•
1 ต.ค. เวลา 09:39 • ประวัติศาสตร์

ความฝันในหอแดง 137 อิ๋วซานเจี่ย

ทางด้านเอ้อเจี่ยได้ยินเสียงม้าอึกทึก รู้สึกกระสับกระส่ายไม่สบายใจ พยายามพูดฉอเลาะเจี่ยเหลียนเบนความสนใจ เจี่ยเหลียนดื่มไปได้หลายจอก เริ่มเกิดอารมณ์ สั่งสาวใช้เก็บสุราอาหารไปให้หมด ปิดประตูแล้วถอดเสื้อ เห็นเอ้อเจี่ยสวมเสื้อสีแดงสด สยายผมดำขลับ ใบหน้าพริ้มเพราเร้าอารมณ์กว่าที่เห็นยามกลางวัน เจี่ยเหลียนสวมกอดนางไว้ยิ้มว่า
“ใคร ๆ ก็ว่านางยักษ์ (พี่เฟิ่ง) 夜叉婆 บ้านข้างาม ดูแล้ว มาใส่รองเท้าให้เจ้ายังไม่คู่ควร”
เอ้อเจี่ยว่า “ถึงข้าจะงาม แต่ไร้จริยธรรม ไม่งามเสียยังดีกว่า”
เจี่ยเหลียนว่า “หมายความว่ากระไร ข้าไม่เข้าใจ”
เอ้อเจี่ยหลั่งน้ำตาว่า “พวกท่านเห็นข้าเป็นคนโง่ ไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง ตอนนี้ข้าอยู่กินกับท่านมาได้สองเดือน แม้จะยังสั้นนัก ข้าก็รู้ว่าท่านไม่ใช่คนเหลวไหล ข้าอยู่เป็นคนของท่าน ตายก็เป็นผีของท่าน ในเมื่อเป็นสามีภรรยา ข้าก็ต้องพึ่งพาท่านตลอดชีวิต ไม่กล้าปกปิดสิ่งใด ข้ามีที่พึ่งพิงแล้ว แต่น้องสาวของข้าในภายหน้าจะเป็นอย่างไรเล่า เท่าที่ข้าเห็นสภาพของนางในตอนนี้ไม่อาจปล่อยเอาไว้ ควรหาทางที่ดีมีอนาคตกว่านี้แก่นาง”
เจี่ยเหลียนฟังแล้วยิ้มว่า “เจ้าวางใจ ข้าไม่ใช่พวกชอบกินสายชูเอาแต่หึงหวง เรื่องในอดีตของเจ้ากับพี่ใหญ่ ข้าก็รู้ เจ้าไม่ต้องปกปิด ตอนนี้เจ้าเป็นคนของข้า พี่ใหญ่ย่อมต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ ตามความเห็นข้า มิสู้ให้น้องสามแต่งเสียกับพี่ใหญ่ หมดปัญหาสำหรับพวกเราทั้งสองฝ่าย ทุกคนกินต้มจับฉ่าย 杂烩汤 เสียด้วยกัน เจ้าเห็นว่าอย่างไร”
เอ้อเจี่ยเช็ดน้ำตาว่า “ถึงท่านจะมีเจตนาดี แต่ด้วยนิสัยของน้องสาวข้า คงทำให้นายใหญ่ต้องอับอายขายหน้า 脸上下不来”
เจี่ยเหลียนลุกขึ้นว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าไปเจรจาเอง แหกกฎเกณฑ์เสียหน่อยก็สิ้นเรื่อง”
ฤทธิ์เหล้ากำลังได้ที่ เจี่ยเหลียนเดินมายังลานด้านตะวันตก เห็นแสงตะเกียงในห้องยังสว่าง จึงผลักประตูเข้าไปว่า
“นายใหญ่อยู่ที่นี่ ผู้น้องมาอวยพร”
เจี่ยเจินได้ยินเสียงเจี่ยเหลียนก็ตกใจสะดุ้งสุดตัว พอเห็นเจี่ยเหลียนเดินเข้าห้องมา ก็รู้สึกอับอาย แม่เฒ่าอิ๋วก็รู้สึกกระดากใจวางหน้าไม่สนิท เจี่ยเจินลุกขึ้นเชิญนั่ง
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “ทำไมต้องเกรงใจเช่นนี้ พวกเราพี่น้องเมื่อก่อนเป็นเช่นไร พี่ใหญ่ห่วงใยข้า ถึงร่างข้าแหลกเป็นผุยผงก็ยังสำนึกบุญคุณของพี่ใหญ่ไม่รู้สิ้น หากพี่ใหญ่คิดมาก ข้าก็ไม่สบายใจ จากนี้ไป ขอให้พี่ใหญ่ทำตัวเหมือนเดิม มิเช่นนั้น ผู้น้องยอมไม่มีผู้สืบสกุล ไม่ขอกลับมาที่นี่อีก”
กล่าวจบก็จะคุกเข่า เจี่ยเจินรีบเข้ามาพยุงเจี่ยเหลียนให้ลุกขึ้นว่า “น้องเรากล่าวเช่นนี้ ข้าย่อมต้องปฏิบัติตาม”
เจี่ยเหลียนสั่งคนว่า “เอาเหล้ามา ข้าจะดื่มกับพี่ใหญ่สองจอก”
แล้วหันมายิ้มระรื่นกับซานเจี่ยว่า “น้องสามทำไมไม่ดื่มจอกคู่กับพี่ใหญ่ ข้าขอดื่มอวยพรพวกท่านหนึ่งจอก แสดงความยินดีกับพี่ใหญ่และน้องสาม”
เจี่ยเจินยิ้มว่า “เจ้ารองนี่ ข้าคงต้องดื่มจอกนี้ให้หมด”
แล้วยกขึ้นกระดกรวดเดียว
ซานเจี่ยฟังแล้วโกรธ โดดผลุงขึ้นยืนบนเตียงผิง ชี้หน้าเจี่ยเหลียนหัวเราะเยาะว่า
“ท่านไม่ต้องมาทำปากหวานก้นเปรี้ยว 花马吊嘴
บะหมี่ถั่วในน้ำใส กินอะไรใครก็เห็น 清水下杂面,你吃我看见 (ทำอะไรก็เห็นอยู่) ในเมื่อ
เชิดตัวหนังขึ้นเวทีเล่นเงา ก็อย่าเจาะเอาฉากกระดาษขาด 见提着影戏人子上场,好歹别戳破这层纸儿 รู้กันอยู่แก่ใจ ไม่เห็นต้องเผยไต๋ออกมา
ท่านอย่าเอาคราบน้ำมันมาป้ายใจ 别油蒙了心 แล้วคิดเอาเองว่าไม่มีใครรู้เรื่องในจวนท่าน พวกท่านพี่น้องสองชายหว่านเงินสกปรก คิดจะซื้อพวกเราพี่น้องสองสาวไปเป็นเครื่องเล่น อย่าได้หมายดีดลูกคิดรางแก้ว 打错了算盘
ข้ายังรู้ว่าภรรยาของท่านนั้นยากจะตอแย ตอนนี้ถึงจะแต่งเอาพี่สาวของข้าไปเป็นบ้านเล็ก แต่ฆ้องกลองที่ขโมยมาก็ไม่อาจประโคม 偷来的锣鼓儿打不得
ข้าเองก็อยากพบคุณนายเฟิ่ง ดูสิว่านางจะมีกี่เศียรกี่กร ถ้าอยู่กันได้ด้วยสันติ 好取和 ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ ไส้พุงท่านทั้งสองกี่ขดข้าก็มีปัญญาควักออกมาให้หมดก่อน แล้วค่อยไปแลกชีวิตกับนางหญิงใจบาปหยาบช้า
อยากให้ข้าดื่มเหล้าหรือ มาสิ กลัวอะไร”
ซานเจี่ยด่าด้วยคำพังเพยเชื่อมกันเป็นพวง แล้วคว้ากามารินเหล้าหนึ่งจอก ดื่มเองครึ่งจอก จับเจี่ยเหลียนกรอกที่เหลือแล้วว่า
“ข้ายังไม่เคยดื่มกับพี่ชายของท่านมาก่อน แต่วันนี้ขอดื่มกับท่าน พวกเรามามีสัมพันธ์กันหน่อย”
เจี่ยเหลียนกลับเป็นฝ่ายตกใจจนสร่างเมา
เจี่ยเจินไม่คาดฝันว่าซานเจี่ยจะจัดจ้านไร้ยางอาย 无耻老辣 เยี่ยงนี้ พี่น้องสองชายนับเป็นผู้คร่ำหวอดในสนามรัก วันนี้กลับถูกสาวสบประมาทจนมิอาจต่อคำ ซานเจี่ยเห็นท่าทีเช่นนี้ รุกต่อทันทีว่า
“ขอเชิญพี่สาวมาร่วมสนุก พวกเราสี่คนมาร่วมวงกัน พังเพยว่า สะดวกใดจะเท่าครอบครัวเอง 便宜不过当家 ท่านพี่น้องสองชาย ข้าพี่น้องสองสาว ไม่ใช่คนนอก เข้ามาเลย”
แม่เฒ่าอิ๋วเห็นแล้วทำอะไรไม่ถูก
เจี่ยเจินตั้งท่าจะหนี ซานเจี่ยมีหรือจะยอม เจี่ยเจินสำนึกเสียใจไม่คิดว่าจะเจอคนจริง ไม่น่าคิดจะมาตีท้ายครัวเจี่ยเหลียนเสียแต่แรก
ซานเจี่ยปลดเครื่องประดับ ถอดเสื้อนอก แก้มวยผมสยาย ปล่อยเสื้อกั๊กสีแดงสดให้เห็นเสื้อในสีเขียวต้นหอม 葱绿 เกาะเนินอกขาวราวหิมะอยู่วับแวม ท่อนล่างสวมกางเกงสีเขียวอ่อน รองเท้าแดง สวยสุดสะดุดตา ปทุมทองทั้งคู่เดี๋ยวบานเดี๋ยวหุบ กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง กระพือรักกระพือชัง มิหยุดหย่อน ต่างหูทั้งคู่แกว่งไกวไปมาดังโล้ชิงช้า
ใต้แสงโคม คิ้วใบหลิ่วโค้งเรียวราวมีหมอกคลุม ริมฝีปากแดงระเรื่อดังแต้มชาด เดิมดวงตาดังน้ำใสเดือนสารท ได้เมรัยไม่กี่จอก ยามกลอกตาเป็นประกาย ละม้ายระลอกคลื่นกระทบฝั่งจอน ทำเอาเจี่ยเจิน เจี่ยเหลียน เคลิบเคลิ้มคลุมเครือ มึนงงลุ่มหลง อยากเข้าใกล้ก็ไม่กล้า ถอยห่างมาก็เสียดาย แต่พอทวนความหมายในวาจาก่อนหน้าของนาง ก็จำตัดใจล้มเลิกความคิด สองชายสิ้นลายสิ้นสามารถ ไม่อาจเกี้ยวพาราสีตีฝีปาก ยากจะเอ่ยแม้เพียงคำ
ซานเจี่ยยิ่งพูดยิ่งผยอง ทั้งอวดโอ่โวหาร ฤๅยกคำชาวบ้านร้านตลาด เยาะเย้ยถากถางสองชายสาดเสียเทเสียเป็นพักใหญ่ จนสิ้นฤทธิ์สุรา จึงไล่สองชายพ้นบ้านไป ปิดประตูลงกลอนเองแล้วจึงเข้านอน
นับแต่นั้น หากมีสาวใช้หรือแม่บ้านทำอะไรไม่ถูกใจ ซานเจี่ยก็จะยกเอาเจี่ยเจิน เจี่ยเหลียน เจี่ยหยงมาบริภาษอย่างเผ็ดร้อนว่า เป็นทั้งสามที่ล่อลวงพวกนางหญิงหม้ายลูกกำพร้า 寡妇孤女 มาอยู่ในสภาพเช่นนี้ หลังจากเจี่ยเจินกลับไป ก็ไม่กล้ามาเองอีก หากซานเจี่ยอารมณ์ดี ให้บ่าวไปตามตัวมา เจี่ยเจินจึงมาแล้วได้แต่มอง นางจะทำอะไรก็สุดแล้วแต่นาง
อิ๋วซานเจี่ยมีนิสัยพิลึกประหลาด นางรู้ตัวว่าเป็นคนสวย รู้จักแต่งกายให้โดดเด่นเน้นสรีระอันทรงเสน่ห์เย้ายวนใจ อย่าว่าแต่พวกเจ้าชู้อย่างเจี่ยเจิน เจี่ยเหลียน แม้พวกใจคอหนักแน่นจัดเจนโลก ยังถูกเร้าใจให้หวั่นไหว แต่พอมาอยู่ต่อหน้านาง กลับถูกท่าทีโผงผางไม่เห็นใครในสายตาของนางสะกดเอาจนไม่กล้าขยับไม้ขยับมือ ดังนั้นเจี่ยเจินซึ่งล่วงเกินเอ้อเจี่ยทุกซอกมุมจนชาชิน ก็เริ่มหมดความสนใจจนยอมยกให้เจี่ยเหลียน แล้วหันมาเล็งผลเลิศกับซานเจี่ยแทน ซานเจี่ยแม้หยอกเย้ายวนยั่วเป็นปกติ แต่ไม่มีทีท่าจะยินยอมให้เกินเลย
มารดาของนางกับเอ้อเจี่ยเคยเตือนอย่างจริงจัง นางกลับว่า
“พี่นี่เหลวไหล คนอย่างพวกเราดังทองคำและหยก พี่ยอมให้คนไม่เอาถ่าน 现世宝 ทั้งสองล่วงเกินก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว แต่ที่บ้านเขายังมีสตรีร้ายกาจยิ่งอยู่นางหนึ่ง ตอนนี้ปิดบังนางไว้ พวกเราก็ยังคงอยู่ดี หากวันหนึ่งนางรู้เข้า มีหรือจะยอมอยู่เฉย คงอาละวาดเป็นเรื่องใหญ่แน่ พี่กับนางไม่รู้ใครอยู่ใครไป แล้วเรือนนี้จะนับเป็นสถานที่อันปลอดภัยได้อย่างไร หากข้าไม่ฉวยโอกาสนี้เล่นงานพวกเขาเป็นการเอาคืนบ้าง ถึงเวลานั้น เสียชื่อฉาวโฉ่เปล่าค่อยมาเสียใจ มิสายไปหรอกหรือ”
มารดากับพี่สาวรู้ว่าเตือนไม่ฟัง จึงจำต้องปล่อยไป
ทุกวัน ซานเจี่ยเลือกกินเลือกใช้อย่างพิถีพิถัน ได้เงินยังจะเอาทอง ได้มุกยังจะเอาแก้ว กินห่านพีแล้วยังจะกินเป็ดอวบ กินดื่มไม่พอใจก็ล้มโต๊ะ สวมใส่ไม่สมใจ จะเป็นผ้าไหมผ้าต่วน ก็ฉีกทึ้งหรือคว้ากรรไกรตัด ทั้งยังก่นด่าอีกเป็นพัก เจี่ยเจิน เจี่ยเหลียนตามใจเท่าไรไม่รู้พอ สิ้นเปลืองเงินร้อนไปมากมาย
เจี่ยเหลียนนั้น พอมาบ้านก็จะขลุกอยู่แต่ในห้องกับเอ้อเจี่ย และเริ่มสำนึกเสียใจ แม้เอ้อเจี่ยจะเป็นหญิงมากรัก แต่ยังรู้ร้อนรู้หนาว รู้ว่าตนต้องอาศัยเจี่ยเหลียนเป็นที่พึ่งไปชั่วชีวิต พูดถึงเรื่องอ่อนหวานเอาอกเอาใจ เอ้อเจี่ยนับว่าเหนือกว่าพี่เฟิ่งหลายเท่า เรื่องรูปร่างหน้าตา ก็หาได้ด้อยกว่าพี่เฟิ่ง แต่มาก้าวพลาดจนถูกตีตราคำว่า “ร่าน 淫” เสียแล้ว ถึงจะมีข้อดีเพียงไหนก็ตกไป กระนั้น เจี่ยเหลียนยังลำเอียงว่า
“ใครบ้างไม่เคยพลาด รู้ตัวแล้วแก้ไขก็ดีพอ”
เจี่ยเหลียนจึงไม่พูดถึงเรื่องในอดีต สนใจแต่ข้อดีในปัจจุบัน สาบานรักมั่นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกว่าชีวิตหาไม่ เสมือนโลกนี้ไม่มีพี่เฟิ่งหรือผิงเอ๋ออยู่อีกแล้ว
เอ้อเจี่ยมักอ้อนวาจาข้างหมอนกับเจี่ยเหลียนว่า “ท่านลองหารือกับนายท่านเจิน หาคนรู้จักตกแต่งยายสามเสีย ปล่อยทิ้งไว้นานไม่บังควร คงเกิดเรื่องขึ้นในที่สุด”
เจี่ยเหลียนว่า “วันก่อน ข้าก็คุยเรื่องนี้กับพี่ใหญ่ แต่พี่ใหญ่ยังทำใจไม่ได้ ข้าจึงว่า “เนื้อโอชะแต่ลวกปากเกิน กุหลาบงามแต่หนามตำมือ พวกเราคงกำราบนางไม่ไหว หาใครมาแต่งนางไปดีกว่า” เขาก็ยังรีรอลังเล รับปากส่ง ๆ จะให้ข้าทำอย่างไร”
เอ้อเจี่ยว่า “ท่านวางใจ พรุ่งนี้เรากล่อมยายสามก่อน จนนางยอมแล้วไปบอกพี่ใหญ่เจินเอง พี่ใหญ่ก็ไม่มีทางบ่ายเบี่ยง”
