่านทั้งสอง ทุกท่านล้วนผ่านความพากเพียรเรียนสิบปี 十载寒窗 มีแต่เขาที่ไม่ใส่ใจใฝ่ศึกษา อาศัยว่าเป็นแก้วตาดวงใจของเหล่าไท่ไท่ แต่แรกนายท่านยังพอได้อบรม แต่เดี๋ยวนี้จะอบรมยังไม่กล้า ได้แต่ทำตัวบ้าบอไปวัน ๆ คำพูดคำจาไม่มีใครฟังเข้าใจ กระทำการไรไม่มีใครรู้เรื่อง
คนภายนอกเห็นว่าเขาท่าทีมีสง่า คงคิดว่าเป็นผู้ทรงปัญญา หารู้ไม่ว่าในหัวมีแต่เรื่องเหลวไหล พบหน้าผู้คน เรื่องจะพูดก็ไม่มี ข้อดีที่พอมีคือ ถึงจะไม่ได้เข้าโรงเรียน กลับพอรู้หนังสืออยู่หลายตัว แต่ละวันไม่เรียนบุ๋น ไม่ฝึกบู๊ ไม่กล้าพบผู้คน ชอบแต่ขลุกอยู่กับเหล่าสตรี
ไร้ระเบียบวินัย พอเห็นบ่าวอย่างพวกเรา ยามชอบใจก็เล่นหัวด้วยไม่รู้สูงรู้ต่ำ ยามไม่ชอบใจก็เดินหนี ไม่แยแสผู้ใด พวกเราเห็นเขาเดินมา จึงไม่ต้องสนใจรีบลุก จะนั่งจะนอนก็แล้วแต่ เขาก็ไม่ว่าอะไร จึงไม่มีใครกลัวเขา ต่างทำตัวตามสบาย”
อิ๋วซานเจี่ยยิ้มว่า “เจ้านายใจกว้าง พวกเจ้าจึงทำตัวเช่นนี้ พอเข้มงวด ก็นินทาว่าร้าย พวกเจ้าช่างเอาใจยากยิ่งนัก”
อิ๋วเอ้อเจี่ยว่า “พวกเรามองเขาแต่เปลือกนอกก็เห็นว่าดี ที่แท้เป็นเช่นนี้ น่าเสียดายที่ท่าดีแต่ทีเหลว”
อิ๋วซานเจี่ยว่า “พี่อย่าไปฟังเขาพูดเหลวไหล พวกเราเคยพบเป่าวี่มาครั้งสองครั้งแล้วมิใช่หรือ ถึงกิริยาท่าทาง การพูดจาจะมีกลิ่นอายสตรีอยู่บ้าง แต่นั่นก็เพราะเขาคลุกคลีกับพวกสตรีทุกวันจนเคยชิน
พูดถึงเหลวไหล เรื่องไหนกันที่ว่าเหลวไหล ? พี่จำตอนคารวะศพด้วยกันได้ไหม ตอนนั้นพวกสงฆ์ต้องเดินประกอบพิธีรอบโลงศพ เขายืนอยู่หัวขบวนของพวกเรากันพวกสงฆ์ไว้ ใคร ๆ ก็ว่าเขาเสียมารยาท ไม่รู้กาลเทศะ หลังพิธี เขาแอบมาบอกพวกเราว่า
“พี่สาว ใช่ว่าข้าไม่รู้กาลเทศะ แต่พวกสงฆ์ไม่ค่อยสะอาด ข้ากลัวกลิ่นเหม็นจะรบกวนพวกพี่”
ต่อมาตอนที่เขาดื่มชา พี่ก็ขอดื่มด้วย ยายเฒ่าจะเอาถ้วยของเขาไปรินให้พี่ เขารีบบอกว่า
“ถ้วยใบนั้นเลอะแล้ว ไปล้างถ้วยใหม่มาริน”
จากสองเรื่องนี้ หากมองอย่างมีสติจะเห็นได้ว่า การปฏิบัติต่อสตรีนับว่ายอมรับได้ แม้ในสายตาผู้อื่นอาจเห็นแล้วไม่เข้าใจบ้าง”
อิ๋วเอ้อเจี่ยฟังจบก็ยิ้มว่า “หากเป็นเช่นเจ้าว่า เจ้าทั้งสองก็นับว่ารู้ซึ้งถึงกันและกัน 情投意合 ยกเจ้าให้กับเขาก็เหมาะสมดี มิใช่หรือ”
ซานเจี่ยเห็นซิงเอ๋อยืนอยู่ด้านข้าง จึงไม่อยากตอบโต้ เอาแต่ก้มหน้าแทะเมล็ดแตง
ซิงเอ๋อยิ้มว่า “ดูแล้ว พวกท่านนับเป็นคู่ที่เหมาะสมอยู่ เสียแต่ว่าเขามีคู่หมายแล้ว เพียงแต่ยังไม่เปิดเผย แต่ต่อไปคงลงเอยกับคุณหนูหลินเป็นที่แน่นอน คุณหนูหลินขี้โรค และยังอายุน้อย จึงยังไม่ได้พูดกันถึงเรื่องนี้ รออีกสองสามปี เหล่าไท่ไท่เอ่ยปาก เรื่องนี้จึงชัดเจน”
ระหว่างสนทนา หลงเอ๋อ 隆儿 เข้ามาแจ้งว่า
“นายใหญ่มีงานสำคัญเป็นความลับ ต้องให้นายรองไปยังเมืองผิงอัน 平安州 อีกสี่ห้าวันจะออกเดินทาง ใช้เวลาไปกลับสิบห้าถึงสิบหกวัน วันนี้นายรองจึงไม่อาจกลับมาที่นี่ ขอให้คุณนายผู้เฒ่ากับน้าหญิงรองตกลงกันให้ดี พรุ่งนี้นายท่านมาถึงจะได้จัดการให้เรียบร้อย”
กล่าวจบ ก็พาซิงเอ๋อกลับไปด้วยกัน
อิ๋วเอ้อเจี่ยสั่งให้ปิดประตูบ้านเตรียมเข้านอนไว เย็นนั้นก็ซักน้องสาวโดยละเอียด หลังเที่ยงวันรุ่งขึ้น เจี่ยเหลียนมาหา อิ๋วเอ้อเจี่ยเตือนว่า
“ในเมื่อมีงานสำคัญ ไม่เห็นต้องรีบมา เดี๋ยวจะเสียงานใหญ่”
เจี่ยเหลียนว่า “ไม่ใช่งานใหญ่กระไรนัก เพียงแต่ต้องเดินทางไกล รอพ้นสิ้นเดือนจึงออกเดินทาง ราวครึ่งเดือนจึงกลับ”
อิ๋วเอ้อเจี่ยว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็วางใจออกเดินทางเถิด เรื่องทางนี้ไม่ต้องเป็นห่วง น้องสามอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนใจ เขาเลือกของเขาเอาไว้แล้ว ท่านก็เพียงตกลงตามที่นางเลือกเท่านั้น”
เจี่ยเหลียนถามว่า “เป็นใครกัน”
เอ้อเจี่ยยิ้มว่า “ตอนนี้คนผู้นี้ไม่ได้อยู่ที่นี่ ไม่รู้จะกลับมาเมื่อไร นับว่านางตาแหลมอยู่ นางบอกเองว่า หากหนึ่งปีจึงกลับ นางก็รอหนึ่งปี หากสิบปีจึงกลับ นางก็รอสิบปี หากเขาผู้นี้ตายไปไม่กลับมาอีก นางจะโกนหัวบวชชี เข้าวัดถือศีล ไม่แต่งใครอีกเลย”
เจี่ยเหลียนถามว่า “ที่แท้เป็นใครกัน นางจึงปักใจถึงเพียงนี้”
เอ้อเจี่ยยิ้มว่า “ว่าไปแล้วเรื่องยาว เมื่อห้าปีก่อน ท่านแม่กับพวกข้าไปอวยพรงานวันเกิดของท่านยาย ที่งานว่าจ้างคณะนักแสดง ในคณะมีตัวพระเอกชื่อว่า หลิ่วเซียงเหลียน 柳湘莲 นางว่าต้องเป็นคนผู้นี้ นางจึงยอมแต่งด้วย ปีก่อน ฟังว่าก่อคดีต้องหลบหนีไป ไม่รู้ว่ากลับมาหรือยัง”
เจี่ยเหลียนว่า “ไม่น่าแปลก คิดว่าใคร ที่แท้คนผู้นี้ นับว่าสายตาไม่เลว เจ้ารองหลิ่ว 柳老二 หน้าตาดีแต่นิสัยเย็นชา ไม่ค่อยไว้หน้าใคร เขาสนิทกับเป่าวี่ ปีที่แล้วซ้อมเจ้าทึ่มเซวีย 薛呆子 (เซวียผาน) เสียน่วม ไม่กล้าสู้หน้าพวกเราจึงหนีไปที่ไหนไม่รู้ แต่ฟังว่ากลับมาแล้ว ไม่รู้จริงหรือเท็จ ลองถามบ่าวของเป่าวี่ดูคงรู้ แต่หากยังไม่กลับ คนพเนจรอย่างเขา ไม่รู้ต้องรออีกกี่ปี มิเสียทีรอเก้อหรอกหรือ”
เอ้อเจี่ยว่า “ยายสามของพวกเรา พูดจริงทำจริง นางว่าอย่างไรก็ตามนั้น”
ซานเจี่ยเดินเข้าห้องมาบอกว่า “พี่เขย ท่านยังไม่รู้จักข้าดี วันนี้ข้าขอบอกให้ท่านวางใจ ข้าไม่ใช่คนปากอย่างใจอย่าง ข้าพูดอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น หากคนแซ่หลิ่วกลับมา ข้าจึงยอมแต่ง นับแต่นี้ ข้าจะสวดมนตร์ถือศีลกินเจ รับใช้ท่านแม่ รอจนเขากลับมาแต่งด้วย หากร้อยปีไม่มา ข้าก็จะออกบวช”
แล้วคว้าปิ่นหยกบนศีรษะมาหักเป็นสองท่อนว่า
“หากเท็จแม้สักคำ ขอเป็นดังปิ่นนี้”
กล่าวจบ ก็เดินกลับห้อง นับแต่นั้นนางก็รักษาความประพฤติและวาจาโดยเคร่งครัด 非礼不动,非礼不言
เจี่ยเหลียนไม่รู้จะทำเช่นไร คุยกับเอ้อเจี่ยสักพักแล้วกลับบ้าน มาถึงคุยกับพี่เฟิ่งเรื่องเตรียมตัวเดินทาง แล้วให้คนตามหมิงเอียน 茗烟 มาถามเรื่องหลิ่วเซียงเหลียน
หมิงเอียนว่า “ข้าก็ไม่รู้ น่าจะยังไม่กลับ หากกลับมา ข้าต้องรู้แน่”
เจี่ยเหลียนใช้คนไปดูตามที่อยู่ ก็ไม่พบตัว จึงจำต้องส่งข่าวให้เอ้อเจี่ยรู้ว่ายังไม่ได้ความ
ตอนก่อนหน้า : อิ๋วซานเจี่ย
https://www.blockdit.com/posts/6abe2a661a75ea3190287586
ตอนถัดไป : พลีชีพเพื่อรัก
3 บันทึก
4
3
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
ความฝันในหอแดง
3
4
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย