•
14 ต.ค. เวลา 01:00 • ข่าวรอบโลก

ประมงแย่งอาหารวาฬ เรือประมงอุตสาหกรรมกำลังจับสัตว์ตัวเล็ก ที่ทั้งระบบนิเวศต้องพึ่งพา ไปทำน้ำมันโอเมกา-3

ในปี 2026 มีรายงานโควตาจับคริลล์ในมหาสมุทรใต้ถูกใช้หมดเร็วกว่ากำหนดถึง 3 เดือน
นี่เป็นครั้งแรกที่การประมงคริลล์จับสัตว์น้ำได้เต็มโควตาเร็วขนาดนี้ ขณะที่อุตสาหกรรมประมงกำลังผลักดันให้เพิ่มปริมาณการจับจากปีละ 620,000 ตันเป็นสองเท่า
สถานการณ์นี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ตั้งคำถามว่า ท่ามกลางมหาสมุทรที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพราะภาวะโลกร้อน เรากำลังจับอาหารของสัตว์ทะเลมากเกินไปหรือเปล่า
คริลล์เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กคล้ายกุ้ง มีจำนวนมหาศาลในน่านน้ำเย็นจัดรอบทวีปแอนตาร์กติกา
ถึงตัวจะเล็ก แต่คริลล์เป็นอาหารสำคัญของสัตว์ทะเลตั้งแต่วาฬ แมวน้ำ ไปจนถึงเพนกวินและนกทะเล โดยเฉพาะวาฬสีน้ำเงิน สัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งกินคริลล์เป็นอาหารเกือบทั้งหมด และกินได้มากถึงวันละ 16 ตัน
เมื่อคริลล์เป็นอาหารของสัตว์จำนวนมาก จึงมีความสำคัญต่อระบบนิเวศของมหาสมุทรใต้ แต่ในช่วงประมาณ 15 ปีที่ผ่านมา คริลล์ก็กลายเป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมต้องการมากขึ้น เพราะสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันคริลล์ที่อุดมด้วยกรดไขมันโอเมกา-3 ใช้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับคน ตลอดจนเป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์น้ำและอาหารสัตว์เลี้ยง
และธุรกิจนี้มีมูลค่าประเมินสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี
เมื่อมีตลาดรองรับ เรือประมงขนาดใหญ่จากหลายประเทศก็ออกไปจับคริลล์ในทะเลแอนตาร์กติกา เรือบางลำจับได้มากถึงวันละ 1,000 ตัน
วิธีการ คือ ใช้เครื่องมือโซนาร์และโดรนค้นหาฝูงคริลล์ ก่อนใช้อวนหรือระบบสูบคริลล์ขึ้นมาแปรรูปบนเรือได้ทันที เทคโนโลยีทำให้การจับคริลล์ปริมาณมากทำได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องนำสัตว์น้ำกลับเข้าฝั่งก่อนจึงค่อยจัดการ
แต่ ณ วันนี้ ปัญหาอยู่ตรงที่เรือไม่ได้จับคริลล์กระจายไปทั่วมหาสมุทรอย่างสม่ำเสมอ แต่มักไปรวมตัวกันในบริเวณที่มีคริลล์หนาแน่นได้ โดยเฉพาะทะเลสโกเชีย ซึ่งอยู่ระหว่างคาบสมุทรแอนตาร์กติกากับหมู่เกาะเซาท์ออร์กนีย์
พื้นที่ตรงนั้นอาจมีคริลล์มากถึงครึ่งหนึ่งของประชากรคริลล์ทั่วโลก และเป็นแหล่งที่วาฬจำนวนมากเดินทางมาหากินเช่นกัน
ขณะเดียวกัน คริลล์ก็มีปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยู่แล้ว น้ำทะเลที่อุ่นขึ้นและน้ำแข็งทะเลที่ลดลงกำลังเปลี่ยนทั้งการกระจายตัวและพฤติกรรมของคริลล์
ในบางพื้นที่ ประชากรคริลล์ลดลงได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยคริลล์วัยอ่อนต้องอาศัยพื้นที่ใต้แผ่นน้ำแข็งเป็นที่หลบภัยจากผู้ล่า และกินสาหร่ายที่เกาะอยู่ด้านล่าง
เมื่อน้ำแข็งมีพื้นที่น้อยลงหรือคงอยู่ในช่วงเวลาสั้นลง การเติบโตและการเพิ่มจำนวนของคริลล์ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ทีนี้เมื่อแหล่งอาหารเปลี่ยนไป วาฬที่ต้องกินคริลล์ปริมาณมหาศาลก็ย่อมได้รับผลกระทบ
งานศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า เมื่อคริลล์หาได้ยากขึ้น อาจเชื่อมโยงกับการตั้งท้องที่ลดลงและโอกาสรอดของลูกวาฬหลังค่อมที่น้อยลง
ส่วนประชากรแมวน้ำขนแอนตาร์กติกาและเพนกวินจักรพรรดิที่ลดลงก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและการขาดแคลนเหยื่อ
เรื่องนี้ยิ่งน่าคิดเมื่อย้อนกลับไปดูการฟื้นตัวของวาฬ หลังมีมาตรการระงับการล่าวาฬระหว่างประเทศในปี 1986 วาฬหลายชนิดเริ่มกลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์เป็นปัจจัยสำคัญด้วย
แต่สำหรับวาฬสีน้ำเงิน ประชากรยังเหลือเพียงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงก่อนยุคล่าวาฬอย่างหนัก
วันนี้พวกมันกำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่องอาหารที่อาจไม่พอเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง
สำหรับฝ่ายอุตสาหกรรมประมงให้เหตุผลว่าปริมาณคริลล์ที่จับได้คิดเป็นเพียงราว 1 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด และเห็นว่าสามารถเพิ่มโควตาได้ตามข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์และองค์กรอนุรักษ์กังวลว่าการจับในพื้นที่สำคัญต่อสัตว์ทะเล ประกอบกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน อาจเพิ่มความเสี่ยงให้ระบบนิเวศที่กำลังเปราะบาง
ตอนนี้สหภาพยุโรปได้ผ่านมติเรียกร้องให้ระงับการจับคริลล์เป็นเวลา 5 ปีเพื่อรอข้อมูลเพิ่มเติม
แต่การห้ามจับในระดับนานาชาติยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทั้งหมดของคณะกรรมาธิการเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลแอนตาร์กติกา
สำหรับประเทศไทย เรื่องนี้มีประเด็นให้คิดคล้ายกันจากข้อถกเถียงเรื่องการแก้กฎหมายประมง โดยเฉพาะการใช้อวนล้อมจับที่มีช่องตาขนาดเล็กกว่า 2.5 เซนติเมตรในเวลากลางคืน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจับปลากะตักและสัตว์น้ำขนาดเล็ก
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่ถกเถียงเมื่อมีการแก้ไขมาตรา 69 ของ พ.ร.ก.การประมง โดยเปิดทางให้ทำประมงด้วยเครื่องมือดังกล่าวนอกเขต 12 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ฝ่ายที่กังวลเรื่องนี้มองว่า อวนตาถี่และแสงไฟล่ออาจทำให้สัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมากถูกจับขึ้นมาก่อนเติบโตเต็มที่ และยังอาจกระทบต่อสัตว์น้ำชนิดอื่นที่ต้องอาศัยปลาเล็กเป็นอาหารด้วย
แม้คริลล์ในทะเลแอนตาร์กติกากับปลาขนาดเล็กในทะเลไทยจะอยู่คนละระบบนิเวศ แต่ทั้งสองกรณีมีคำถามร่วมกันว่า เราจะตัดสินความเหมาะสมของการทำประมงจากปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้เพียงอย่างเดียวได้หรือไม่
ในทะเลแอนตาร์กติกา นักวิทยาศาสตร์กำลังกังวลว่าการจับคริลล์ในพื้นที่ที่วาฬใช้เป็นแหล่งอาหารจะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนอยู่แล้ว
ส่วนในไทย การแก้กติกาเกี่ยวกับเครื่องมือประมงก็ทำให้เกิดคำถามว่า จะเปิดทางให้จับสัตว์น้ำได้มากขึ้นอย่างไร โดยยังรักษาโอกาสให้ปลาเล็กเติบโตและขยายพันธุ์ต่อไปได้
เพราะหากวันนี้จับปลาเล็กขึ้นมาจนหมดทะเล วันข้างหน้าก็อาจไม่มีปลาเหลือให้จับมากพอ ไม่ว่าจะเป็นชาวประมงรายเล็กหรือเรือประมงขนาดใหญ่ต่างก็จะได้รับผลกระทบเหมือนกัน
อ้างอิง
Supertrawlers Are Taking Antarctic Krill That Whales Depend On https://e360.yale.edu/features/antarctica-krill-whales
โฆษณา