เจี่ยเหลียนว่า “อย่างนี้ก็ดี”
วันรุ่งขึ้น เอ้อเจี่ยเตรียมสุรา เจี่ยเหลียนไม่ออกจากบ้าน พอถึงเที่ยงวันก็เชิญมารดากับน้องสาวมา ซานเจี่ยเข้าใจในทันที พอรินสุราแล้ว ก็หลั่งน้ำตาว่า
“พี่เชิญข้ามาวันนี้ คงมีเหตุผลจะยกมาอ้างมากมาย ข้าไม่ใช่คนเหลวไหล ไม่ต้องพูดซ้ำไปซ้ำมาหรอก เรื่องที่ผ่านมาข้าย่อมรู้ดี พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้พี่มีที่พึ่งที่ดีแล้ว ท่านแม่ก็มี ข้าก็ควรหาที่ลงเอยบ้างจึงถูกต้อง แต่แต่งงานเป็นเรื่องใหญ่ผูกพันไปชั่วชีวิต ไม่ใช่เรื่องเล่น คนเห็นพวกเราเป็นสตรีอ่อนแอรังแกง่าย จะให้วางใจได้อย่างไร ข้าจึงต้องไร้ยางอาย คนจึงไม่กล้ารังแก
ตอนนี้จะลงเอยจริงจัง พูดอย่างไม่อาย ข้าก็ต้องเลือกคนที่จะอยู่ร่วมกันได้ชั่วชีวิต หากให้พวกท่านเลือกให้ อาจได้คนมีเงินมีอำนาจแต่ไม่ถูกใจ อยู่ด้วยกันไปก็เสียชาติเกิด”
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “ไม่ยาก เจ้าว่าใครก็คนนั้น เรื่องสินสอดทองหมั้นพวกเราจัดการให้เอง ท่านแม่ก็ไม่ต้องกังวล”
ซานเจี่ยว่า “พี่สาวก็รู้ว่าใคร ไยต้องให้ข้าพูด”
เจี่ยเหลียนยิ้มถามเอ้อเจี่ยว่าใคร เอ้อเจี่ยนึกไม่ออกในทันที เจี่ยเหลียนนึกรู้ว่าต้องเป็นคนผู้นี้ไม่ต้องสงสัย จึงปรบมือหัวเราะว่า
“ข้ารู้แล้วว่าใคร นับว่าสายตาไม่เลว”
เอ้อเจี่ยยิ้มถามว่า “ผู้ใดกัน”
เจี่ยเหลียนยิ้มว่า “คนอื่นนางคงไม่เห็นอยู่ในสายตา ต้องเป็นเป่าวี่”
เอ้อเจี่ยกับแม่เฒ่าอิ๋วพอได้ฟัง ก็มั่นใจว่าใช่เป่าวี่
ซานเจี่ยถ่มน้ำลายแล้วว่า “หากบ้านข้ามีพี่น้องหญิงสิบคน คงต้องแต่งพี่น้องชายบ้านท่านทั้งสิบคนด้วยหรือ นอกจากบ้านท่าน โลกนี้คงสิ้นผู้ชายดีแล้วกระมัง”
ทุกคนฟังแล้วแปลกใจว่า “นอกจากเขา ยังมีใคร”
ซานเจี่ยว่า “อย่านึกเพียงคนตรงหน้า พี่ลองนึกย้อนกลับไปห้าปีก็รู้แล้ว”
สนทนากันอยู่นั้น ซิงเอ๋อ 兴儿 บ่าวคู่ใจเจี่ยเหลียนเข้ามาบอกว่า
“นายผู้เฒ่าฝั่งโน้นถามหานายท่าน ผู้น้อยตอบว่ามาหาท่านน้าฝั่งนี้ ผู้น้อยรีบอาสามาเชิญ”
เจี่ยเหลียนรีบถามว่า “เมื่อวานที่บ้านถามถึงข้าบ้างไหม”
ซิงเอ๋อว่า “ผู้น้อยเรียนคุณนายไปว่า นายท่านอยู่ที่วัดหารือเรื่องงานร้อยวันกับนายท่านเจิน คงไม่กลับ”
เจี่ยเหลียนสั่งให้จูงม้ามา แล้วรีบไปกับหลงเอ๋อ 隆儿 คงทิ้งซิงเอ๋อไว้
1
ตอนก่อนหน้า : เรือนหอหลังใหม่
ตอนถัดไป : หักปิ่นให้คำมั่น

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา