วันนี้ เวลา 02:09 • ธุรกิจ

7 วันล้มยักษ์! เบื้องหลังแอปแจกฟรีที่เกิดมาเพื่อฆ่า Adobe

เรื่องของเรื่องคือ Brandon Thomas เป็นโปรแกรมเมอร์และคนทำภาพยนตร์อยู่ใน Atlanta เขามีประสบการณ์เขียนโค้ดมานานกว่า 15 ปี โดยเฉพาะการใช้ภาษาโปรแกรมที่เรียกว่า Rust…
ตัวเขาเองไม่ใช่คนใหม่ในวงการ เพราะเคยตั้งสตาร์ทอัพทำ AI เลียนเสียงคนดังอย่าง Fake You และสตาร์ทอัพทำภาพยนตร์อย่าง Storyteller ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น Artcraft ในปัจจุบัน
วันดีคืนดี เขาก็ดันไปตกเป็นเหยื่อเงื่อนไขสุดเคี่ยวที่เรียกว่า “dark pattern” ของ Adobe ในการยกเลิกบริการเข้าให้
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาโดนกดดันด้วยเรื่องแบบนี้
ความแค้นมันคงสุกงอมได้ที่ พอถึงวันที่ 30 กันยายน เขาเลยเริ่มลงมือเขียนโค้ดบรรทัดแรกอย่างไม่ลังเล…
พอล่วงมาถึงวันที่ 2 ตุลาคม เขาก็ปล่อยโปรแกรมแรกในชื่อ Photo Craft ออกมาอวดสายตาชาวโลกทันที
พอวันที่ 7 ตุลาคม เขาก็นำผลงานไปโพสต์ลงใน Reddit และ Hacker News แล้วหลังจากนั้น โลกอินเทอร์เน็ตก็ตื่นตระหนกจนลุกเป็นไฟกันเลยทีเดียว
เขาไม่ได้สร้างมาแค่โปรแกรมเดียว แต่จัดมาฟรียกเซ็ตทั้ง 7 แอปพลิเคชัน
ไม่ว่าจะเป็น Photo Craft สำหรับงานแต่งรูป Vector Craft สำหรับงานวาด และ Film Craft สำหรับงานตัดต่อ…
รวมไปถึง Light Craft, Effect Craft, Design Craft และ PDF Craft ที่มาแทนโปรแกรมอ่านเอกสารยอดนิยม
ทุกตัวรันได้ทั้งบน Mac, Windows, Linux หรือแม้กระทั่งเปิดผ่านเบราว์เซอร์ แถมยังปล่อยเป็นแบบ “open source” ภายใต้ใบอนุญาต MIT และ Apache อีกด้วย
หมายความว่าใครในโลกนี้ก็สามารถดาวน์โหลดโค้ดไปแกะ ไปปรับแต่ง หรือจะเอาไปแจกต่อได้แบบฟรีๆ ตลอดไป โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาทเดียว…
ฟังดูเหลือเชื่อใช่มั๊ยครับ ว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ คนเดียวจะเอาแรงมาจากไหนในการเขียนโปรแกรมยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ได้เสร็จในสัปดาห์เดียว
ซึ่งเขาไม่ได้ทำคนเดียวเพียวๆ แต่เขาใช้ผู้ช่วยระดับท็อปอย่าง Claude ซึ่งเป็น AI ของบริษัท Anthropic มาช่วยเขียนโค้ดนั่นเอง
พอลองไปส่องร่องรอยการแก้ไขโค้ดสาธารณะกว่า 7,500 ครั้งในเวลา 10 วัน ก็พบว่ากว่า 60% มีชื่อของ Claude เป็นผู้ร่วมเขียนโค้ดอยู่ด้วย…
เรื่องนี้กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว แค่โปรแกรม Photo Craft ตัวเดียว ก็กวาดดาวบน GitHub ไปเกือบ 40,000 ดวง และถูกดาวน์โหลดไปทำสำเนาต่ออีกเกือบ 6,000 ครั้ง
Brandon ถึงกับออกมาประกาศว่า ยุคสมัยของซอฟต์แวร์แบบเดิมมันได้ตายไปแล้ว ต่อจากนี้พวกเราจะสร้างทุกอย่างขึ้นมาใช้เอง และกวาดล้างความหิวโหยเงินของบริษัทบิ๊กเทคให้หมดไป
แน่นอนว่าถ้าเราลองเปิดใจมองกันตามความเป็นจริง โปรแกรมพวกนี้มันยังไม่ได้เพอร์เฟกต์หรือทดแทนโปรแกรมระดับอาชีพได้อย่างสมบูรณ์แบบหรอกนะครับ…
ตัวเขาเองก็ออกมายอมรับตรงๆ ว่ามันยังเป็นแค่เวอร์ชันทดสอบระดับเริ่มต้นมากๆ หรือที่เรียกว่า “alpha”
ฟีเจอร์บางอย่างยังเพี้ยน และกินทรัพยากรเครื่องค่อนข้างหนักเอาการ
แต่งานนี้บอกเลยว่าประเด็นหลักมันไม่ได้อยู่ที่ว่าโปรแกรมของเขาจะเก่งเท่า Adobe ในวันนี้แล้วหรือยัง แต่มันอยู่ที่สัญญาณเตือนภัยบางอย่างต่างหาก
ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้ ทีมงานขนาดเล็กที่ใช้ AI สามารถโคลนโปรแกรมยักษ์ใหญ่ขึ้นมาได้ภายในสัปดาห์เดียว แล้วบริษัทที่เคยเสวยสุขจากการผูกขาดจะอยู่ยังไง
ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ของ Adobe กันซักนิด ยักษ์ใหญ่รายนี้เคยสร้างอาณาจักรผูกขาดมาอย่างยาวนานและสร้างรายได้เข้ากระเป๋าแบบเป็นกอบเป็นกำ
สมัยก่อนปี 2013 ถ้าใครอยากใช้โปรแกรมพวกนี้ เราแค่จ่ายเงินซื้อขาดก้อนเดียวประมาณ 2,500 ดอลลาร์ แล้วก็จะได้ครอบครองโปรแกรมนั้นไปตลอดกาล…
แต่แล้ววันหนึ่ง Adobe ก็มองเห็นโอกาสในการทำเงินที่ยั่งยืนกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยนโมเดลจากการขายขาด มาเป็นการบังคับเช่าใช้รายเดือนแทน หรือที่เรียกว่า “SaaS”
เริ่มต้นจากเดือนละ 50 ดอลลาร์ ไต่ระดับขึ้นมาเป็น 70 ดอลลาร์ จนตอนนี้พุ่งไปถึง 105 ดอลลาร์ สำหรับคนที่อยากจ่ายเป็นรายเดือนแบบไม่ผูกมัด
แม้ผู้ใช้นับหมื่นคนจะร่วมกันลงชื่อคัดค้าน แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง Adobe ก็หาได้สนใจไม่ เพราะรู้ดีว่าในตลาดนี้แทบจะไม่มีตัวเลือกอื่นมาต่อกรกับพวกเขาได้เลย…
โมเดลการเก็บเงินแบบนี้ดันสร้างรายได้ให้ Adobe อย่างมหาศาล จนรายได้ในไตรมาสล่าสุดพุ่งสูงทะลุ 6.7 พันล้านดอลลาร์ เข้าไปแล้ว
แต่ในขณะที่เงินไหลเข้ากระเป๋าไม่ขาดสาย ความเคืองแค้นของผู้ใช้ทั่วโลกก็สะสมจนกลายเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่พร้อมจะซัดถล่มได้ทุกเมื่อ
ตั้งแต่เหตุการณ์ข้อมูลผู้ใช้ 38 ล้านบัญชีรั่วไหล การบีบให้เลิกใช้โปรแกรมเวอร์ชันเก่าโดยอ้างเรื่องลิขสิทธิ์ ไปจนถึงกรณีแถบสี Pantone ที่กลายเป็นสีดำสนิทถ้าไม่ยอมจ่ายเงินเพิ่ม
และที่เป็นจุดเดือดที่สุดคงหนีไม่พ้นเงื่อนไข “cancellation fee” ที่ใครคิดจะกดยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด จะต้องจ่ายค่าปรับสูงถึงครึ่งหนึ่งของเงินที่เหลือในสัญญาปีนั้น…
เรื่องนี้ร้ายแรงถึงขั้นที่หน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาต้องยื่นฟ้อง Adobe ในปี 2024 จนบริษัทต้องยอมจ่ายเงินชดเชยมูลค่ารวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์ เพื่อจบเรื่อง
ตัดภาพมาที่ฝั่งตลาดหุ้น แม้รายได้ของบริษัทจะยังดูดี แต่ราคาหุ้นของ Adobe กลับร่วงจากจุดสูงสุด 680 ดอลลาร์ในปี 2021 ลงมาเหลือเพียง 240 ดอลลาร์ หรือหายไปมากกว่า 65%
สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง Goldman Sachs ถึงกับออกโรงเตือนให้นักลงทุนเทขายหุ้นทิ้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากสำหรับหุ้นเทคโนโลยีระดับท็อป…
แถมประธานบริหารที่ดูแล Adobe มานานถึง 19 ปี ก็กำลังจะก้าวลงจากตำแหน่งในเดือนธันวาคมนี้อีกต่างหาก
คำถามที่หลายคนอยากรู้ตอนนี้ก็คือ แล้ว Adobe จะงัดไม้เด็ดออกมาฟ้องร้องเอาผิด Brandon Thomas ได้มั๊ย
ถ้าเราย้อนมองคดีความในอดีต โอกาสที่ Adobe จะชนะคดีลิขสิทธิ์เรื่องโครงสร้างการทำงานหรือหน้าตาโปรแกรมนั้นถือว่ายากมาก…
ศาลสหรัฐอเมริกาเคยตัดสินไว้ตั้งแต่ปี 1995 แล้วว่า โครงสร้างเมนูของซอฟต์แวร์ถือเป็นวิธีการทำงาน ไม่สามารถจดลิขสิทธิ์ครอบครองได้
แถมคดีระดับประวัติศาสตร์อย่าง Google กับ Oracle ทางศาลก็เคยตัดสินให้การคัดลอกวิธีเชื่อมต่อซอฟต์แวร์เป็นการใช้งานอย่างเป็นธรรมมาแล้ว
อีกทั้งโปรเจกต์นี้ Brandon ก็ยืนยันว่าเป็นการเขียนโค้ดขึ้นมาใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น โดยไม่ได้แตะต้องหรือคัดลอกโค้ดเดิมของ Adobe มาเลยซักบรรทัดเดียว…
แล้วถ้า Adobe คิดจะใช้สิทธิบัตรไล่ฟ้องล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น
ลองนึกภาพบริษัทที่เพิ่งเสียเงินจ่ายค่าปรับเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมยกเลิก ไปยื่นฟ้องนักพัฒนาที่สร้างโปรแกรมฟรีเพราะแค้นเรื่องค่าธรรมเนียมยกเลิกดูสิ
นั่นมันจะไม่ใช่แค่คดีความธรรมดาแล้ว แต่มันคือการโฆษณาฟรีชั้นดีให้กับคู่แข่ง และยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของ Adobe ดูแย่ลงไปอีกหลายเท่าตัว…
อนาคตต่อจากนี้จะเป็นยังไงต่อไป ก็คงมีความเป็นไปได้ไม่กี่ทาง
ทางแรกคือ Adobe ทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปเอง เหมือนที่เคยทำกับโปรแกรมฟรีตัวอื่นๆ ในอดีต
ทางที่สองคือส่งทนายความไปขู่ให้เปลี่ยนไอคอนหรือเปลี่ยนหน้าตาโปรแกรม ซึ่งก็แค่ทำให้รำคาญ แต่ไม่สามารถทำลายตัวโค้ดหลักได้อยู่ดี
หรือทางสุดท้ายคือ Adobe อาจจะต้องยอมลดตัวลงมาแข่งในเกมนี้จริงๆ ด้วยการออกแพ็กเกจที่ถูกลง หรือเปิดให้ใช้งานฟรีบางฟีเจอร์เพื่อดึงคนไว้…
ต่อให้วันนี้ Adobe จะสามารถใช้อำนาจสั่งปิดโปรเจกต์นี้ลงได้ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความจริงที่ว่า กำแพงเทคโนโลยีเดิมได้ถูกทำลายลงไปแล้ว
เมื่อพลังของ AI ทำให้ใครๆ ก็สามารถโคลนโปรแกรมซับซ้อนขึ้นมาใหม่ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วัน การกักขังลูกค้าไว้ด้วยสัญญาและค่าธรรมเนียมก็จะไม่ใช่วิธีการที่ใช้ได้ผลอีกต่อไป…
ยุคสมัยที่บริษัทยักษ์ใหญ่จะมาคอยสูบเงินจากผู้บริโภคตามใจชอบกำลังจะหมดลง และผู้ชนะในเกมนี้ จะต้องเป็นผู้ที่สร้างคุณค่าจนคนเต็มใจจ่ายเงินให้อยู่ต่อด้วยความสมัครใจเท่านั้นเอง
References : [github, reddit, ycombinator, bloomberg, theverge]
=========================
😴 นอนไม่หลับ? 😴 หลับไม่สนิท?
=========================
ใครที่มีปัญหานอนไม่สนิท ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนผมบ้างครับ ผมอยากแนะนำ Diip CBD ที่มีทั้งแบบกัมมี่และแคปซูล
พอดีผมได้ลองใช้เองมาเพียงแค่อาทิตย์แรก บอกเลยว่าชีวิตเปลี่ยน ปัญหาเรื่องการนอนหมดไปเลยครับ สนใจแอดไลน์ @diipgeek มีผู้เชี่ยวชาญดูแลคอยปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง หรือคลิกลิงก์ใน Comment ได้เลยครับ
ติดตามสาระดี ๆ อัพเดททุกวันผ่าน Line OA ด.ดล Blog
คลิกเลย --> https://lin.ee/aMEkyNA
——————————————––
ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
=========================
โฆษณา