•
13 ต.ค. เวลา 13:24 • การศึกษา
นครราชสีมา

เลือกกีตาร์ให้ลูก ควรเริ่มจาก Classical Guitar หรือ Acoustic Guitar?

สำหรับผู้ปกครองที่กำลังมองหากีตาร์สำหรับเด็กสักตัวหนึ่ง อาจมีคำถามเกิดขึ้นว่า ควรให้ลูกเริ่มเรียนจากกีตาร์คลาสสิก (Classical Guitar) หรือกีตาร์โปร่ง (Acoustic Guitar) ดี?
กีตาร์ทั้งสองประเภทมีรูปร่างหน้าตาที่คล้ายกัน แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ทั้งชนิดของสาย ลักษณะเสียง และแนวทางการเล่น ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กได้
บางครอบครัวอยากให้ลูกเรียนกีตาร์เพื่อฝึกสมาธิและพัฒนาทักษะทางดนตรี ขณะที่บางครอบครัวอยากให้ลูกเล่นเพลงที่ตัวเองชื่นชอบ หรือสามารถหยิบกีตาร์มาเล่นและร้องเพลงกับคนในครอบครัวได้
แล้วเราควรเลือกกีตาร์แบบไหนดี?
วันนี้ JP Music Studio จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับกีตาร์ทั้งสองประเภท พร้อมแนวทางเลือกกีตาร์สำหรับเด็กที่ผู้ปกครองสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ครับ 🎸
1. Classical Guitar และ Acoustic Guitar ต่างกันอย่างไร?
ก่อนจะเลือกกีตาร์ให้ลูก เราควรทำความเข้าใจความแตกต่างของกีตาร์ทั้งสองประเภทกันก่อนครับ
Classical Guitar หรือกีตาร์คลาสสิก
กีตาร์คลาสสิกใช้สายไนลอนเป็นหลัก ให้สัมผัสที่ค่อนข้างนุ่ม และมีลักษณะเสียงที่อบอุ่นนุ่มนวล
กีตาร์ประเภทนี้มักใช้เล่นเพลงคลาสสิก เพลงบรรเลง และบทเพลงที่เรียบเรียงขึ้นสำหรับกีตาร์โดยเฉพาะ โดยผู้เล่นสามารถใช้ปลายนิ้วดีดสายเพื่อสร้างทั้งทำนอง เสียงเบส และเสียงประสานไปพร้อมกันได้
ในการเรียนกีตาร์คลาสสิก ผู้เรียนมักได้ฝึกทักษะต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางมือ การควบคุมเสียง การอ่านโน้ต ไปจนถึงการถ่ายทอดอารมณ์ของบทเพลง
อย่างไรก็ตาม กีตาร์คลาสสิกไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพลงคลาสสิกเท่านั้น เรายังสามารถนำมาเล่นเพลงป๊อป เพลงประกอบภาพยนตร์ หรือเพลงที่คุ้นเคยได้อีกด้วย
Acoustic Guitar หรือกีตาร์โปร่ง
ในบทความนี้ เราจะใช้คำว่ากีตาร์โปร่งเพื่อหมายถึงกีตาร์โปร่งสายเหล็ก ซึ่งเป็นประเภทที่นิยมใช้เล่นเพลงป๊อป เพลงโฟล์ก และเพลงประกอบการร้องเพลง
กีตาร์ชนิดนี้ใช้สายเหล็ก ให้เสียงที่ค่อนข้างสว่างและชัดเจน เหมาะกับการตีคอร์ด การเกา และการเล่น Fingerstyle
ผู้เรียนที่ชื่นชอบการเล่นเพลงตามศิลปินที่ตัวเองฟัง หรืออยากเล่นกีตาร์พร้อมกับร้องเพลง อาจรู้สึกสนุกกับกีตาร์ประเภทนี้เป็นพิเศษ
ถึงแม้กีตาร์ทั้งสองชนิดจะมีแนวทางการเล่นที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถนำไปเล่นเพลงได้หลากหลายประเภทเช่นกันครับ
2. กีตาร์แบบไหนเหมาะกับเด็กมากกว่ากัน?
คำถามนี้เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการเลือกกีตาร์สำหรับเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับชนิดของสายหรือแนวเพลงเพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือเราต้องพิจารณาทั้งความสนใจของเด็ก ขนาดของเครื่องดนตรี และความเหมาะสมกับการเรียนรู้ในช่วงวัยนั้น ๆ
กีตาร์คลาสสิกมีข้อดีอย่างไรสำหรับเด็ก?
ข้อดีอย่างหนึ่งของกีตาร์คลาสสิกคือสายไนลอนมักให้สัมผัสที่นุ่มกว่าสายเหล็ก จึงอาจช่วยให้เด็กบางคนรู้สึกสบายมือในช่วงเริ่มต้นเรียนได้
นอกจากนี้ การเรียนกีตาร์คลาสสิกยังเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาทักษะหลายด้าน เช่น การใช้มือทั้งสองข้างอย่างสัมพันธ์กัน การควบคุมจังหวะ การฟังเสียง และการอ่านโน้ตดนตรี
เด็กจะได้ฝึกควบคุมนิ้วแต่ละนิ้วให้ทำงานอย่างแม่นยำ รวมถึงเรียนรู้การสร้างเสียงที่แตกต่างกันตามลักษณะของบทเพลง
อย่างไรก็ตาม การเรียนกีตาร์คลาสสิกก็มีความท้าทายเช่นกัน โดยเฉพาะการควบคุมนิ้วมือให้เล่นโน้ตได้ชัดเจน และการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง
การเลือกเรียนกีตาร์คลาสสิกจึงไม่ได้หมายความว่าเด็กจะต้องเรียนยากกว่า หรือเก่งดนตรีได้มากกว่าการเรียนกีตาร์ประเภทอื่น แต่เป็นการเลือกแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเป้าหมายของผู้เรียนครับ
แล้วกีตาร์โปร่งเหมาะกับเด็กแบบไหน?
หากลูกชื่นชอบการร้องเพลง อยากเล่นเพลงป๊อป หรือมีศิลปินที่อยากเล่นเพลงตาม กีตาร์โปร่งก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจครับ
เด็กสามารถเริ่มเรียนรู้จากการฝึกคอร์ดง่าย ๆ และค่อย ๆ พัฒนาทักษะไปสู่การตีคอร์ด การเกา หรือการเล่นทำนองได้
เมื่อสามารถเล่นเพลงที่ตัวเองคุ้นเคยได้ เด็กบางคนอาจเกิดแรงจูงใจในการฝึกซ้อมมากขึ้น เพราะมองเห็นเป้าหมายของตัวเองได้อย่างชัดเจน
แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ปกครองควรทราบคือ สายเหล็กของกีตาร์โปร่งอาจทำให้ปลายนิ้วรู้สึกเจ็บในช่วงแรก โดยเฉพาะเมื่อเด็กยังไม่คุ้นเคยกับการกดสาย
ความรู้สึกดังกล่าวแตกต่างกันไปในแต่ละคน จึงควรเลือกเครื่องดนตรีที่เหมาะกับขนาดมือและตรวจสอบการตั้งสายของกีตาร์ให้เหมาะสมด้วย
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกีตาร์คลาสสิกหรือกีตาร์โปร่ง ทั้งสองประเภทสามารถเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเรียนดนตรีได้ หากเลือกให้เหมาะกับตัวเด็กครับ
3. เลือกกีตาร์ให้ลูก ต้องดูขนาดของกีตาร์ด้วย
นอกจากจะต้องเลือกระหว่าง Classical Guitar กับ Acoustic Guitar แล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือขนาดของกีตาร์
เพราะกีตาร์ที่มีขนาดใหญ่เกินไปอาจทำให้เด็กนั่งเล่นได้ไม่ถนัด ต้องเอื้อมแขนมากเกินไป หรือมีปัญหาในการวางนิ้วบนคอกีตาร์
ในทางกลับกัน หากเครื่องดนตรีมีขนาดเหมาะสม เด็กก็จะสามารถจัดท่าทางการเล่นได้สะดวกขึ้น และมีโอกาสฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
กีตาร์มีหลายขนาด เช่น 1/2, 3/4 และขนาดเต็ม 4/4 โดยขนาดที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับส่วนสูง ช่วงแขน ขนาดมือ และสรีระของเด็ก ไม่ควรใช้เกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียวในการตัดสินใจ
ตัวอย่างเช่น เด็กสองคนที่อายุเท่ากันอาจเหมาะกับกีตาร์คนละขนาดก็ได้ ดังนั้น หากเป็นไปได้ ผมแนะนำให้พาลูกไปลองถือและนั่งเล่นกีตาร์จริงก่อนซื้อครับ
สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่
- เด็กสามารถนั่งเล่นโดยไม่ต้องฝืนท่าทางมากเกินไปหรือไม่
- แขนซ้ายสามารถเอื้อมไปจับคอกีตาร์ได้อย่างสบายหรือไม่
- นิ้วสามารถกดสายได้โดยไม่ต้องออกแรงมากเกินไปหรือไม่
- เด็กสามารถประคองกีตาร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้หรือไม่
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบความสูงของสายเหนือเฟรต หรือที่เรียกว่า Action ด้วย เพราะหากสายสูงเกินไป เด็กจะต้องออกแรงกดมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้การเริ่มเรียนรู้เป็นเรื่องยากโดยไม่จำเป็น
กีตาร์ที่เหมาะกับเด็กจึงไม่ใช่แค่กีตาร์ตัวเล็ก แต่ต้องเป็นกีตาร์ที่เด็กสามารถเล่นได้อย่างสะดวกและถูกต้องด้วยครับ
4. ถ้าลูกยังไม่รู้ว่าชอบกีตาร์แบบไหน ควรทำอย่างไร?
สำหรับครอบครัวที่กำลังเลือกกีตาร์ให้ลูกเป็นครั้งแรก ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจซื้อเครื่องดนตรีราคาแพงตั้งแต่เริ่มต้นครับ
สิ่งที่ควรทำก่อนคือเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักกีตาร์ทั้งสองประเภท
ลองให้ลูกฟังเสียงกีตาร์คลาสสิกจากเพลงบรรเลง แล้วเปรียบเทียบกับเสียงกีตาร์โปร่งจากเพลงที่เขาชื่นชอบ จากนั้นลองให้เขาสัมผัสเครื่องดนตรีจริงภายใต้การดูแลที่เหมาะสม
เราอาจพบว่าเด็กบางคนชอบเสียงกีตาร์คลาสสิก เพราะรู้สึกว่าไพเราะและน่าฟัง ขณะที่เด็กบางคนชอบกีตาร์โปร่ง เพราะอยากเล่นเพลงที่ตัวเองร้องตามได้
ความชอบเหล่านี้อาจกลายเป็นแรงจูงใจที่ดีในการเริ่มต้นเรียนดนตรี
สำหรับผู้ปกครองที่ยังไม่แน่ใจว่าลูกเหมาะกับกีตาร์ประเภทไหน การปรึกษาครูสอนดนตรีก่อนเลือกซื้อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะครูสามารถช่วยประเมินความพร้อมของเด็ก แนะนำขนาดเครื่องดนตรี และอธิบายแนวทางการเรียนที่เหมาะสมได้
ที่สำคัญ เราไม่จำเป็นต้องเลือกกีตาร์ตามความนิยมของคนส่วนใหญ่เสมอไปครับ
เพราะเป้าหมายของการเรียนดนตรีไม่ใช่การทำให้เด็กทุกคนเรียนเหมือนกัน แต่เป็นการช่วยให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองผ่านสิ่งที่เขาสนใจ
5. เริ่มเรียนกีตาร์ตั้งแต่อายุเท่าไรดี?
อีกคำถามที่มักมาพร้อมกับการเลือกกีตาร์สำหรับเด็กก็คือ ควรให้ลูกเริ่มเรียนตั้งแต่อายุเท่าไร
ในความเป็นจริง ไม่มีอายุเพียงตัวเลขเดียวที่เหมาะกับเด็กทุกคน เพราะความพร้อมในการเรียนดนตรีขึ้นอยู่กับพัฒนาการและความแตกต่างของแต่ละบุคคล
เด็กบางคนอาจพร้อมเริ่มเรียนกีตาร์ตั้งแต่อายุประมาณ 5–6 ปี ขณะที่เด็กบางคนอาจต้องใช้เวลาอีกเล็กน้อยเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านร่างกายและสมาธิ
สิ่งที่ควรพิจารณาไม่ใช่แค่ว่าเด็กมีอายุมากพอหรือยัง แต่รวมถึงความสามารถในการทำตามคำแนะนำ การประสานงานระหว่างมือและสายตา ตลอดจนความสนใจในการเรียนรู้ด้วย
สำหรับเด็กเล็ก การเริ่มต้นด้วยบทเรียนที่เหมาะสมกับวัยและใช้เวลาเรียนอย่างพอดี จะช่วยให้การเรียนดนตรีเป็นประสบการณ์ที่ดีได้
ผู้ปกครองเองก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเรียนรู้ โดยไม่จำเป็นต้องกดดันให้ลูกเล่นเพลงยาก ๆ หรือพัฒนาได้รวดเร็วกว่าเด็กคนอื่น
บางครั้งการที่เด็กได้เรียนรู้ทีละขั้นตอน มีเวลาเล่นดนตรีอย่างมีความสุข และรู้สึกว่าตัวเองสามารถพัฒนาขึ้นได้ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่มีความหมายมากแล้วครับ
สรุป: เลือกกีตาร์ให้เหมาะกับลูก เริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ชนิดของกีตาร์
หากผู้ปกครองกำลังตัดสินใจว่าจะเลือก Classical Guitar หรือ Acoustic Guitar ให้ลูก ผมอยากให้ลองพิจารณา 3 เรื่องสำคัญครับ
หนึ่ง ความสนใจของเด็ก — ลูกชอบฟังเพลงแบบไหน และอยากเล่นเพลงประเภทใด
สอง ความเหมาะสมของเครื่องดนตรี — กีตาร์มีขนาดพอดีกับสรีระของเด็กหรือไม่ สายกดง่ายแค่ไหน และเล่นได้อย่างสะดวกหรือเปล่า
สาม แนวทางการเรียนรู้ — เป้าหมายของครอบครัวคืออะไร และมีครูหรือหลักสูตรที่เหมาะสมกับความสนใจของเด็กหรือไม่
เมื่อพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน เราจะสามารถเลือกกีตาร์ที่เหมาะสมกับลูกได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดว่ากีตาร์ประเภทใดดีกว่าอีกประเภทหนึ่งเสมอไป
สำหรับผม การเลือกเครื่องดนตรีเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางทางดนตรีเท่านั้นครับ
สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ตามความพร้อมของตัวเอง มีโอกาสฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง และค่อย ๆ ค้นพบความสุขจากการเล่นดนตรี
เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งอยากเล่นดนตรีต่อไป อาจไม่ใช่การมีกีตาร์ที่ดีที่สุด แต่เป็นการได้เล่นเพลงที่ตัวเองชอบ และรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ตัวเองทำสิ่งที่เคยทำไม่ได้สำเร็จครับ 🎸
โฆษณา